อารยธรรมอินเดียโบราณ: ศาสนา

รูปภาพของ lenneyuna

อารยธรรมอินเดียโบราณ

Ancient India Civilization

 

 

ขอขอบคุณ ภาพสวยๆ จาก  http://images.north40commerce.com/TheAncientWeb/pop/9788854401679.jpg 

 

 

 

 

ศาสนาเชน หรือ ชิน
          ศาสนาเชน หรือ ไชนะ แปลว่า ผู้ชนะ คำว่า "เชน" เป็นชื่อของศาสดาผู้ตั้งศาสนา จึงตั้งชื่อศาสนาว่า ศาสนาเชน เป็นการตั้งชื่อศาสนาเพื่อให้เกียรติแก่ผู้เป็นศาสดา เช่นเดียวกับพระพุทธศาสนา ก็เป็นการตั้งชื่อตามพระนามเกียรติยศคือ พุทธ แปลว่า ท่านผู้ตรัสรู้ ศาสนาเชนเป็นอเทวนิยมเช่นเดียวกับพุทธศาสนา 
          ในอินเดียปัจจุบันมีศาสนาสำคัญ 3 ศาสนา คือ พราหมณ์-ฮินดู พุทธศาสนา และศาสนาเชน ศาสนาเชนเกิดขึ้นในอนุทวีปอินเดียเมื่อประมาณศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. ศาสนานี้คัดค้านศาสนพิธีและความเชื่อในคัมภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์ เช่น ศาสนิกชนมีความเชื่อว่า พระมหาวีระคือศาสดาหรือองค์ตีรถังกร(ผู้สร้างทางข้ามพ้นไป) เป็นศาสดาองค์ที่ 24 ของศาสนาเชน ดังนั้น ศาสนาเชนจึงมีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ก่อนหน้าศาสดาพระมหาวีระช้านาน และเชื่อกันว่าพระมหาวีระ คือ องค์ศาสดา หรือตีรถังกรองค์สุดท้ายของศาสนาเชน 
          ศาสดาองค์ก่อนพระมหาวีระคือ องค์ศาสดาปราศวนาท ซึ่งมีชีวิตอยู่ก่อนการนิพพานของมหาวีระ 250 ปี ปัจจุบันสาวกศาสนาเชนมีอยู่ประมาณ 2,000,000 คน กระจัดกระจายกันอยู่ในเกือบทุกรัฐของอินเดีย แต่ส่วนใหญ่จะมีอยู่มากในบริเวณภาคตะวันตกของอินเดีย อุตรประเทศ ไมเซอร์ มัธยมประเทศ และมหาราษฏระราในอินเดีย ส่วนเชนศาสนิกในต่างประเทศไม่มีผู้นับถือ
ศาสดา
          ศาสดาของศาสนาเชน เดิมมีนามว่า "วรรธมาน" แปลว่า ผู้เจริญมีกำเนิดในสกุลกษัตริย์ เมืองเวสาลี พระบิดานามว่า สิทธารถะ พระมารดานามว่า ตริศาลา เมื่อเจริญวัยได้รับการศึกษาศิลปศาสตร์หลายอย่างโดยควรแก่ฐานะแห่งกษัตริย์ เผอิญวันหนึ่งขณะเล่นอยู่กับสหาย ได้มีช้างตกมันตัวหนึ่งหลุดออกจากโรงวิ่งมาอาละวาด ทำให้ฝูงชนแตกตื่นตกใจ ไม่มีใครจะกล้าเข้าใกล้และจัดการช้างตกมันตัวนี้ให้สงบได้ แต่เจ้าชายวรรธมานได้ตรงเข้าไปหาช้างและจับช้างพากลับไปยังโรงช้างได้ตามเดิม เพราะเหตุที่แสดงความกล้าหาญจับช้างตกมันได้จึงมีนามเกียรติยศว่า "มหาวีระ" แปลว่า ผู้กล้าหาญมาก
มหาวีระ
 

          มหาวีระมีพี่น้องร่วมพระมารดาเดียวกัน 2 องค์ คือ พระเชษฐภคินี และพระเชษฐภาดา พระมหาวีระ เป็นโอรสองค์สุดท้าย
          เมื่อเจ้าชายวรรธมานมีพระชนมายุได้ 12 พรรษา ทรงได้รับพิธียัชโญปวีตคือพิธีสวมด้ายมงคลแสดงพระองค์เป็นศาสนิกตามคติศาสนาพราหมณ์ หลังจากพระบิดาได้ทรงส่งเจ้าชายวรรธมานไปศึกษาลัทธิของพราหมณษจารย์หลายปี เจ้าชายทรงสนพระทัยในการศึกษาแต่ในพระทัยมีความขัดแย้งกับคำสอนของพราหมณ์ที่ว่า วรรณะพราหมณ์ประเสริฐที่สุดในโลก ส่วนวรรณะอื่นต่ำต้อย แม้วรรณะกษัตริย์ยังต่ำกว่าวรรณะพราหมณ์ แต่แล้วพวกพราหมณ์ได้ประพฤติกาย วาจาและใจ เลวทรามไปตามทิฐิและลัทธินั้นๆ
เมื่อเจ้าชายวรรธมานมีพระชนมายุได้ 19 พรรษา พระบิดาทรงจัดให้อภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงยโสธรา ซึ่งเวลาต่อมาได้พระธิดาองค์หนึ่งนามว่า อโนชา หรือ ปริยทรรศนา เจ้าชายวรรธมานกับพระชายาได้เสวยสุขในฆราวาสวิสัยด้วยความเกษมสำราญจนพระชนมายุได้ 28 พรรษา มีความเศร้าโศกเสียพระทัยอย่างมากจากการสิ้นพระชนม์ของพระบิดาและพระมารดา ด้วยวิธีการอดอาหารตามข้อวัตรปฏิบัตรในศาสนาพราหมณ์ซึ่งเรียกว่า "ศาสนอัตวินิบาตกรรม" ซึ่งถือว่าเป็นบุญอย่างหนึ่ง

ชีวิตในวังของเจ้าชายวรรธมาน (มีวงแสงรอบพระเศียร)


ภาพจาก http://gotoknow.org/file/chiew-buncha/Mahavira-Domestic_Life-G2K.JPG

          การสูญเสียพระบิดาและพระมารดาได้ทำให้เจ้าชายทรงเศร้าพระทัยมาก ทรงสละพระชายาและพระธิดา เปลี่ยนผ้าคลุมพระกายเป็นแบบนักพรต เสด็จออกจากนครไพสาลี และได้ทรงประกาศมหาปฏิญญาในวันนั้นว่า นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 12 ปี ขอไม่พูดกับใครแม้คำเดียว พระมหาวีระได้ทรงบำเพ็ญตนเป็นนักพรตถือการขอเป็นอาชีพ ได้เสด็จเที่ยวไปตามคามนิคมต่างๆโดยมิได้พูดอะไรกับใครเป็นเวลา 12 ปี ได้บรรลุความรู้ขั้นสูงสุดเรียกว่า ไกวัล ถือเป็นผู้หลุดพ้นกิเลสทั้งปวง เป็นพระรหันต์และเป็นผู้ชนะโดยสิ้นเชิง
เมื่อพระมหาวีระได้ทรงบรรลุไกวัลแล้ว จึงทรงพิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นต้องละปฏิญญานั้นเสียกลับมาสู่ภาวะเดิมคือยองพูดกับคนทั้งหลาย เพื่อช่วยอันปฏิรูปความคิดและความประพฤติเสียใหม่ แล้วได้เริ่มเที่ยวประกาศศาสนาใหม่อันได้นามว่า ท่านเชน
          ศาสดามหาวีระได้ทรงใช้เวลาในการสั่งสอนสาวกไปตามคามนิคมต่างๆเป็นเวลา 30 ปี และได้ทรงเข้าถึงนิพพานหรือมรณภาพ เมื่อมีพระชนมายุได้ 72 พรรษา ในประมาณปีที่ 572 ก่อน ค.ศ. ที่เมืองปาวา หรือสาธารณรัฐมัลละ และปาวาบุรีนี้ได้เป็นสังเวชนียสถานสำหรับศาสนิกเชนทุกคน

คัมภีร์
          คัมภีร์ของศาสนาเชนเป็นเรื่องที่ยากแก่การค้นคว้า ไม่ค่อยเปิดเผยเหมือนศาสนาอื่น สาวกบางคนที่มีคัมภีร์ก็พยายามจะเก็บซ่อนคัมภีร์ไว้อย่างมิดชิด หลักสำคัญของคัมภีร์ศาสนาเชนคือ คัมภีร์อาคมะ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สิทธานตะ และคัมภีร์กัลปสูตร
          ส่วนแรกแห่งคำสอนประกอบด้วยอังคะ(ส่วน) 12 อังคะ แต่อังคะที่ 12 ได้สูญหายไป ตามหลักฐานปรากฏว่า ได้จารึกเป็นลายลักษณ์อักษร ประมาณ 200 ปี ภายหลังสมัยของมหาวีระองค์ศาสดาของศาสนาเชน
          คัมภีร์ในปัจจุบันมีอยู่ 37 คัมภีร์ส่วนใหญ่จะเขียนขึ้นมาภายหลัง กล่าวถึงชีวประวัติของมหาวีระสาวกของศาสนาเชนมีความเห็นในเรื่องคัมภีร์ค่อนข้างแตกต่างกัน เช่น นิกายเศวตัมพรยึดคัมภีร์อาคมะเป็นคัมภีร์ศาสนาของพวกตน โดยมีความเชื่อมั่นว่าสาวกผู้ใกล้ชิดมหาวีระเป็นผู้รวบรวมคัมภีร์อาคมะขึ้น แต่นิกายทิฆัมพร เชื่อว่าคัมภีร์ดั้งเดิมได้สูญหายไปแล้ว คำสอนของมหาวีระถูกรวบรวม แก้ไข หรือเขียนเพิ่มเติมขึ้นโดยนักบวชสมัยโบราณหลายท่าน
          คัมภีร์อาคมะประกอบด้วยคัมภีร์ 45 เล่ม และแบ่งย่อยออกไปเป็นคัมภีร์ละ 11 ส่วน กับเล่มที่ 12 เรียกว่า ฤทธิวาท เป็นอุปางคะ 11 ส่วน แบ่งเป็นมูลสูตร 4 เล่ม เป็นเจตสูตร 6 เล่ม เป็นคูสิกสูตร 2 เล่ม และเป็นปกิณกะ 10 เล่ม
หลักธรรม
          หลักธรรมคำสอนของศาสนาเชน แบ่งออกเป็นหลักใหญ่ๆ กว้างๆ 3 หลัก ดังนี้
          1. หลักธรรมขั้นพื้นฐาน ได้แก่ หลักอนุพรต 5 (ศีล 5 ) มีดังต่อไปนี้
                    1.1 อหิงสา การไม่เบียดเบียน ไม่ทำลายชีวิต
                    1.2 สัตยะ พูดความจริง ไม่พูดเท็จ
                    1.3 อัสเตยะ ไม่ลักขโมย รวมทั้งไม่หลบเลี่ยงภาษีอากร
                    1.4 พรหมจรยะ อย่างต่ำคือการไม่ประพฤติผิดในกาม
                    1.5 อปริครหะ การไม่โลภ ไม่ควรมีข้าวของมากเกินจำเป็น
          สำหรับอนุพรตในข้อ 1 คือ อหิงสามีรายละเอียดในการแบ่งชั้นของสัตว์ออกเป็นประเภทตามความสามารถทางประสาทสัมผัส และตามลักษณะที่เคลื่อนไหวได้หรือไม่คือ อาตมันที่ถูกผูกมัดมี 2 ได้แก่ สถาวระ(เคลื่อนไหวไม่ได้) และตรุสะ(เคลื่อนไหวได้)
          ในประเภทเคลื่อนไหวไม่ได้(สถาวระ) มีเพียงอายตนะเดียวคือ อายตนะสำหรับสัมผัส ได้แก่ ผักหญ้าในประเภทเคลื่อนไหวได้ สัตว์ที่มีอายตนะ 2 คือ ทางสัมผัสกับทางลิ้มรส เช่น หนอน สัตว์ที่มีอายตนะ 3 คือ ทางสัมผัส ลิ้มรส ได้กลิ่น เช่น มด สัตว์ที่มีอายตนะ 4 คือ เพิ่มในทางมองเห็น เช่น ผึ้ง สัตว์ที่มีอายตนะ 5 คือ เพิ่มในทางได้ยินเสียง เช่น นก
          ผู้ที่นับถือศาสนาเชนจะฆ่าหรือกินสัตว์เหล่านี้ไม่ได้ จะทำได้เฉพาะที่มีอายตนะทางสัมผัสอย่างเดียว คือ ผักหญ้า สรุปก็คือ เชนศาสนิกทุกคนทานอาหารมังสวิรัติ
          2. หลักปรัชญา หลักปรัชญาในศาสนาเชน แบ่งออกเป็น 2 ข้อ ดังนี้
                    2.1 ชญาน แบ่งออกเป็น 5 ประการ ดังนี้
                              2.1.1 มติชญาน ความรู้ทางประสาทสัมผัส
                              2.1.2 ศรุติชญาน ความรู้เกิดจากการฟัง
                              2.1.3 อวธิชญาน ความรู้เหตุที่ปรากฎในอดีต
                              2.1.4 มนปรยายชญาน ชญานกำหนดรู้ใจผู้อื่น
                              2.1.5 เกวลชญาน ชญานอันสมบูรณ์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนบรรลุนิรวาณ
                    2.2 ชีวะและอชีวะ
          ศาสนาเชนเป็นศาสนาทวินิยม กล่าวคือ มองสภาพความจริงว่ามีส่วนประกอบของสิ่งที่มีอย่างเที่ยงแท้เป็นนิรันดรว่ามีอยู่ 2 สิ่งดังนี้
                    1. ชีวะ ได้แก่ วิญญาณ หรือสิ่งมีชีวิต หรือ อาตมัน
                    2. อชีวะ ได้แก่ อวิญญาณ หรือสิ่งไม่มีชีวิต ได้แก่วัตถุ
          อชีวะหรือสสารประกอบด้วยองค์ประกอบขั้นพื้นฐาน 5 ประการ คือ การเคลื่อนไหว(ธัมมะ) การหยุดนิ่ง(อธัมมะ) อวกาศ(อากาศ) สสารและกาล ทั้งหมดเป็นนิรันดร(ปราศจากการเริ่มต้น) และทั้งหมดยกเว้นวิญญาน(ชีวะ) เป็นสิ่งไม่มีชีวิต และทั้งหมดยกเว้นสสาร เป็นสิ่งไม่มีตัวตน การเคลื่อนที่และการหยุดนิ่ง โดยตัวของมันเองไม่มีอยู่ จะต้องมีสิ่งอื่นมาทำให้มันเคลื่อนที่และหยุดนิ่ง องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของอชีวะหรือสสารทั้ง 5 ดังกล่าวมีกาล(เวลา) ซึ่งเป็นนิรันดรเป็นองค์ประกอบ
          ถ้ากล่าวโดยพิสดารทุกอย่าง แบ่งออกเป็น 9 ดังต่อไปนี้
                              1. ชีวะ หรือ อาตมัน
                              2. อชีวะ หรือวัตถุ
                              3. ปุณยะ ได้แก่ บุญ
                              4. ปาปะ ได้แก่ บาป
                              5. กรรม ได้แก่ การกระทำ
                              6. พันธะ ได้แก่ ความผูกพัน
                              7. สังสาระ ได้แก่ ความเวียนว่ายตายเกิด
                              8. นิรชระ ได้แก่ การทำลายกรรม
                              9. โมกษะ ได้แก่ ความหลุดพ้น
                    3. หลักโมกษะ โมกษะคือการหลุดพ้น หรือความเป็นอิสระของวิ          ญญาน พูดง่ายๆคือ การทำให้วิญญานหลุดพ้นจากอัตตา และจากความไม่บริสุทธิ์ ไม่ต้องมาเกิดอีก
          ในศาสนาพราหมณ์ เมื่อวิญญานหลุดพ้นแล้วจะไปรวมอยู่กับพรหม ส่วนศาสนาเชน เมื่อวิญญานหลุดพ้นแล้ว ก็จะไปอยู่ในส่วนหนึ่งของเอกภาพที่เรียกว่า "สิทธศิลา" ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสุขนิรันดร ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก
          ข้อปฏิบัติที่จะบรรลุโมกษะฬนศาสนาเชน มีอยู่ 3 ประการ ดังนี้
                              1. ความเชื่อที่ถูกต้อง ได้แก่ เชื่อในศาสดาทั้ง 24 องค์ ของศาสนาเชน เชื่อในเชนศาสตร์ หรือคัมภีร์ของศาสนาเชน และเชื่อในนักบวชผู้สำเร็จผลในศาสนาเชน
                              2. ความรู้ที่ถูกต้อง ได้แก่ รู้สิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง และด้วยความแน่ใจ
                              3. ความประพฤติที่ถูกต้อง มีข้อปฏิบัติทั้งของนักบวชและคฤหัสถ์ แต่ที่นับว่าสำคัญที่สุดก็คือ อหิงสา การไม่เบียดเบียน
          หลักการทั้ง 3 ข้อนี้ เป็นทางทำลายกรรม คือการกระทำ ซึ่งเป็นเหตุให้เิกิดการถูกผูกมัด หรือผูกพันตามหลักปรัชญาของศาสนานี้
นิกาย
นิกายในศาสนาเชน แบ่งออกเป็น 2 นิกาย คือ
          1. นิกายเศวตัมพร นำโดยสถูลภัทร ส่วนใหญ่ประจำอยู่ในแคว้นพิหาร นุ่งห่มขาว ที่หน้าสำนักจะติดตั้งรูปตีรถังกรประดับด้วยเครื่องนุ่งห่มและมองตรงไปข้่างหน้าปฏิบัติธรรมถือหลักศีล 5 เป็นพื้น คือ อวิหิงสา สัจจะ อัสเตยะ พรหมจรรย์และอปริครหะ มีการทำสังคายนา รวบรวมคัมภีร์ศาสนาไว้เป็นหมวดหมู่ และยังมีการแตกแยกเป็นนิกายย่อยลงไปอีกถึง 84 นิกาย ที่ต่างกันโดยมากเป็นเรื่องของความเห็นที่ทำให้ปฏิบัติต่างกันออกไป เช่น นิกายหนึ่งเห็นส่าต้องบูชารูปตีรถังกรเพราะเป็นศาสดา อีกนิกายหนึ่งเห็นว่า เพียงเคารพนับถือก็พอไม่ต้องบูชาเพราะตีรถังกรมิใช่เทพเจ้า อีกนิกายหนึ่งเห็นว่า ควรสร้างรูปเคารพแต่อีกนิกายเห็นว่าไม่ควรสร้างรูปเคารพ เป็นต้น
          2. นิกายทิฆัมพร นำโดยภัทรพาหุ ปฏิบัติเคร่งครัดโดยเฉพาะข้อ ยริครหะ คือ ไม่มีเครื่องนุ่งห่ม มีลักษณะเป็นการทรมานตน ศาสนิกโดยทั่วไปไม่สามารถจะปฏิบัติตามได้ ถือหลักที่สำคัญที่สุด 3 ประการคือ
                    1) การอดอาหารหรือไม่กินอาหารใดๆแม้แต่น้ำ
                    2) ไม่มีพันธนาการแม้แต่ผ้านุ่งห่มใดๆ รวมทั้งสมบัติอื่นๆ
                    3) ไม่อนุญาตให้สตรีบวชและบรรลุธรรม
          แบ่งแยกออกเป็นนิกายย่อยอีก 5 นิกาย ไม่มีการทำสังคายนาถือคัมภีร์ที่รวบรวมโดยภัทรพาหุว่า สมบูรณ์แล้ว รูปองค์ตีรถังกรในสำนักเป็นรูปเปลือย นักบวชไม่ใช้เครื่องนุ่งห่ม
มหาวีระขณะบรรลุธรรมขั้นสูงสุด เรียกว่า เกวัล
 
พิธีกรรม
          พิธีกรรมที่สำคัญของศาสนาเชน คือ พิธีกรรมเนื่องด้วยการระลึกถึงองค์ศาสดาทุกพระองค์ โดยเฉพาะพิธีกรรมระลึกถึงศาสดามหาวีระ เช่น พิธีฉลองวันประสูติของมหาวีระ พิธีปัชชุสนะ คือการกระทำใจให้สงบ การอภัย และการเสียสละ อาศัยอยู่เฉพาะที่แห่งเดียวในฤดูฝน มีการบริจาคทานให้คนยากจนในวันสุดท้ายแห่งพิธีกรรม และมีการนำเอารูปองค์ศาสดาไปแห่ตามท้องถนนและในที่ต่างๆ
          ในแต่ละปีจะมีการจัดพิธีกรรมที่เรียกว่า ไกตระ คือ การจัดพิธีเคารพรูปองค์ศาสดา ปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 9 วัน ระหว่างเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน และเดือนกันยายน - ตุลาคม ในพิธีระลึกถึงวันนิรวาณของมหาวีระ วันพระจันทร์เต็มดวงในเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน ศาสนิกชนก็จะจุดตะเกียง เพื่อให้เกิดแสงสว่างไปทั้งร่างกายและจิตใจ และต่อไปอีก 5 วัน ก็เป็นพิธีญานปัญจมะ พิธีกรรมเคารพพระคัมภีร์ และมีการจาริกแสวงบุญไปยังภูเขาสะตรันชัย อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งตีรถังกรองค์แรก
          พิธีกรรมประจำวัน คือ พิธีชลบูชา การทำความสะอาดองค์ตีรถังกรด้วยน้ำและเช็ดให้แห้งอย่างสำรวมระวังมิให้น้ำหกหยดลงพื้นเด็ดขาด และการถวายอาหาร คือ ข้าว และผลไม้แห้งในเวลาเช้า และพอตอนเย็นทำพิธีอารติบูชา คือการแกว่งตะเกียงจากซ้ายไปขวาเบื้องหน้าองค์ตีรถังกรในนิกายเศวตัมพร พิธีชลบูชา นอกจากจะทำให้สะอาดองค์ตีรถังกรด้วยน้ำสะอาดแล้วยังต้องล้างด้วยน้ำนมอีกแล้วกรองผ้าให้ใหม่ ตกแต่งให้งามด้วยเครื่องประดับ เช่น ทอง เงิน สร้อย มงกุฎ กำไล หรือพวงมาลัย เป็นต้น
สัญลักษณ์
          ศาสนาเชน ได้ใช้รูปของมหาวีระองค์ศาสดา เป็นสัญลักษณ์ คล้ายกับพุทธศาสนา คือ พระพุทธรูป เป็นสัญลักษณ์ต่างกันแต่รูปมหาวีระเป็นรูปเปลือย และต่อมา ศาสนาเชนได้ถือเอาลวดลายต่างๆ ซึ่งมีภาพมหาวีระอยู่ในวงกลมประกอบอยู่ด้วย
          ปัจจุบันได้ถือรูปทรงกระบอกตั้ง มีบรรจุสัญลักษณ์อยู่ข้างใน 4 ประการ ดังนี้
                    1. รูปกงจักร สัญลักษณ์อหิงสาอยู่บนฝ่ามือ
                    2. รูปสวัสดิกะ เครื่องหมายแห่งสังสาร
                    3. จุด 3 จุด สัญลักษณ์แห่งรัตนตรัย - ความเห็นชอบ ความรู้ชอบ ความประพฤติชอบ
                    4. จุด 1 จุด อยู่บนเส้นครึ่งวงกลมตอนบนสุด คือ วิญญาณแห่งความหลุดพ้น เป็นอิสระสถิตอยู่ ณ สถานที่สูงสุดของเอกภาพ
 

 

 
          สัญลักษณ์นี้มาจากความเชื่อที่ว่า เวลาและเอกภาพเป็นสิ่งนิรันดร ไม่มีรูป โลกคงมีอยู่ไม่มีวันจบสิ้น เป็นสภาพนิรันดร ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่สภาวะเปลี่ยนแปลงคงอยู่ตลอดกาล อวกาศเป็นสิ่งขยายไร้รูป เป็นที่รองรับเนื้อที่ทั้งมวลของเอกภาพ และเอกภาพมีรูปร่างเหมือนคนยืนกางขา เอามือเท้าสะเอว รูปร่างเพรียว เอวแบน ตรงกลางเอกภาพมีที่สถิตแห่งดวงวิญญาณ เป็นบริเวณที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายทุกชนดมีอยู่ เหนือบริเวณตอนกลางของเอกภาพขึ้นไป คือ โลกชั้นบน โลกชั้นนี้มีสองส่วน มีสวรรค์ 16 ชั้น มีเขตของท้องฟ้า 14 เขต ชั้นบนที่สุดของเอกภาพเป็นที่ตั้งของ สิทธศิลา ซึ่งเป็นสถานที่มีลักษณะบริเวณโค้ง เป็นที่สถิตของวิญญาณที่หลุดพ้นออกจากกายที่อยู่บนโลกมนุษย์ เรียก ไกวัล 
แหล่งที่มา http://atcloud.com/stories/21073 
สร้างโดย: 
น.ส.นภัสสชนก เคหะธูป และ นางพีรทิพย์ สุคันธเมศวร์

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 41 คน กำลังออนไลน์