ศิลปะสมัยศรีวิชัย

 

    

 

  

 

 

         

 

 

 

-พระโพธิสัตว์วัชระหรือพระวัชรโพธิสัตว์ ในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ได้มีการค้นพบพระวัชรโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ซึ่งสันนิษฐานว่าประติมากรรมชิ้นนี้คงจะเป็นส่วนหนึ่งของ "มัณฑละ" ที่สร้างขึ้นในรูปแบบของประติมากรรมที่เรียกว่า "วัชรธาตุมณฑล" โดยค้นพบที่ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นประติมากรรมที่ทำด้วยสำริด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
ประติมากรรมชิ้นนี้คงจะเป็นรูปของพระวัชรโพธิสัตว์องค์หนึ่งในจำนวน 16 องค์ ซึ่งห้อมล้อมอยู่โดยรอบพระธยานิพุทธเจ้า 4 องค์ โดยพระธยานิพุทธเจ้า 1 องค์ จะมีพระวัชรโพธิสัตว์ล้อมอยู่ 4 องค์ ตามแบบแผนของวัชรธาตุมณฑลในคติของพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน นิกายวัชรยาน โดยในมัณฑละแบบที่กล่าวนี้นอกจากจะปรากฏประติมากรรมของพระวัชรโพธิสัตว์และ พระธยานิพุทธเจ้า 4 องค์แล้ว ภาพวัชรธาตุมณฑลยังประกอบด้วยรูปพระพุทธเจ้ามหาไวโรจนะ พระมหาโพธิสัตว์ 16 องค์ พระโพธิสัตว์ บรรดานางตารา และเหล่าเทพอื่น ๆ ในนิกายวัชรยานรวมทั้งสิ้นราว 1,061 องค์ โดยเคยมีการค้นพบกลุ่มประติมากรรมสำริด ในรูปแบบของมัณฑละดังกล่าวที่เมืองงันชุก (Nganjuk) ในภาคตะวันออกของเกาะชวาจำนวน 90 ชิ้น

 

-สถูปจำลองทำด้วยสำริด
ในสมัยมหายานของคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ได้มีการค้นพบโบราณวัตถุที่ได้มีการสร้างขึ้นเพื่อการอุทิศถวายเนื่องในพุทธ ศาสนาเป็นจำนวนมาก โดยโบราณวัตถุดังกล่าวที่ค้นพบบนคาบสมุทรแห่งนี้ในสมัยมหายานมีความคล้าย คลึงกันเป็นอย่างยิ่งกับรรดาโบราณวัตถุที่ได้มีการสร้างขึ้นด้วยวัตถุ ประสงค์อย่างเดียวกันที่ได้มีการค้นพบที่แหล่งโบราณคดีพุทธคยาหรือโพธิคยา (Bodhgaya) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองคยา (Gaya) ในแคว้นพิหาร (Bihar) ประเทศอินเดีย สำหรับพุทธศาสนิกชนแล้ว โพธิคยาไม่ได้เป็นแต่เพียงแค่สถานที่สำหรับการจาริกแสวงบุญเพียงเท่านั้น แต่ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญ มากที่สุด บรรดาผู้เลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนาจึงได้หลั่งไหลมาจากแหล่งต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะถวายความเคารพสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าศากยมุนี
ในบรรดาโบราณวัตถุที่ได้มีการจัดทำขึ้นเพื่อการอุทิศถวายเนื่องในพุทธศาสนา หลายรูปแบบนั้น รูปแบบที่นับว่ามีความโดดเด่นมากที่สุด คือ สถูปจำลอง ซึ่งมีการสร้างสรรค์ขึ้นในศิลปะแบบปาละ มีหลายรูปแบบ แต่ทุกแบบมีพื้นฐานเหมือนกัน คือ ประกอบด้วยส่วนสำคัญสามส่วน ได้แก่ ส่วนแรก เป็นส่วนฐานที่ทำขึ้นในรูปของสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตรงจุดกึ่งกลางของแต่ละด้านมีส่วนที่ยื่นออกมา ส่วนที่สอง เป็นส่วนกลางที่ตั้งอยู่เหนือส่วนฐาน มักจะเรียกว่าองค์ระฆัง มีการตกแต่งเป็นซุ้มสี่ซุ้มที่ด้านข้างของสถูป ภายในซุ้มมีรูปเคารพประดิษฐานอยู่ และส่วนที่สาม เป็นส่วนบนสุด มักจะมีการดัดแปลงจากรูปแบบของฉัตร สถูปเหล่านี้มีทั้งที่ทำขึ้นมาจากการสลักด้วยหินและสร้างสรรค์ด้วยวัสดุอื่น ๆ รวมทั้งที่ทำด้วยดินเหนียว บางส่วนมีการบรรจุแผ่นดินเหนียวขนาดเล็กที่มีการกดประทับหลักธรรมหรือจารึก หลักธรรมไว้ภายใน

ในสมัยมหายานของคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ได้มีการค้นพบสถูปขนาดเล็กที่มักจะเรียกกันโดยทั่วไปว่า "สถูปจำลอง" เป็นจำนวนมาก สถูปเหล่านี้อาจจะแบ่งออกได้อย่างกว้าง ๆ เป็นสองรูปแบบ คือ สถูปจำลองทำด้วยสำริด และสถูปจำลองทำด้วยดินดิบหรือดินเผา


- สถูปจำลองทำด้วยสำริด ในแหล่งโบราณคดีหรือเจติยสถานถ้ำคูหาภิมุข ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ได้มีการค้นพบสถูปจำลองทำด้วยสำริดองค์หนึ่ง เป็นสถูปที่มีอายุอยู่ในระหว่างราวกลางพุทธศตวรรษที่ 14 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันอยู่ในครอบครองของวัดถ้ำคูหาภิมุข ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยสถูปองค์นี้มีรูปแบบคล้ายคลึงกันกับสถูปสำริดเป็นจำนวนมากที่ได้มีการค้น พบที่โพธิคยาที่กล่าวมาและมหาวิทยาลัยนาลันทา ในเมืองนาลันทา ประเทศอินเดีย สถูปองค์นี้มีรูปแบบที่สำคัญ คือ องค์สถูปตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยม มีบันไดทางขึ้นตรงกึ่งกลางของส่วนฐานทั้งสี่ด้าน เหนือฐานขึ้นไปรองรับด้วยฐานบัวคว่ำบัวหงายและมีบัวลายลูกประคำคั่นระหว่าง ฐานและอัณฑะ (องค์ระฆัง) เหนืออัณฑะขึ้นไปมีบัลลังก์รูปสี่เหลี่ยม ย่อมุม อันเป็นลักษณะเฉพาะของบัลลังก์ในศิลปะอินเดียแบบปาละ ซึ่งรองรับเสาฉัตร ส่วนฉัตรหรือปล้องไฉน  หักหายไป ตามทิศทั้งสี่ตรงกับบันไดมีซุ้มโค้งประดิษฐานประติมากรรมของพระตถาคตสี่องค์ คือ พระอักโษภยะ ประจำทิศตะวันออก พระรัตนสัมภาวะ ประจำทิศใต้ พระอมิตาภะ ประจำทิศตะวันตก และพระอโมฆสิทธิ ประจำทิศเหนือ เนื่องจากสถูปองค์นี้เป็นสัญลักษณ์ของจักรวาลในพุทธศาสนา พระตถาคตหรือพระธยานิพุทธเจ้าทั้งสี่องค์จึงทรงหันพระพักตร์ไปยังทิศทั้งสี่ องค์ละทิศ โดยพระธยานิพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์นี้ประทับอยู่บนสถูปและหันพระพักตร์ไปสู่ ทิศที่พระองค์ประจำอยู่ สำหรับพระธยานิพุทธเจ้าองค์ที่ห้า คือ พระพุทธเจ้าไวโรจนะนั้นทรงแสดงปางปฐมเทศนา และประจำอยู่ ณ ทิศเบื้องบน แต่ไม่ได้มีการแสดงไว้เพราะเชื่อว่าพระองค์สถิตอยู่ในสถูปแล้ว โดยนิกายวัชรยานได้สร้างพระพุทธเจ้าขึ้นมาห้าพระองค์ ซึ่งในคัมภีร์เรียกว่า "พระตถาคตทั้งห้า" หรือ "พระ ธยานิพุทธเจ้าทั้งห้า" และมีปางหรือมุทราเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ คือ พระพุทธเจ้ามหาไวโรจนะ (ผู้ให้แสงสว่าง) ปางปฐมเทศนา พระพุทธเจ้าอักโษภยะ (ผู้หนักแน่น) ปางมารวิชัย พระพุทธเจ้ารัตนสัมภวะ (ผู้เกิดจากมณี) ปางประทานพร พระพุทธเจ้าอมิตาภะ (ผู้มีแสงสว่างเป็นนิรันดร) ปางสมาธิ และพระพุทธเจ้าอโมฆสิทธิ (ผู้สมหวังตลอดกาล) ปางประทานอภัย พระตถาคตทั้งห้าองค์นี้เป็นสัญลักษณ์ของสกัณธะ (ขันธะ) ทั้งห้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของทิศทั้งห้าอันเป็นตัวแทนของจักรวาล พระตถาคตแต่ละองค์สามารถที่จะปรากฏพระองค์เป็นเทวโพธิสัตว์ พระมนุษยพุทธเจ้า และเทพีหรือนางปรัชญาหรือส่วนที่เป็นสตรีของพุทธะและโพธิสัตว์ พร้อมกับยังดูแลสกุลของพระองค์เอง อันประกอบด้วยเทพต่าง ๆ ที่ขึ้นอยู่กับพระองค์ แม้ว่ารูปแบบพื้นฐานของสถูปองค์นี้จะเหมือนกันกับสถูปสำริดหลายองค์ที่ค้นพบ ที่แหล่งโบราณคดี อชุตรัชปุระ (Achutrajpur) ในรัฐโอริสสา แต่สถูปเหล่านั้นก็ไม่มีองค์ใดที่มีบันไดในแต่ละด้าน โดยลักษณะเช่นนี้ได้ปรากฏอยู่ในสถูปสำริดที่มีการค้นพบที่นาลันทา ซึ่งเป็นสถูปที่มีองค์ระฆังประดับด้วยภาพเหตุการณ์ที่สำคัญในพุทธประวัติของ พระพุทธเจ้าศากยมุนีทั้ง 8 ตอนหรือมหาปาฏิหาริย์แปดปาง และมีรูปของพระโพธิสัตว์ประทับนั่งขนาบข้างบันไดแต่ละข้าง ในขณะที่สถูปองค์ที่พบจากถ้ำคูหาภิมุของค์นี้ที่ข้างบันไดแต่ละด้านมีภาพ สิงโตหมอบอยู่ที่ฐาน จากการที่สถูปที่ค้นพบที่ถ้ำคูหาภิมุของค์นี้มีรูปแบบที่มีความสัมพันธ์กัน อย่างใกล้ชิดกับสถูปจำลองในศิลปะแบบปาละ จึงอาจจะกำหนดให้สถูปจำลองที่ค้นพบในถ้ำคูหาภิมุของค์นี้มีอายุอยู่ในราว พุทธศตวรรษที่ 14 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 15

 

-  สถูปจำลองทำด้วยดินดิบหรือดินเผา ในเจติยสถานหรือถ้ำที่เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาในสมัยมหายานของคาบสมุทรภาค ใต้ของประเทศไทยหลายแห่ง ได้มีการค้นพบสถูปจำลองที่ทำด้วยดินดิบหรือดินเผาเป็นจำนวนมาก โดยสถูปเหล่านี้มักจะค้นพบร่วมกันกับพระพิมพ์ในรูปแบบต่าง ๆ สถูปจำลองเหล่านี้มักจะเป็นสถูปที่มีขนาดเล็ก มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 5.00-6.00 เซนติเมตร สูงราว 6.00 เซนติเมตร เป็นสถูปที่มีส่วนฐานเป็นรูปวงกลม เหนือส่วนฐานขึ้นไปเป็นองค์สถูปหรืออัณฑะทรงกลมหรือทรงระฆังคว่ำ คล้ายคลึงกันกับสถูปจำลองที่ค้นพบจากโพธิคยา ที่มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 ทำด้วยดินเผา มีขนาดสูง 8.00 เซนติเมตร ปัจจุบันจัดแสดง ณ บริติชมิวเซียม (British Museum) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าสถูปจำลองที่มีการค้นพบในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย บางองค์ที่บริเวณขอบระฆังมีสถูปเล็ก ๆ ประดับไปโดยรอบ และสถูปบางองค์ภายใต้ส่วนฐานของสถูปมีการกดประทับไว้ด้วยคาถาที่มีข้อความ อย่างเดียวกันกับที่ปรากฏในจารึกคาถาหรือจารึกหลักธรรมที่ค้นพบในสถูปจำลอง ที่มีการค้นพบที่โพธิคยา โดยจารึกดังกล่าวนี้มักจะเรียกกันโดยทั่วไปในประเทศไทยว่าคาถา "เย ธรมาฯ" โดยคาถาดังกล่าวที่ค้นพบบนสถูปที่ค้นพบในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยที่ กล่าวมาสลักไว้ด้วยอักษรเทวนาครี (Deva Nagri) ภาษาสันสกฤต มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 เจติยสถานที่สำคัญที่มีการค้นพบสถูปจำลองประเภทนี้มีอยู่หลายแห่ง อาทิ ถ้ำคูหาภิมุข ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา และถ้ำเขาขรม ตำบลพรุพี อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

สร้างโดย: 
นางสาวธิติยา สุเมธเมธาชัย อ.สุทัศน์ ตั้งฮั่น

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 23 คน กำลังออนไลน์