ระบบมหัศจรรย์

 ระบบมหัศจรรย์

(ระบบสืบพันธุ์)

การสืบพันธุ์ของคน
               
การสืบพันธุ์ หมายถึง  การเพิ่มจำนวนหรือให้กำเนิดลูกหลานที่เหมือนพ่อแม่หรือบรรพบุรุษ เพื่อการดำรงเผ่าพันธุ์
การสืบพันธุ์ของคนเป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ซึ่งต้องมีการรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย  วัยที่สามารถสืบพันธุ์ได้เรียกว่า วัยเจริญพันธุ์

 

ระบบสืบพันธุ์เพศชาย  

 อวัยวะที่สำคัญในระบบสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วย
1.  อัณฑะ ( Testis ) ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ  ( Sperm )
ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศชายและสร้างฮอร์โมนเพศชายเพื่อควบคุมลักษณะต่าง
ๆ ของเพศชาย เช่น การมีหนวดเครา เสียงห้าวเป็นต้น  ภายในอัณฑะประกอบด้วย หลอดสร้างตัวอสุจิ ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ

2. ถุงหุ้มอัณฑะ ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะในการสร้างตัวอสุจิ

3. หลอดเก็บตัวอสุจ อยู่ด้านบนของอัณฑะ ทำหน้าที่เก็บตัวอสุจิ เพื่อให้เซลล์เจริญเติบโตเต็มที่

4. หลอดนำอสุจิ อยู่ต่อจากหลอดเก็บตัวอสุจิ ทำหน้าที่ลำเลียงตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ

5. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ ำหน้าที่สร้างอาหารเพื่อใช้เลี้ยงตัวอสุจิ เช่น น้ำตาลฟรักโตส วิตามิน โปรตีน เป็นต้น

6. ต่อมลูกหมาก อยู่ตอนต้นของท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่หลั่งสารที่เบสอ่อน ๆ เข้าไปในท่อปัสสาวะทำให้เกิดสภาพที่เหมาะสมกับตัวอสุจิ

7. ต่อมคาวเปอร์ อยู่ใต้ต่อมลูกหมาก
ทำหน้าที่หลั่งสารไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะเมื่อมีการกระตุ้นทางเพศ
ทำให้ตัวอสุจิเคลื่อนตัวได้รวดเร็ว ตัวอสุจิจะออกสู่ ภายนอก
ร่างกายตรงปลายสุดขององคชาติ  เพศชายจะสร้างเซลล์อสุจิได้เมื่ออายุประมาณ
12-13 ปีและสร้างไปตลอดชีวิต 
ตัวอสุจิเมื่อออกสู่ภายนอกร่างกายจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 2-3 ชั่วโมง
แต่ถ้าอยู่ในมดลูกของหญิงจะอยู่ได้นานประมาณ 24-48 ชั่วโมง

ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง

 

อวัยวะที่สำคัญในระบบสืบพันธุ์เพศหญิงประกอบด้วย
1.  รังไข่  ( Ovary )  มี 2 ข้าง
ทำหน้าที่ผลิตไข่ ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง
โดยปกติไข่จะสุกเดือนละใบจากรังไข่แต่ละข้างสลับกันทุกเดือนและออกจากรังไข่
ทุกเดือน เรียกว่า การตกไข่
ตลอดช่วงชีวิตของผู้หญิงจะมีการผลิตไข่ได้ทั้งหมด 400 ใบ
โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 12- 50 ปี เซลล์ไข่จะมีอายุอยู่ได้นาน 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้รังไข่ ยังทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนเพศหญิงที่ควบคุมลักษณะเพศหญิง
เช่น เสียงเล็กแหลม เต้านมขยายและมีสะโพกผาย
2.  ท่อนำไข่ หรือปีกมดลูก
ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูก
โดยมีปลายข้างหนึ่งเปิดอยู่ใกล้กับรังไข่เรียกว่า ปากแตร
ซึ่งทำหน้าที่โบกพัดให้ไข่ ที่ตกมาจากรังไข่เข้าไปในท่อนำไข่
ท่อนำไข่เป็นบริเวณที่อสุจิจะเข้าปฏิสนธิกับไข่
3.  มดลูก  ทำหน้าที่เป็นที่ฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว และเป็นที่เจริญเติบโตของทารกในครรภ์
4.  ช่องคลอด  ทำหน้าที่เป็นทางผ่านออกของตัวอสุจิเข้าสู่มดลูก เป็นทางผ่านออกของทารกเมื่อครบกำหนดคลอด และเป็นทางที่ประจำเดือนออกมาด้วย

 

 

การปฏิสนธิ

 

ขั้นตอนการปฏิสนธิ               1.เมื่อ
ไข่ตกจากรังไข่แล้ว จะเคลื่อนตัวไปตามท่อรังไข่
ซึ่งเยื่อบุท่อรังไข่จะมีขนช่วยพัดโบก และ
นำพาไข่ไปจนถึงตำแหน่งที่จะพบกับอสุจิ
ในขณะที่มีเพศสัมพันธ์จนถึงจุดสุดยอด ฝ่ายชายจะ หลั่งน้ำอสุจิ
ซึ่งมีสเปิร์มถึง
400-500 ล้านตัวเข้าสู่ช่องคลอดของฝ่ายหญิง

      2.เมื่อฝ่ายชายหลั่งน้ำอสุจิเข้าสู่ช่องคลอดของฝ่ายหญิง สเปิร์มจะผ่านเข้าสู่โพรงมดลูก และผ่าน ไปยังท่อนำไข่และปีกมดลูก โดยปกติอสุจิจะเดินทางด้วยอัตรา 2-3 มิลลิเมตรต่อนาที แต่สเปิร์ม จะเคลื่อนที่ช้าลงในช่องคลอดที่มีสภาพเป็นกรด และเคลื่อนที่เร็วขึ้นเมื่อผ่านจากปากมดลูกเข้าไป ในโพรงมดลูกที่มีความเป็นด่าง ซึ่งกว่าอสุจิจะผ่านพ้นเข้าไปในท่อรังไข่ได้นั้น จำนวนอสุจิ 400-500 ล้านตัวในขณะหลั่ง จะเหลือรอดได้เพียงไม่กี่ร้อยตัวที่มีโอกาสไปผสมไข่ส่วนหัวของอสุจิจะปล่อย สารย่อย (Enzyme) ซึ่งสามารถละลายผนังที่ห่อหุ้มปกป้องไข่ออกได้ และจะมีอสุจิเพียงตัวเดียว ที่เจาะเข้าสู่ไข่ได้สำเร็จ อสุจิตัวอื่นๆ จะไม่สามารถเข้าไปได้อีก จาก นั้นอสุจิจะสลัดหางและย่อยส่วนหัว เพื่อปลดปล่อยโครโมโซมทั้ง 23 แท่งที่บรรจุอยู่ภายในส่วน หัวเข้าสู่ไข่ เพื่อจับคู่ของตัวเอง กับโครโมโซมอีก 23 แท่งในไข่ และหลอมรวมตัวกันกลายเป็น เซลล์เซลล์เดียว เรียกว่า เกิดการปฏิสนธิขึ้น

      3. หลังไข่เกิดการปฏิสนธิ เซลล์จะมีการแบ่งตัวทวีคูณในเวลาอันรวดเร็ว จาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 จาก 8 เป็น 16 ฯลฯ การแบ่งตัวเกิดอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ไข่ผสมแล้ว (Embryo – ตัวอ่อน) เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ และภายในเวลา 7 วัน จะเคลื่อนไปถึงตำแหน่งที่จะฝังตัวลงใน เยื่อบุโพรงมดลูก ไข่ที่ผสมแล้วจะมีลักษณะกลม โดยประกอบด้วยเซลล์ประมาณ 100 เซลล์ เมื่อ ไข่ที่ผสมแล้ว (ตัวอ่อน) ฝังตัวลงในเยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งมีลักษณะนุ่มและหนา เมื่อยึดเกาะกันมั่น คงดี จึงจะถือได้ว่าการปฏิสนธิเป็นไปอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์   
ไข่ที่ผสมแล้ว (ตัวอ่อน - Embryo) จะยื่นส่วนอ่อน
นุ่มแทรกลึกลงไปในผนังมดลูก เพื่อสร้างทางติด ต่อกับเลือดของแม่
และจะเจริญเป็นรกสร้างสาย สะดือและถุงน้ำคร่ำห่อหุ้มต่อไป ซึ่งตัวอ่อน
จะมี เนื้อเยื่อพิเศษ 3 ชั้น ซึ่งต่อไปแต่ละชั้นจะสร้าง เป็น อวัยวะต่างๆ
ของร่างกายทารกน้อย

การผสมเทียม

การผสมเทียม
                การ
ผสมเทียมเป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยไม่ต้องมีการร่วมเพศตามธรรมชาติ
เป็นการแก้ปัญหาการมีบุตรยาก ปัญหาเรื่องโรคพันธุกรรม และการเลือกเพศบุตร
ในกรณีที่ฝ่ายชายผิดปกติ   เช่น
สามีมีอสุจิน้อยกว่าปกติหรือมีตัวอสุจิที่ไม่แข็งแรง
หรือในกรณีสามีมีความบกพร่องของหน่วยพันธุกรรมหรือบกพร่องทางโครงสร้าง
และการทำงานของระบบสืบพันธุ์ทำให้ไม่สามารถมีลูกได้เอง
แพทย์จะแก้ปัญหาโดยการนำอสุจิฉีดเข้าไปที่บริเวณคอมดลูกของหญิง
อสุจิที่นำมาใช้ผสมเทียม อาจนำ มาจากสามีหรืออาจได้จากชายอื่นก็ได้
ในกรณีที่ฝ่ายหญิงผิดปกต
เช่นท่อนำไข่ตีบตัน
หรือมีพังผืดบริเวณท่อนำไข่จนไข่มาสามารถเดินทางมาผสมกับอสุจิได้
แพทย์จะแก้ปัญหาโดยนำไข่จากรังไข่ของฝ่าย
หญิงออกมาเพื่อผสมกับอสุจิภายนอกร่างกาย เมื่อเกิดการปฏิสนธิแล้ว
จึงนำเอาเอ็มบริโอฉีดกลับเข้าไปทางช่องคลอดเพื่อให้เอ็มบริโอเข้าไปฝังตัว
และเจริญเติบโตในมดลูก ต่อไป เราเรียกทารกที่ถือกำเนิดโดยวิธีนี้ว่า
เด็กหลอดแก้ว
การทำกิ๊ฟ
เป็นวิธีการผสมเทียมอีกวิธีหนึ่งแพทย์จะให้ผู้ที่ต้องการมีบุตรกินฮอร์โมน
เพื่อกระตุ้นการตกไข่แล้วจะเจาะหน้าท้องฝ่ายหญิง  เพื่อดูดเซลล์ไข่เข้าไปใน
หลอดฉีด จากนั้นบรรจุอสุจิที่เตรียมไว้โดยมีฟองอากาศคั่น
แล้วฉีดไข่และอสุจิในหลอดกลับเข้าไปในท่อนำไข่
ไข่และอสุจิจะเข้าผสมกันเองภายในท่อนำไข่ตามวิธีธรรมชาติต่อไป 
ถ้าไข่ได้รับการผสมก็จะเคลื่อนที่ไปฝังตัวในมดลูก 
ถ้าไม่ได้รับการผสมก็จะสลายไป
การทำกิ๊ฟต่างจากเด็กหลอดแก้ว
ตรงที่เซลล์ไข่ที่ใส่กลับเข้าไปในร่างกาย
ยังไม่ได้รับการผสมต่อเมื่อเข้าไปในท่อนำไข่แล้วอสุจิจึงจะเข้าผสมได้ 
แต่เด็กหลอดแก้วนั้นได้รับการผสมนอก
ตัวแม่จนปฏิสนธิแล้วจึงใส่กลับเข้าไปในมดลูกแม่

 

ขั้นตอนการผสมเทียม

ขั้นตอนที่ 1 "การกระตุ้นไข่" โดยใช้ยาหรือฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้ามากระตุ้น เพื่อให้ได้ไข่จำนวนมาก ๆ

         

ขั้นตอนที่ 2 "การเก็บไข่" โดยใช้เข็มยาวที่ทำขึ้นมาเฉพาะเจาะเก็บไข่ทางหน้าท่องหรือทางช่องคลอดแต่ส่ว นใหญ่เจาะเก็บไข่ผ่านทางช่องคลอด เพราะสามารถมองเห็นไข่ได้โดยตรงจางการใช้อัลตราซาวนด์ช่วยทำให้เจาะเก็บไข่ได้จำนวนมาก

         ขั้นตอนที่ 3 การเตรียม "เชื้ออสุจิ" เป็นการ "คัดเชื้อ" เพื่อให้ได้ตัว "เชื้ออสุจิ" ที่มีคุณสมบัติดีพบที่จะปฏิสนธิกับไข่โดยใช้ "ตัวอสุจิ" ขนาดความเข้มข้นประมาณ 100,000 ตัวต่อไข่ 1 ใบ

การเก็บเชื้ออสุจิ โดยปกติจะใช้วิธีให้ช่วยตัวเอง (masturbation) ไม่ควรใช้วิธีร่วมเพศก่อนแล้วมาหลั่งภายนอก หรือใช้ถูงยางอนามัย เนื่องจากสารหล่อลื่นภายในถุงยาง จะทำลายตัวอสุจิได้

ขั้นตอนที่ 4 การเลี้ยง "ตัวอ่อน" เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในกระบวนการทำ "เด็กหลอดแก้ว"

          ภายหลังจากที่ได้ไข่มาแล้ว ก็จะนำมาเลี้ยงในหลอดแก้วทดลองที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ประมาณ 3-6 ชั่วโมง จากนั้นจึงทำการใส่ "เ ชื้ออสุจิ" ที่ผ่านการคัดเชื้อแล้วลงไป เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 18 ชั่วโมง ก็มาตรวจดูว่ามีการปฏิสนธิเกิดขึ้นหรือยัง

ถ้าไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ก็อาจใส่เชื้ออสุจิอีกเป็นครั้งที่สอง หรือเฝ้าสังเกตการณ์ต่อไป

          ถ้าไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ก็ต้องตรวจดูว่า มีการปฏิสนธิที่ผิดปกติหรือไม่ หากมีก็คัด "ตัวอ่อน" นั้นทิ้งไป เหลือไว้ แต่ "ตัวอ่อน" ที่ปกติเท่านั้น

          ในวันที่สอง (ประมาณ 48-50 ชั่วโมงภายหลังจากเจะไข่ออกมา) "ตัวอ่อน" แต่ละตัวอยู่ระหว่าง 2-8 เซลล์ "ตัวอ่อน" แต่ละตัวจะมีความสมบูรณ์ไม่เท่ากัน เราจัดลำดับความสมบูรณ์ของตัวอ่อน ออกเป็นเกรด 1(A), 2(B), 3(C), 4(D) เกรด 1 ดีที่สุด เกรด 2 ดีรองลงมา ควรจะนำ "ตัว อ่อน" เฉพาะเกรด 1 และ 2 เท่านั้น ใส่กลับเข้าสู่ร่างกายคนไข้สตรีส่วน "ตัว-อ่อน" เกรด 3 และ 4 จะนำมาใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

          ขั้นตอนที่ 5 การนำ "ตัวอ่อน" กลับเข้าสู่ร่างกาย เราสามารถนำ "ตัวอ่อน" กลับเข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทาง คือ ทางปากมดลูก หรือทางปีกมดลูก

          ขั้นตอนที่ 6 การแช่แข็ง "ตัวอ่อน" ตัวอ่อนของมนุษย์ที่เหลือจากการใส่กลับเข้าสู่ร่างกายเรา จะนำมา แช่แข็งที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส "ตัวอ่อน" จะหยุดการเจริญเติบโต แต่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้นานเป็นปีทีเดียว เมื่อไรจำเป็นต้อง ใช้ก็เพียงแต่ละลายกลับมาสู่อุณหภูมิปกติอย่างมีประสิทธิภาพ

 

การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

 

เดือนที่ 1

ในระหว่าง
เดือนแรกไข่ที่ได้รับการผสมจะเข้าไปฝังตัวอยู่ที่ผนังมดลูกและทำการแบ่ง
เซลล์ ซึ่งภายหลังจะกลายเป็นส่วนต่างๆ
ของร่างกายทารกและมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ในสัปดาห์ที่ 4
เราสามารถมองเห็นตัวอ่อน (embryo) นี้ได้ด้วยตาเปล่า โดยจะเห็นส่วนหัว,
ส่วนปลายและ ถุงน้ำ yolk sac (ในถุงน้ำนี้
จะเป็นที่เก็บสารอาหารอันอุดมสมบูรณ์สำหรับตัวอ่อนซึ่งกำลังเจริญเติบโตก่อน
ที่จะสร้างเป็น "รก" ขึ้นมา)
ถุงน้ำที่ว่านี้จะอยู่ตรงกลางระหว่างส่วนหัวและส่วนปลาย

         

                    

เดือนที่ 2

ระยะต้นเดือน
ที่ 2 นี้ ตัวอ่อนจะยาวประมาณ 2 มม. แขน ขา กำลังจะเป็นรูปร่าง
รวมถึงหัวใจ ซึ่งถึงแม้ว่าเพิ่งจะมีโครงสร้างอย่างง่ายๆ
แต่ก็เริ่มเต้นแล้วล่ะค่ะ สมองและไขสันหลัง (Spinal cord)
เจริญเติบโตเร็วมาก
ส่วนศีรษะซึ่งค่อนข้างจะโค้งมาทางด้านหน้าเรียกได้ว่าใกล้จะสำเร็จในการ
ฟอร์มรูปศีรษะขั้นสุดท้ายแล้ว ปลายเดือนที่ 3 นี้
ลักษณะต่างๆบนใบหน้ากำลังพัฒนาและกระดูกไขสันหลัง (Spine)
เริ่มมีการเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรก ลูกของคุณแม่จะยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร
ซึ่งมีขนาดเล็กกว่านิ้วก้อยของคุณแม่นิดเดียว

            

         

             

เดือนที่ 3

ในสัปดาห์ที่
11 ของการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนซึ่งมีชีวิตน้อยๆในขณะนี้จะได้ชื่อว่าเป็น
"ทารก" แล้วล่ะค่ะ พูดง่ายๆ คือเรียกได้ว่าเป็น "มนุษย์" คนหนึ่งแล้วนะคะ
ความยาวของทารกขณะนี้เท่ากับ 5.5 เซนติเมตร (2 นิ้ว)
หรือเท่านิ้วก้อยนั่นเอง แม้แต่เพศของทารกก็จะปรากฏชัดขึ้น
เพราะอวัยวะเพศเริ่มฟอร์มรูปร่างชัดเจนขึ้น หัวใจน้อยๆ
กำลังสูบฉีดโลหิตไปทั่วร่างกายของทารก
และการเคลื่อนไหวของร่างกายจะชัดขึ้น
ทั้งนี้เพราะกล้ามเนื้อเริ่มพัฒนาขึ้นแล้ว ปลายเดือนที่ 3 นี้ อวัยวะ
(Organ) หลักใหญ่ๆ ทั้งหมดจะปรากฏขึ้น ทารกขณะนี้จะวัดได้ 7.5 c.m. (3
นิ้ว) หรือยาวเท่ากับสบู่หนึ่งก้อน หนักประมาณ 1.4 กรัม (1/2 Oz.)
เท่ากับลิปสติกหนึ่งแท่ง

         

         

         

เดือนที่ 4

รกที่เจริญ
เติบโตได้เข้ามารับหน้าที่เป็นหน่วยส่งสารอาหารที่ทารกต้องการ ในช่วงนี้
นิ้วมือและนิ้วเท้าจะถูกคลุมด้วยขนอ่อน (laguno) ในสัปดาห์ที่ 16
ทารกของคุณยาวประมาณ 6 นิ้ว (16 ซ.ม.) เท่าความยาวฝ่ามือของคุณนั่นล่ะคะ
และหนัก 4 3/4 Oz. (135 กรัม) เท่าน้ำหนักของไข่ไก่หนึ่งฟอง

           

          

          

เดือนที่ 5

ทารกจะเจริญ
เติบโตอย่างรวดเร็ว คุณอาจรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวของทารกได้ ฟันเริ่มขึ้น
และเส้นผมก็เริ่มปรากฏขึ้น ทารกขณะนี้ยาว 10 นิ้ว (25 c.m.)
เท่าความยาวจากข้อศอกมาถึงข้อมือของคุณ และหนัก 12 Oz. (340 กรัม)
หรือเท่ากับน้ำหนักของซีดีรวมกันสามแผ่น (รวมตลับซีดีด้วยนะคะ)
ในตอนปลายเดือนนี้ ทารกจะมีความยาวเท่ากับครึ่งหนึ่งของน้ำหนักแรกคลอด

          

           

       

เดือนที่ 6

อวัยวะ
(Organ) ของทารกเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มโตเต็มที่
ทารกสามารถรอดชีวิตได้หากคลอดก่อนกำหนดในระยะนี้ ทารกสามารถลืมตา
ดูดนิ้วหัวแม่มือ และสะอึกได้ ทารกยังคงมีรูปร่างผอมอยู่และหนักประมาณ 570
กรัม โดยคร่าวๆ จะเท่ากับน้ำหนักของแอปเปิ้ล 5 ผลรวมกัน ความยาวจะเท่ากับ
13 นิ้ว (33 c.m.) คือยาวกว่าไม้บรรทัดนิดหน่อย

          

          

เดือนที่ 7

รูปร่างของ
ทารกยังคงไม่ได้สั ดส่วนอยู่เพราะศีรษะยังคงเล็กกว่าตัว
ผิวหนังจะถูกเคลือบด้วยไขมันที่เรียกว่า Vernix
ซึ่งทำหน้าที่เป็นชั้นกั้นน้ำคร่ำ ขณะนี้ทารกจะอยู่เต็มพื้นที่ของมดลูก
และมีความยาวประมาณ 14 1/2 นิ้ว (37 c.m.) ส่วนน้ำหนักจะประมาณ 2 ปอนด์
(900 กรัม) เท่าน้ำตาลทรายหนึ่งถุงเล็กที่เราซื้อตามซุปเปอร์มาร์เก็ต

          

          

เดือนที่ 8

ทารกในครรภ์ของคุณแม่ฟอร์มรูปร่างสมบูรณ์ครบทุกส่วนแล้วค่ะ ศีรษะได้สั ดส่วน
กับร่างกาย ช่วงนี้ทารกส่วนใหญ่จะเอาศีรษะลงเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด
ถึงแม้ว่าจะมีไขมันในร่างกายอยู่บ้างแต่ยังคงมีรูปร่างผอมอยู่
และหนักประมาณ 3 1/2 ปอนด์ (1.6 กิโลกรัม) หนักเท่าแป้งสาลีหนึ่งถุงเล็ก
ส่วนความยาวจะเท่ากับ 16 นิ้ว (40.5 c.m.)
เท่ากับความกว้างของไม้แขวนเสื้อในตู้เสื้อผ้า

         

      

เดือนที่ 9

ทารกในครรภ์
เจริญเติบโตเต็มที่แล้วค่ะ สามารถรอดชีวิตได้ถึง 95% หากคลอดในระยะนี้
ขณะนี้ทารกสามารถกระพริบตา, ฉี่, และกลืนน้ำคร่ำได้แล้ว
แต่ยังต้องการไขมันเพิ่มอยู่เพื่อที่จะสามารถใช้ควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
ได้
เมื่อต้องออกจากมดลูกซึ่งมีสภาวะแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับทารกเมื่อ
อยู่ในครรภ์มารดา ทารกจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นประมาณ 7 Oz. (200 กรัม)
ต่อสัปดาห์ คือเท่าส้มหนึ่งผล ขณะนี้ทารกจะหนักประมาณ 5 1/2 ปอนด์ (2.5
กิโลกรัม) และมีความยาวประมาณ 18 นิ้ว (46 c.m.)
หรือประมาณความยาวจากเข่ามาถึงข้อเท้า

            

การคลอด

Image

 

ทารกพร้อมที่จะคลอดแล้วจ้า....

พื้นที่ใน
ครรภ์ของคุณแม่จะเหลือน้อยลงทุกทีจนแทบไม่มีที่ว่างสำหรับทารกอีกต่อไปแล้ว
ทารกจึงต้องงอตัวกอดตัวเองไว้คล้ายลูกบอล
ไม่มีพื้นที่ว่างให้ทารกขยับแข้งขาแรงๆ อีกแล้ว
เมื่อคลอดทารกจะมีน้ำหนักเป็น 3 เท่าของน้ำหนักเมื่ออยู่ในครรภ์ตอน 28
สัปดาห์ และในเดือนสุดท้าย จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 3/4 Oz. (28 กรัม) ต่อวัน
เช่นเดียวกับน้ำหนักของนิ้วก้อย
น้ำหนักของทารกโดยประมาณเมื่อคลอดจะอยู่ที่ 7 1/2 ปอนด์ (3.4 กิโลกรัม)
และความยาวโดยประมาณเท่ากับ 19 - 20 1/2 นิ้ว (52 ซม.)

 

 

การแท้งบุตร

ตาม
หลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก
การแท้งบุตรคือการสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 28 สัปดาห์
หรือเมื่อเด็กมีน้ำหนักต่ำกว่า 1,000 กรัม การที่ใช้น้ำหนัก 1,000
กรัมเป็นเกณฑ์เพราะเราถือว่า โดยทั่วไปเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 1,000
กรัมจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม
ประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา
หลักเกณฑ์ของการแท้งบุตรอาจแตกต่างจากนี้
เพราะเขาสามารถเลี้ยงเด็กให้รอดได้ตั้งแต่เด็กมีน้ำหนักเพียง 500 กรัม
ซึ่งเท่ากับการตั้งครรภ์เพียง 20 สัปดาห์
ดังนั้นการแท้งบุตรของเขาจึงหมายถึงการสิ้นสุดของการตั้งครรภ์ก่อนครรภ์อายุ
20 สัปดาห์ หรือเมื่อเด็กมีน้ำหนักต่ำกว่า 500 กรัม

การแท้งบุตรแบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือ การแท้งเอง และการแท้งจากการกระทำหรือการทำแท้ง ซึ่งอาจกระทำเพื่อการรักษาหรือกระทำโดยผิดกฎหมาย

ในฉบับนี้ดิฉันจะกล่าวถึงเฉพาะการแท้งบุตรประเภทแรกเพราะประเภทที่สองได้กล่าวแล้วในฉบับก่อน

  การแท้งบุตรอาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

อุบัติ
การณ์ของการแท้งบุตรเองเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 20 - 30 ของการตั้งครรภ์
แต่อย่างไรก็ตาม เป็นการยากที่จะบอกตัวเลขได้แน่นอน
เพราะว่าถ้ามีการตกเลือดหลังจากประจำเดือนขาดไปเพียง 2 - 3 สัปดาห์
อาจบอกได้ยากว่าเป็นการแท้งบุตร การแท้งเองตามธรรมชาติร้อยละ 80
เกิดในระหว่างเดือนที่ 2 และที่ 3 ของการตั้งครรภ์
และการแท้งบุตรระยะนี้ทั้งเด็กและรกจะออกมาพร้อมกันแต่ถ้าการแท้งบุตรเกิดใน
ระยะหลัง 12 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ไปแล้วกระบวนการก็เหมือนการคลอด
คือจะมีอาการปวดท้อง ถุงน้ำทูนหัวแตก แล้วทารกก็คลอด

 การแท้งบุตรเป็นกระบวนการ

การ
แท้งบุตรจะเริ่มโดยมีเลือดออกทางช่องคลอด เพราะรกลอกตัวจากผนังมดลูก
มีอาการปวดท้องหรือปวดหลังเนื่องจากมดลูกรัดตัว ปากมดลูกเปิด
และเด็กกับรกจะถูกขับออกมา
การแท้งบุตรตามธรรมชาติมีลักษณะทางคลินิกหลายอย่าง
ขึ้นกับระยะของกระบวนการแท้งบุตร ได้แก่

"การแท้งคุกคาม" (Threaten abortion) หมายถึง มีการตกเลือดและปวดท้องเพราะมดลูกรัดตัว แต่ปากมดลูกยังไม่เปิด และเด็กยังไม่ออกจากมดลูก

"การแท้งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้"
(Inevitable  abortion) คือระยะหลังจากมีเลือดออกทางช่องคลอด ปวดท้อง
และปากมดลูกเริ่มเปิด ทำให้การแท้งจะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"การแท้งครบ"
(Complete abortion) คือ
กระบวนการที่กล่าวข้างต้นร่วมกับที่เด็กและรกถูกขับออกมาด้วย
แต่ถ้าเด็กออกมาโดยที่รกยังค้างอยู่ เรียกว่า "การแท้งไม่ครบ" (Incomplete
abortion) หรือกรณีที่ทารกตายในครรภ์ แต่ไม่ถูกขับออกมาก็เรียกว่า
"การแท้งค้าง" (Missed abortion)

ในบางครั้งอาจมีสภาวะแทรกซ้อนของการแท้งบุตรเกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อ จึงเรียกว่า "การแท้งติดเชื้อ" ซึ่งมักเกิดขึ้นในกรณีที่มีการทำแท้งโดยผิดกฎหมาย (Criminal abortion) และหญิงบางคนอาจแท้งบุตรติดต่อกันถึง 3 ครั้งขึ้นไป เรียกว่า "การแท้งเป็นอาจิณ" หรือ "การแท้งเป็นนิสัย" (Habitual abortion)

 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการแท้งบุตร

การ
แท้งบุตรอาจเกิดจากการที่เด็กเสียชีวิตหรือมีการพัฒนาที่ไม่สมบูรณ์เนื่อง
จากมีความผิดปกติในตัวเด็ก เช่น มีความผิดปกติของโครโมโซม หรือมีความพิการ
บางครั้งเด็กอาจได้รับเลือดมาหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ
ซึ่งเกิดจากการที่รกทำงานไม่ดี หรือจากความผิดปกติของสายสะดือ เช่น
สายสะดือพันกันหรือผูกเป็นปมรวมทั้งการที่บางส่วนของรกลอกตัวจากผนังมดลูก
ก็ทำให้เลือดมาเลี้ยงทารกน้อยลง

บางกรณีเลือดแม่กับเลือดลูกอาจเข้ากันไม่ได้ หรือเด็กได้รับสารมีพิษหรือยาบางอย่าง เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง ก็อาจทำให้เกิดการแท้งได้

การ
อักเสบ โดยเฉพาะจากการติดเชื้อ เช่น เชื้อซิฟิลิส เชื้อท็อกโซพลาสมา
(Toxoplasma) และไวรัส รวมทั้งการที่แม่มีไข้สูง ก็อาจทำให้ทารกเสียชีวิต
โรคเบาหวานและโรคของต่อมไทรอยด์ก็อาจทำให้แท้งบุตรได้เช่นกัน

ความ
ผิดปกติที่มีมดลูก หรือการที่แม่ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน
ซึ่งมีหน้าที่ช่วยเตรียมมดลูกให้พร้อมที่จะรับการตั้งครรภ์
ตลอดจนปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้มดลูกรัดตัว เช่น
การตกใจอุบัติเหตุหรือได้รับการผ่าตัดก็อาจมีผลต่อการตั้งครรภ์ นอกจากนั้น
การที่หูรูดของปากมดลูกไม่แข็งแรงเพราะฉีกขาดจากการคลอดครั้งที่แล้วหรือการ
ขูดมดลูก ก็จะทำให้ปากมดลูกเปิดอ้า ไม่สามารถเก็บทารกไว้ภายในได้

สำหรับ
การแท้งเป็นอาจิณหรือการแท้งเป็นนิสัยเกิดจากระดับฮอร์โมนเพศต่ำ
การติดเชื้อ เช่น
เชื้อซิฟิลิสหรือท็อกโซพลาสมาเลือดแม่กับเลือดลูกเข้ากันไม่ได้
ความผิดปกติของมดลูกแต่กำเนิดหรือรูรูดของปากมดลูกฉีกขาด

เนื่อง
จากสาเหตุของการแท้งบุตรมีมากมายดังที่กล่าวแล้ว
และการแท้งบุตรในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดจากหลายปัจจัย
ดังนั้นถ้าไม่มีการตรวจเป็นพิเศษ
เรามักจะไม่ทราบสาเหตุของการแท้งบุตรที่แท้จริงในผู้ป่วยแต่ละราย

 การรักษาแตกต่างกันตามประเภทของการแท้งบุตร

วิธี
การรักษาขึ้นกับระยะของการแท้งบุตร ในกรณีที่มีการแท้งคุกคาม
หญิงมีครรภ์จะต้องพักและได้รับการรักษาด้วยยาที่ทำให้มดลูกคลายตัว
รวมทั้งอาจต้องใช้ยากล่อมประสาทร่วมด้วย
การร่วมเพศในระยะนี้จำเป็นต้องงดชั่วคราว เพราะอาจกระทบกระเทือนต่อมดลูก
และในระหว่างการรักษาต้องตรวจปัสสาวะเป็นระยะๆ
เพื่อดูว่าการตั้งครรภ์ยังดำเนินไปด้วยดีหรือไม่
การรักษาด้วยยาฮอร์โมนชนิดฉีดอาจช่วยให้การแท้งคุกคามดีขึ้นและการตั้งครรภ์
ดำเนินต่อไปได้

ในกรณีที่ปากมดลูกและถุงน้ำทูนหัวแตกแล้ว มดลูกจะรัดตัวเพื่อขับเด็กออกมา ซึ่งเรียกว่า "การแท้งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้"
การรักษาในระยะนี้จำเป็นต้องใช้ยาเร่งมดลูกให้ขับเด็กออกมาและขูดมดลูกเสีย
เพราะถ้าทิ้งไว้ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดและตกเลือด
การขูดมดลูกอย่างรีบด่วน เพราะถ้าภายในมดลูกยังมีเศษของรกติดค้างอยู่
อาการตกเลือดจะไม่ดีขึ้น ทั้งยังอาจทำให้เกิดภาวะติดเชื้อตามมาอีกด้วย

ส่วนกรณีที่เป็น "แท้งค้าง" เมื่อ
วินิจฉัยแน่นอนว่าทารกในครรภ์เสียชีวิตแล้วจากการตรวจการเต้นของหัวใจเด็ก
ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตราซาวนด์)
แพทย์ก็จะขูดมดลูกให้โดยเร็วเช่นกัน
เพื่อป้องกันปัญหาแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
ถ้าการแท้งบุตรเกิดจากหูรูดของปากมดลูกไม่สมบูรณ์
แพทย์จะผ่าตัดเย็บปากมดลูกเพื่อเสริมให้หูรูดแข็งแรงและเก็บทารกไว้ได้
เมื่อครรภ์ใกล้ครบกำหนด แพทย์จึงจะตัดไหมหรือด้ายที่ผูกนั้นออก
เพื่อให้การเจ็บครรภ์และการคลอดดำเนินไปตามปกติ

ลูก
เป็นสิ่งมีค่าสูงสุดของพ่อแม่
การแท้งบุตรจึงเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของมนุษย์
นอกจากนั้นการแท้งยังมีผลกระทบต่อสุขภาพ
หญิงมีครรภ์จึงควรศึกษาและทำความเข้าใจปรากฎการณ์นี้ให้ถ่องแท้
เพื่อจะสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

 


(ระบบประสาท)

 

มื่อพูดถึงระบบประสาท
หลายคนมักคิดถึงเฉพาะการทำงานของเส้นประสาทในสมองเท่านั้น เพราะเราท่านมักจะได้ยินได้ฟังมาว่า
หากใครมี อาการผิดปกติทางระบบประสาทโดยมากจะหมายถึง คนที่มี สติสัมปชัญญะ
ไม่ค่อยสมบูรณ์หรือที่ เรียกว่า “ บ้า”

ในความเป็นจริงแล้ว ระบบประสาทไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะในสมอง
เท่านั้น แต่เป็นการวางสายงาน ออกไปตามจุดต่างๆ ทั่วร่างกายเป็น เครือข่าย
การสื่อสารที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย ทำให้เรามีความรู้สึก มีการ
เคลื่อนไหวและสามารถคิดได้ รวมทั้งควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในทั้งหมด
โดยระบบประสาทประกอบขึ้นจาก เซลล์ประสาท (nerve cell)
ซึ่งมีรูปทรงยาวเรียวนับพันล้านเซลล์ที่จะนำส่งสัญญาณประสาทความเร็วสูงไป
ทั่วร่างกาย
ในเวลาอันรวดเร็ว

 

ภาพที่ 1.1 ก: ภาพแสดงส่วนของสมองใหญ่และสมองน้อย
ข:
ภาพแสดงลักษณะของเซลล์ประสาทหลายขั้ว

             ระบบประสาทเป็นระบบที่มีความสำคัญในการควบคุมการทำงานและการตอบสนอง
ของร่างกายต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง โดยการรับความรู้สึกจากสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอกร่างกาย
ซึ่งมีสมองเป็นศูนย์กลางควบคุม สมองจะรับข้อมูล ข่าวสารจากเซลล์ประสาท แบ่งกลุ่มจัดเก็บ
ส่งต่อ และสั่งการไปยังทุกส่วนของร่างกาย ข้อมูลข่าวสารทั้งหมดจะถูกนำเข้า
และนำออกจากส่วนต่างๆของร่างกายผ่านโครงข่ายประสาทไขสันหลัง ซึ่งมีเส้นประสาทไขสันหลัง
31คู่ แตกแขนงออกจากไขสันหลังโดยเป็นส่วนที่ต่อมาจากสมอง
เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงของกะโหลกศีรษะ ทอดยาวลงมาสิ้นสุดที่กระดูกสันหลังระดับเอว
และได้รับ
การปกป้องเหมือนอยู่ในอุโมงค์ ของกระดูกสันหลัง โดยแขนงต่างๆของไขสันหลังจะทอดตัว
ไปยังทุกส่วนของร่างกาย

ภาพที่1.2 ก: โครงข่ายประสาทและไขสันหลัง (มองทางด้านหลัง)
ข: ตำแหน่งของเส้นประสาทไขสันหลัง (มองจากด้านหลัง)

          ส่วนเส้นประสาทจะเป็นสายเข้าของสัญญาณของระบบประสาทประกอบด้วยมัด
ของเส้นใยประสาทที่นำข้อมูลประสาทไปตามเส้นใยเหล่านี้เป็นระยะทางไกลๆด้วยเวลา
อันรวดเร็ว เส้นใยประสาทรับความรู้สึกจะนำข้อมูล ข่าวสารจากตัวรับความรู้สึกจากผิวหนัง
ลูกตาและอวัยวะรับความรู้สึกอื่นๆ ส่งไปยังสมองและไขสันหลังเพื่อสั่งการไปยังกล้ามเนื้อ
ให้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ได้รับอย่างรวดเร็ว

ภาพที่ 1.3 การเกิดปฏิกริยาตอบสนอง

          จากภาพ
สัญญาณประสาทจากการที่เด็กชายมองเห็นลูกบอลลอยอยู่ในอากาศ แจ้งไป
ยังสมองโดยส่งสัญญาณไปตามเส้นประสาท สมองแปลผลแล้วส่งข้อมูลกลับเพื่อสั่งให้
กล้ามเนื้อแขนยกขึ้นคว้าลูกบอลนั้นไว้ จะเห็นได้ว่าโครงข่ายระบบประสาททำงานด้วย
ความรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาที คราวนี้เราลองมาทดสอบดูซิว่าเวลาในการเกิดปฏิกิริยา
ดังกล่าวจะใช้เวลานานเท่าใด

การตอบสนองของระบบประสาทต่อสิ่งเร้าเป็นสิ่งแสดงว่าสิ่งมีชีวิตนั้นยังคงมีชีวิตอยู่

คนที่ตายแล้วระบบประสาทจะไม่ทำงานและสั่งงานไม่ได้ โดยปกติการตอบสนองของสัตว์จะ
เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างระบบประสาทและต่อมไร้ท่อ โดยระบบประสาทจะควบคุม
การตอบสนองที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดเร็วได้แก่การหดตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว
อย่างรวดเร็ว ส่วนระบบต่อมไร้ท่อ จะควบคุมการตอบสนองที่เกิดช้ากว่าแต่จะมีผลต่อเนื่องเป็น
เวลานานได้แก่ การเจริญของเซลล์ไข่ในรังไข่ ทั้ง 2 ระบบจะทำงานต่างกันแต่ทำงานสัมพันธ์
กันจึงเรียกว่า ระบบประสานงาน (coordinating system )

 


ตัวอย่าง
เมื่อเด็กเห็นสุนัขทำท่าดุร้าย แยกเขี้ยวอยู่ตรงหน้า

หัวใจจะเต้นเร็ว เกิดความกลัว แล้ววิ่งหนีทันที

     

          กรณีเช่นนี้
สุนัขที่ทำท่าดุร้ายเป็นสิ่งเร้าที่เด็กรับรู้ได้ จากการมองเห็น และส่งสัญญาณ
ไปยังหน่วยแปลความรู้สึกและระบบประสาทสั่งงาน เพื่อสั่งการให้หน่วยปฏิบัติงานตอบสนอง
ทันที

 


สิ่งมีชีวิตทุกประเภทจะรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนกันหรือไม่

 

สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว
สัตว์ที่ไม่มีระบบประสาทและสัตว์ที่มีระบบประสาทจะมีวิธีการรับรู้
และตอบสนองต่อ สิ่งแวดล้อมแตกต่างกันดังนี้

สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพวกเซลล์เดียว
ได้แก่ โพรโทซัว พารามีเซียม ซึ่งไม่มีเซลล์ประสาท
สามารถเคลื่อนที่เข้าหา หรือหนีแสงสว่าง ความร้อนหรือสารเคมีและวัตถุที่สัมผัส
โดยอาศัย
เส้นใยประสานงาน (co-ordinating fiber) ที่อยู่ใต้ผิวเซลล์ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่าง
โคนซีเลีย เพื่อให้เกิดการโบกพัดของซีเลียและเคลื่อนที่ได้

 

ซีเลียรอบๆเซลล์พารามีเซียม เชื่อมโยงกับเส้นใยประสานงาน

 

ภาพที่ 1.4 พารามีเซียมและซีเลียรอบๆเซลล์

สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
ได้แก่ ไฮดรา พลานาเรีย และแมลง กุ้ง ปู ไส้เดือนดิน

          นักวิทยาศาสตร์พบว่า
ไฮดรามีเซลล์ประสาทที่เชื่อมโยงกันคล้ายร่างแหประสาท
(nerve net) เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้น จะเกิดกระแสประสาทเคลื่อนที่ ตัวอย่างเช่น
การใช้เข็มแทง
ที่ตรงปลายแทนทาเคิลของไฮดรา จะพบว่า ทั้งแทนทาเคิลและส่วนอื่นๆ สามารถรับรู้และ
ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น โดยทำให้ร่างกายของไฮดราหดสั้นลง ส่วนเซลล์ประสาทของ

พลานาเรีย จะรวมเป็นกลุ่มเรียกว่าปมประสาท (nerve ganglion) โดยเฉพาะที่บริเวณหัว

สัตว์พวกแมลง ไส้เดือนดิน กุ้ง หอย มีปมประสาทขนาดใหญ่ขึ้นเรียกว่า สมอง
เป็นศูนย์รวม
ของระบบประสาทอยู่ทางด้านหัว และมีเส้นประสาทเชื่อมต่อปมประสาทที่มีอยู่ตามปล้อง
(ดังภาพ)

ก.ไฮดรา

 

 


ข.ไส้เดือน

 

ค.พลานาเรีย

ภาพที่1.5 ระบบประสาทของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิด
ก.ไฮดรา ข.ไส้เดือน และ ค.พลานาเรีย

 

ส่วนประกอบของระบบประสาท

ระบบประสาทประกอบด้วยกลุ่มเซลล์จำนวนมากที่มาทำงานด้วยกันเรียกว่า
เนื้อเยื่อประสาท(nervous tissue) ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิดคือ

1.เซลล์ประสาท (nerve cellหรือ neuron) เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่รับส่งสัญญาณประสาท
มีคุณสมบัติพิเศษ แตกต่างไปจากเซลล์ทั่วไปคือ เซลล์ประสาทสามารถถูกกระตุ้นและให้การตอบสนองได้โดยตัวกระตุ้นหรือสิ่งเร้า
เรียกคุณสมบัติพิเศษนี้ว่า เออริทาบิลิต ี้(irritability) ส่วนเซลล์ที่แสดงคุณสมบัติพิเศษเช่นนี้เรียกว่า
เซลล์เอ็กไซด์เทเบิล (excitable cell)

2.เซลล์ค้ำจุน (supporting cell) เป็นเซลล์ที่แทรกอยู่ระหว่างเซลล์ประสาทต่างๆ
ทำหน้าที่
เหมือนเป็นกาว (glue) เซลล์พวกนี้เทียบได้กับเซลล์ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่แทรกอยู่ในเนื้อเยื่อ

ชนิดอื่นๆ เรียกเซลล์กลุ่มนี้ว่านิวโรเกลี่ย (neuroglia)หรือเซลล์เกลี่ย
(glia cell) ได้แก่
เซลล์ชวันน์ (Schwann cells) และเซลล์เซทแทลไลท์ (satellite cell)

 

ภาพที่1.6 แสดงลักษณะของเซลล์เซทแทลไลท์ (satellite cell)
ที่แทรกอยู่ระหว่างเซลล์ประสาท (ลูกศรชี้)

 

 

สร้างโดย: 
ทวิรท เจนจบ ม.6/2 เลขที่ 6 ธันว์ อนันตพืช ม.6/2 เลขที่ 8

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 74 คน กำลังออนไลน์