*******รายงานวิธีการแก้ไขภาวะการมีบุตรยาก******

รูปภาพของ msw7354

 

****การทำกิฟท์ ****

การทำกิฟท์  กิฟท์ (GIFT : Gamete Intra Fallopian tube Transfer), ซิฟท์ (ZIFT : Zygote IntraFallopian tube Transfer)
ปัจจุบันการรักษาภาวะมีบุตรยากได้ก้าวหน้าไปมาก ปัจจุบันเราสามารถทำการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย (IVF) แล้วเพาะเลี้ยงตัวอ่อนไว้ภายนอกจนถึงระยะที่พร้อมจะฝังตัว (บลาสโตซิสท์คัลเจอร์) แล้วจึงย้ายตัวอ่อนกลับคืนสู่โพรงมดลูกของแม่ได้ ซึ่งทำให้แนวทางในการรักษาภาวะมีบุตรยากในปัจจุบันนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงไปและมีอัตราความสำเร็จสูงขึ้นมาก อย่างไรก็ตามในบางสถาณการณ์ผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งซึ่งยังมีท่อนำไข่ที่ใช้งานได้อย่างน้อยหนึ่งข้าง น่าจะได้รับประโยชน์จากการรักษาด้วยการนำเอา Gamete หรือเซลล์สืบพันธุ์ทั้งของฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ซึ่งก็คือไข่และอสุจิ ใส่เข้าไปในท่อนำไข่ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นในธรรมชาติ หลังจากนั้นหากไข่และอสุจิสามารถปฏิสนธิกันได้ก็จะมีการเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนและเดินทางมาฝังตัวในโพรงมดลูก และเกิดเป็นการตั้งครรภ์ในที่สุด ซึ่งวิธีการดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า GIFT (กิฟท์) ซึ่งเป็นชื่อย่อมาจาก Gamete IntraFallopian tube Transfer ในขณะที่การใส่ไข่ที่ถูกปฏิสนธิเรียบร้อยแล้วเข้าไปยังท่อนำไข่ ซึ่งเรียกว่า ZIFT (ซิฟท์) ซึ่งเป็นชื่อย่อมาจาก Zygote IntraFallopian tube Transfer  

สาเหตุ  

       ผู้ที่มีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสมในการทำ GIFT คือผู้ป่วยที่ประสบกับภาวะมีบุตรยากที่อธิบายสาเหตุไม่ได้และผู้ป่วยที่มีสาเหตุของภาวะมีบุตรยากหลายกรณี เช่นเป็น Endometriosis หรือไม่ประสบความสำเร็จในการรักษาด้วยวิธีฉีดเชื้อ ฝ่ายหญิงอายุมาก และมีผังผืดในอุ้งเชิงกรานเป็นต้น ยกเว้นผู้มีท่อนำไข่อุดตันทั้งสองข้างจะไม่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีการนี้ได้ GIFT เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาภาวะมีบุตรยากซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วในการนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยซึ่งมีปัญหาภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชายระดับหนึ่ง แต่เนื่องจากการที่มีการพัฒนาวิธีช่วยปฏิสนธิ (ICSI) ขึ้นมาได้ ปัญหาการมีบุตรยากในฝ่ายชายจึงไม่เป็นข้อบ่งชี้ในการทำ GIFT อีกต่อไป

แนวทางการรักษา 

การกระตุ้นรังไข่    เมื่อเริ่มมีรอบเดือนมาจะเริ่มทำการกระตุ้นไข่โดยให้ยาฉีดให้ทุกวันเป็นระยะเวลาประมาณ 14 วันโดยเฉลี่ย การตอบสนองของรังไข่นั้นสามารถตรวจดูได้ด้วยการตรวจอัลตร้าซาวด์เป็นหลัก แม้ว่าอาจจะต้องทำการตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมนร่วมด้วย จนเมื่อได้ไข่ที่เจริญเติบโตจนมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 18 – 22 มิลลิเมตร จำนวนมากพอแล้ว การกระตุ้นการตกไข่จะสามารถทำได้โดยการฉีด hCG และการเจาะไข่จะถูกกำหนดขึ้นหลังจากนั้น 34 -36 ชั่วโมง ฝ่ายชายจะถูกขอให้เก็บเชื้ออสุจิให้ในสองชั่วโมงก่อนทำการเจาะไข่ เพื่อให้เวลาในการเตรียมอสุจิให้พร้อมในห้องปฏิบัติการ

การเจาะไข่      ในปัจจุบันการเจาะไข่ทางช่องคลอดร่วมกับอัลตร้าซาวด์นั้นเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และช่วยให้สามารถเก็บเอาเซลล์ไข่ออกมาได้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการอื่นๆ โดยจำนวนครั้งที่เข็มเจาะผ่านเข้าไปในผิวรังไข่น้อยกว่า ซึ่งลดความเสี่ยงและการปริมาณเสียเลือดจากผิวรังไข่ที่ไหลออกมาสู่ช่องท้องได้มากกว่า


การย้ายเซลล์ไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่   ไข่ที่ถูกเลือกไว้จะถูกดูดเข้ามาไว้ในสายยางที่ใช้สำหรับการย้ายเซลล์สืบพันธุ์เข้าท่อนำไข่ รวมกับเชื้ออสุจิที่เตรียมไว้แล้ว การส่องกล้องทางหน้าท้อง (Laparoscopy) เป็นวิธีการหลักในการย้ายเซลล์สืบพันธุ์เข้าสู่ท่อนำไข่ หนทางอื่นๆที่สามารถทำได้ในการใส่ไข่และอสุจิเข้าสู่ท่อนำไข่ อาจทำโดยการผ่าตัดทางหน้าท้องเป็นแผลเล็กๆ แต่วิธีการเช่นนี้ไม่เป็นที่นิยมและมีการทำน้อยมากในปัจจุบันการทำบลาสโตซิสท์คัลเจอร์สำหรับไข่ที่เหลือ
ถ้าหากมีจำนวนไข่เหลือมากกว่าที่ต้องการในการใส่กลับคืนในขณะนั้น ไข่เหล่านั้นจะถูกผสมโดยอสุจิของสามีที่เตรียมไว้ และจะถูกเพาะเลี้ยงไว้จนเจริญเติบโตถึงระยะบลาสโตซิสท์ก่อนแล้วจึงทำการแช่แข็ง


การดูแลหลังการทำ GIFT
การให้การดูแลหลังการย้ายเซลล์สืบพันธุ์นั้นสามารถทำได้โดยการฉีดฮอร์โมน Progesterone ให้ หรือการให้ Progesterone gel (Crinone) หรือ Progesterone เม็ด (Clyclogest) เหน็บช่องคลอด หรือให้ ฉีด hCG ให้ หลังจากนั้นจะทำการตรวจการตั้งครรภ์โดยตรวจระดับ hCG ในกระแสเลือด หากผลการตรวจแสดงให้เห็นว่าตั้งครรภ์การให้ Progesterone เสริมนี้จะให้ต่อเนื่องไปจนกระทั่งอายุครรภ์ได้ 8 – 12 สัปดาห์ การตรวจอัลตร้าซาวด์จะกระทำภายหลังจากผลการตรวจเลือดแสดงการตั้งครรภ์แล้ว 3 สัปดาห์ และจะทำอีกครั้งเมื่อการตั้งครรภ์เข้าสู่สัปดาห์ที่ 12 เมื่อจะย้ายผู้ป่วยไปทำการฝากครรภ์ตามปกติ ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งของการทำ GIFT คือ การที่ไม่สามารถเห็นการปฏิสนธิและการพัฒนาของตัวอ่อนในระยะแรกได้เนื่องจากกระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นในท่อนำไข่ ดังนั้นจึงไม่สามารถบอกได้ว่ากระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นได้ดีหรือไม่เพียงใดเมื่อผลการรักษาไม่ตั้งครรภ์ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการพัฒนาเทคนิค ZIFT ขึ้นมา เพื่อที่จะย้ายไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วกลับคืนสู่ท่อนำไข่ให้ ด้วยเหตุนี้คำถามเกี่ยวกับศักยภาพในการปฏิสนธิได้จึงหมดไป
บทบาทของ GIFT และ ZIFT ในการรักษาภาวะมีบุตรยากในปัจจุบัน
แม้ว่าอัตราความสำเร็จจากทำ GIFT (25%) / ZIFT (30%) จะต่ำกว่าการทำบลาสโตซิสท์ (50-60%) ปัจจุบันการทำ GIFT/ZIFT อาจเป็นหนทางที่ดีกว่าสำหรับผู้ป่วยบางรายได้แก่ (1) กรณีที่มีปากมดลูกตีบแคบ ทำให้การใส่ตัวอ่อนทำได้ด้วยความยากลำบาก (2) ในรายที่กลับมาทำการรักษาอีกครั้งหลังจากประสบความสำเร็จในการทำ GIFT/ZIFT และต้องการที่จะทำการรักษาด้วยวิธีการเดิม (3) เพื่อการวินิจฉัยหรือเพื่อการรักษาโดยการส่องกล้องทางหน้าท้อง โดยสามารถที่จะทำการตรวจวินิจฉัยในอุ้งเชิงกรานได้โดยละเอียดเพียงพอ และสามารถทำการเลาะพังผืด หรือทำลาย เนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ได้ และยังคงมีอัตราการตั้งครรภ์อยู่ระหว่าง 24 – 30%

นางสาว  วิลัยพร  จะวู ชั้น ม. 5/2 เลขที่ 24

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 3 คน และ ผู้เยี่ยมชม 572 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • กฤติพร ศรีแจ่ม
  • sss31365
  • nbr14439