บทความงานวิจัยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (สุธา ขวัญพุฒ)

รูปภาพของ phutsadee


                            สรุปบทความงานวิจัย
 
    การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทย
     ที่มีการันต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3 
      ที่เรียนแบบบูรณาการทักษะกับเรียนแบบร่วมมือ
                             ของสุธา   ขวัญพุฒ
    
 นางผุสดี  จีนสุขรหัสนักศึกษา 5224441818 เลขที่  18                  รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา  TL 749  (การพัฒนาแหล่งเรียนรู้)คณะศึกษาศาสตร์  สาขา  นวัตกรรมหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2553
 
มหาวิทยาลัยรามคำแหง  สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัดขอนแก่น 
                                                    คำนำ 
       รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา  TL 749 (การพัฒนาแหล่งเรียนรู้)  ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อสรุปบทความงานวิจัย  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่เรียนแบบบูรณาการทักษะกับเรียนแบบร่วมมือของสุธา   ขวัญพุฒ เพื่อศึกษางานวิจัยไว้เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานวิจัยในชั้นเรียนในโอกาสต่อไปผู้สรุปงานวิจัยหวังว่าท่านที่สนใจคงสามารถใช้เป็นแนวทางในการศึกษาการสรุปงานวิจัยเป็นบทความงานวิจัย  และถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้                                        
                                      
ผุสดี   จีนสุข
                              
      
บทความงานวิจัยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3 
                
ที่เรียนแบบบูรณาการทักษะกับเรียนแบบร่วมมือ
 
                                   
สุธา   ขวัญพุฒ

บทคัดย่อ
               
       การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนแบบบูรณาการทักษะกับเรียนแบบร่วมมือ  ประชากรเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2550  โรงเรียนวัดเลียบราษฎร์บำรุง  สำนักงานเขตบางซื่อ  กรุงเทพมหานคร จำนวน 2  ห้องเรียน  มีนักเรียนจำนวน  70  คน  กลุ่มตัวอย่างได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย  โดยใช้วิธีจับสลากห้องเรียน  ได้ห้อง  ป.3/2  เป็นกลุ่มทดลองเรียนการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์แบบร่วมมือแบบ 
STAD  และ  ป.3/1  เป็นกลุ่มควบคุมเรียนการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์แบบบูรณาการทักษะ  จากนั้นทำการสุ่มนักเรียนห้องละ  32  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการทักษะ  จำนวน  15  แผน  ซึ่งมีค่าคุณภาพของแต่ละองค์ประกอบระหว่าง  4.66-5.00  แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบ  STAD  จำนวน  15  แผน  ซึ่งมีค่าคุณภาพของแต่ละองค์ประกอบระหว่าง  4.66-5.00  และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์  ซึ่งมีค่าความยากง่ายระหว่าง  0.25-0.65  ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง  0.38-0.75 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.81 นำผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมาเปรียบเทียบโดยใช้
t-test
  ผลการวิจัยมีดังนี้               
      
1. ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนที่เรียนแบบบูรณาการทักษะก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
               
      
2. ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
               
      
3. ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือกับนักเรียนที่เรียนแบบบูรณาการทักษะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือสูงกว่านักเรียนที่เรียนแบบบูรณาการทักษะ
 

ABSTRACT
               
       
The  purpose  of  this  research  was  to  compare  Prathom  Sueksa  3  student  achievement  in  spelling  written  Thai  words  with  the (    )  mark  over  silent  final  concanants  after  studying  by  means  of  the  Four-Skill  Integration  and  the  Cooperative  Learning  approaches  respectively.
 
       The  subjects  consisted  of  seventy  Prathom  Sueksa  3  students  studying  in  two  classes  at  Watleabratbumrung  School, in  Bang Sue district, Bangkok,in  the  second  semester  of  the  2007  academic.  The  members  of  Prathom  Sueksa  3/2,  the  experimental,  group,  were  selected  by  means  of  simple  random  sampling, and  were  taught  by  means  of  the  STAD  Coopertive   Learning  Technique.  In  addition, the  members  of   Prathom  Sueksa  3/1,  the  control  group, were  taught  through  the  Four-Skill  Integration  approach.  Only  thirty-two  students  from  each  group  were  additionally  randomly  selected  for  investigation.
 
      
The  research  tools  used  in  this  investigation  are  as  follows: (1)  fifteen  Coopertive   Learning  Technique  lesson  plans  with  the  quality  level  of  each  element  established  as being    between  4.66  and  5.00; (2)   Fifteen  Four  -Skill  Integration  lesson  with  the  quality   level  of  each  element  being  establishesd  as being   between  4.66  and  5.00; and  (3)  an  achievement  test  for  spelling  written  Thai  words  with  the   (    )  mark  over  silent  final  consonants  with  item  difficulty  lying  between  0.25  and  0.65,  the  discrimination  index  ling  between  0.38  and  0.75  and  couched  at  a  reliability  level  of  0.81
                Findings  are  as  follow:                
       
1. Student  achievement  in  spelling  written  Thai  words  with  the   (    )  mark  over  silent  final  consonants  prior  to  and  after  learning  by  means  of  the  Four-Skill  integration  approach  differed at  the  0.05  level  of  statistical  significance. Additionally,  the  post- achievement  test  mean  score  was  higher.
               
      
2. Student  achievement  in   spelling  written  Thai  words  with  the   (    )  mark  over  silent  final  consonants  prior  to  and  after  learning  by  means  of  the  Cooperative  Learning  Technique  differed  at  the  statistically  significant  level  of  0.05. Agiain,  the  post- achievement  test  mean  score  was  higher.
               
       
3. Student  achievement  in   spelling  written  Thai  words  with  the   (    )  mark  over  silent  final  consonants  after  studying  by  means  of  the  STAD Cooperative  Learning  Technique  and  the  Four-skill  Integration  approach  differed  at  the  statistically  significant   level  of  0.05.  Once  again,  the  achievement  test  mean  score  of  the  group  who  studied  by  means  of  the STAD  approach  was  higher.
 

ความสำคัญของปัญหา
               
      
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ  เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ  และเสริมสร้างความเป็นไทย  เป็นเครื่องมือในการติดต่อสอบถามเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  ทำให้สามารถประกอบกิจธุรการงานและดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข  เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และประสบการณ์จากแหล่งเรียนรู้สารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้  ความคิด  วิเคราะห์  วิจารณ์  และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี  ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ  นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่แสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี  ชีวทัศน์  โลกทัศน์และสุนทรียภาพ  โดยบันทึกไว้เป็นวรรณคดีและวรรณกรรมอันล้ำค่า ภาษาไทยจึงเป็นสมบัติของชาติที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ เพื่ออนุรักษ์และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป(กระทรวงศึกษาธิการ,กรมวิชาการ,2544)
 ในการจัดการศึกษาของไทย  วิชาภาษาไทยจัดไว้เป็นวิชาบังคับในหลักสูตร  เพื่อให้เด็กไทยใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนได้ถูกต้องและเรียนรู้เนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพ  เนื่องจากการเรียนทุกวิชา  ต้องใช้ทักษะการฟัง  การพูด  การอ่านและการเขียนภาษาไทย  เพื่อเป็นสื่อในการเรียนรู้  แต่นักเรียนระดับประถมศึกษามักประสบปัญหาด้านทักษะการเขียนสะกดคำภาษาไทย  เนื่องจากเด็กนักเรียนขาดความรู้  ความเข้าใจด้านหลักภาษาไทย  และคำที่ใช้สะกดในภาษาไทยเป็นคำยาก  ทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายและขาดความสนใจในการฝึกฝนการเขียนภาษาไทย            จากปัญหาดังกล่าว  ครูผู้สอนจึงได้พยายามหาวิธีสอนและกิจกรรมที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้  รักที่จะเรียนภาษาไทยและมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาภาษาไทย  ครูจึงต้องเตรียมการสอนด้วยเทคนิคที่หลากหลาย  เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  เช่น  การเรียนแบบบูรณาการทักษะ  การเรียนแบบร่วมมือ  มาใช้ในการจัดการเรียนการสอน  ในการเรียนแบบบูรณาการเป็นการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสภาพจริงตามธรรมชาติ  ช่วยให้เกิดการเรียนรู้หลายด้านเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวม  ส่วนการเรียนแบบร่วมมือเป็นการจัดกิจกรรมใช้กระบวนการกลุ่ม  โดยเน้นผู้เรียนคละความรู้กัน  ทำงานร่วมกัน ผู้วิจัยเป็นครูผู้สอนภาษาไทยระดับประถมศึกษาปีที่  3  มาเป็นเวลานาน  พบว่าเด็กนักเรียนที่สอนมีปัญหาด้านการสะกดคำ  ดังนั้นผู้วิจัยจึงคิดแก้ปัญหาการเขียนสะกดคำ  โดยใช้การจัดการเรียนแบบบูรณาการทักษะและการเรียนแบบร่วมมือมาแก้ปัญหา  โดยทำการสอนเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนที่เรียนแบบบูรณาการทักษะกับเรียนแบบร่วมมือ 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
       1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3 ที่เรียนแบบบูรณาการทักษะก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มควบคุม               
       2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่  3 ที่เรียนแบบร่วมมือก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มทดลอง               
      
3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่  3 ที่เรียนแบบบูรณาการทักษะกับเรียนแบบร่วมมือ 

สมมติฐานการวิจัย
       
1. ผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียน  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3 ที่เรียนแบบบูรณาการทักษะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
       2. ผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่  3 ที่เรียนแบบร่วมมือหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
       3. ผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียน  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3 ที่เรียนแบบบูรณาการทักษะกับเรียนแบบร่วมมือแตกต่างกัน               

ขอบเขตของการวิจัย               
       1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย  ในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ปีการศึกษา 2550  ของโรงเรียนวัดเลียบราษฎร์บำรุง  สำนักงานเขตบางซื่อ  กรุงเทพมหานคร  จำนวน  2  ห้อง  มีนักเรียน  70  คน
               
       2. ระยะเวลาในการวิจัย  ในภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา 2550  เวลาในการทดลองกลุ่มละ  15  ชั่วโมง  เวลา  3  สัปดาห์
               
       3. เนื้อหาที่ใช้ในการทดลอง  ได้แก่  คำภาษาไทยที่มีการันต์ที่นักเรียนส่วนใหญ่เขียนสะกดคำผิด  จำนวน  65  คำ
               
      
4. ตัวแปรที่ศึกษา
                     
            
4.1 ตัวแปรต้น  ได้แก่  วิธีการจัดการเรียนรู้  2  วิธี  คือ
                                   4.1.1 การเรียนแบบบูรณาการทักษะ                           
                  
4.1.2 การเรียนแบบร่มมือแบบ
STAD
                     
            
4.2  ตัวแปรตาม ได้แก่  ผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ 
 

นิยามศัพท์เฉพาะ               
      
1. คำภาษาไทยที่มีการันต์  หมายถึง  คำที่มีการันต์ในรายการคำยากที่กำหนดในหนังสือเรียนภาษาไทยของกระทรวงศึกษาธิการ  โดยนำมาทำการวิจัยในครั้งนี้เฉพาะคำที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ส่วนใหญ่เขียนสะกดคำผิด  จำนวน  65  คำ  ซึ่งพบผลจากการวัดและประเมินผลภาคปฏิบัติและภาคความรู้  ในภาคเรียนที่  1-2 ปีการศึกษา 2546-2549 ของโรงเรียนวัดเลียบราษฎร์บำรุง
               
      
2. การเขียนสะกดคำ  หมายถึง  การเขียน  โดยเรียงพยัญชนะ  สระ  วรรณยุกต์  ตัวสะกดและตัวการันต์  ให้เป็นคำภาษาไทยอย่างถูกหลักเกณฑ์และถูกต้องตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พุทธศักราช  2542  เพื่อให้สามารถออกเสียงและสื่อความหมายได้ถูกต้อง
               
      
3. ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำที่มีการันต์  หมายถึง  ผลการเขียนสะกดคำซึ่งวัดได้จากคะแนนการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำที่มีผู้วิจัยสร้างขึ้นจากคำยากที่กำหนดในหนังสือเรียนประกอบการสอนภาษาไทยของกรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ  ที่นักเรียนส่วนใหญ่เขียนสะกดคำผิด
               
      
4. การเรียนแบบร่วมมือ(
coorative  learning) หมายถึง  วิธีการเรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อยคละกันตามระดับความสามารถโดยมีเป้าหมายของกลุ่มร่วมกัน  มีการร่วมมือช่วยเหลือกัน  ปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน  เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายของกลุ่ม
               
       
5. การเรียนแบบร่วมมือแบบ
STAD (student  teams achievement  divisions)  หมายถึง  การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีของสลาวิน(Slavin)  โดยครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มย่อย  กลุ่มละ  4  คน  มีระดับความสามารถทางการเรียนสูง ปานกลางและต่ำ  ในอัตราส่วน 1:2:1  สมาชิกแต่ละคนจะร่วมมือกัน  ช่วยเหลือกันทำงาน  เพื่อให้กลุ่มบรรลุผลตามเป้าหมายของกลุ่ม ก่อนทำการสอนครูอธิบายวิธีการเรียนแบบร่วมมือแบบSTAD ให้นักเรียนเข้าใจแล้วดำเนินการจัดการเรียนรู้ ตามขั้นดังนี้
                     
             5.1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน
                     
             5.2 ขั้นกิจกรรมการเรียนการสอน
                     
            
5.3 ขั้นสรุป
                     
            
5.4 ขั้นวัดและประเมินผล
                     
            
5.5 ขั้นสร้างความประทับใจ
               
      
6. การเรียนแบบบูรณาการทักษะ  หมายถึง  กระบวนการเรียนภาษาไทยที่สัมพันธ์ทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียน  อย่างผสมกลมกลืน  จนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามวิธีการจัดการเรียนรุ้ของหลักสูตรสถานศึกษา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  โรงเรียนวัดเลียบราษฎร์บำรุง  ซึ่งนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่นักวิชาการเสนอไว้มาปรับใช้ตามขั้นตอน  ดังนี้
                     
            
6.1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน
                     
            
6.2 ขั้นทบทวนความรู้เดิม
                     
            
6.3 ขั้นเสนอบทเรียนใหม่
                     
            
6.4 ขั้นฝึกปฏิบัติ
                     
            
6.5 ขั้นสรุป
                     
            
6.6 ขั้นประเมินผล
 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
       1. เป็นแนวทางสำหรับครูปรับปรุงวิธีสอนการเขียนสะกดคำที่มีการันต์               
      
2. เป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะทางสังคมของนักเรียนในการช่วยเหลือกันในการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายของกลุ่มร่วมกัน
 

วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสอนภาษาไทยการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา                     
      
เป้าหมายการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา  ต้องการให้นักเรียนมีทักษะด้านการฟัง  การพูด  การอ่านและการเขียน  สามารถใช้ภาษาไทยเป็นเครื่องมือสำหรับสื่อสารและแสวงหาความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  วรรณี  โสมประยูร (2537)  ได้เสนอแนะหลักการสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษาไว้  ดังนี้
                      
       1.ในการสอนภาษาไทย ต้องคำนึงถึงจุดประสงค์ทั่วไปทุกครั้งที่มีการเรียน
การสอน
                     
       2. คำนึงถึงความพร้อมของนักเรียน
                     
      
3. การสอนภาษาไทยมุ่งเน้นทักษะทางภาษามากกว่าเนื้อหาสาระ
                       4. การสอนภาษาไทยควรสอนทักษะการฟัง  การพูด  การอ่านและการเขียนให้สัมพันธ์กัน                          
      
5. สอนให้สัมพันธ์กับสาระอื่น
                     
      
6. สอนให้นักเรียนให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมมากๆ โดยครูเป็นเพียงผู้สร้างสถานการณ์
                     
      
7. เน้นให้นักเรียนรู้จักคิด
                     
      
8. สอดแทรกคุณธรรมและให้รู้จักการทำงานร่วมกัน
                     
       
9. ควรใช้วิธีสอนหลายๆ วิธีผสมผสานกัน
                      
     
10. ครูต้องรักและศรัทธาต่อภาษาไทย
                     
    
11. ต้องสอนจากเรื่องง่ายไปหาเรื่องยากตามลำดับ
                     
    
12. การวัดผลประเมินผลให้วัดทักษะทุกๆ ด้าน 
      
ดูตามความเหมาะสม
และกระทรวงศึกษาธิการ,กรมวิชาการ(2535)  ยังได้แนะการสอนภาษาไทยระดับประถมไว้เป็นแนวทาง  ดังนี้               
       1. ใช้ประสบการณ์ทางภาษา  เน้นให้เด็กได้คิด  ฟัง  พุด  อ่านและเขียนเป็นหลัก  คือการสอนด้วยภาพ  กระตุ้นให้คิด  บันทึกทำความเข้าใจร่วมกัน  ฝึกอ่านเป็นรายบุคคล  มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน
               
      
2. ยึดหนังสือเรียนเป็นหลัก  โดยยึดการนำเข้าสู่บทเรียนใช้การเชื่อมโยงประสบการณ์เดิม  สอนคำใหม่  แจ้งจุดประสงค์  อ่านในใจและอ่านออกเสียง  เป็นรายกลุ่มและรายบุคคล  โดยครูคอยชี้แนะ
               
      
3. สอนหลักภาษา  เน้นการสอนสะกดคำ  แจกลูก  ผันอักษร  ให้เด็กรู้จักพยัญชนะ  สระ  จำให้ได้  แล้วจึงนำมาสะกดคำ
               
      
4. สอนอ่านหนังสือเป็นรายบุคคล  โดยให้นักเรียนเลือกอ่านตามความสนใจ  ความสามารถแต่ละบุคคล  ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่าน  ปฏิบัติตามแผน  ทำกิจกรรมหลังอ่าน  เสนอผลงานและประเมินผล 
               
      
จากการสอนสรุปได้ว่า  ในการสอนภาษาไทยระดับประถมศึกษา  ครูควรสอนทักษะการฟัง  พูด  อ่าน  เขียน  ให้สัมพันธ์กัน  ไม่ควรแยกสอนทักษะใดทักษะหนึ่งโดยเฉพาะ
 

เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสอนสะกดคำ               
ความหมายของการเขียนสะกดคำ
                     
      
โกพล  บัวเผื่อน(2539) สราวดี  เพ็งศรีโคตร(2539)  และนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของการเขียนสะกดคำไว้หลายความหมาย  สรุปได้ว่า  การเขียนสะกดคำหมายถึง  การเขียนคำตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง  โดยเรียงจากพยัญชนะ  สระ  วรรณยุกต์  ตัวสะกดและตัวการันต์  เพื่อสามารถออกเสียงได้ชัดเจนและสื่อความหมายได้ถูกต้อง
               
สาเหตุและปัญหาการเขียนสะกดคำ
                สุทธิวงศ์  พงษ์ไพบูลย์(2531)  ปรียา  หิรัญประดิษฐ์(2532)  และนักวิชาการหลายท่านได้สรุปถึงสาเหตุและปัญหาการเขียนสะกดคำผิด  เกิดจากตัวนักเรียนและครู  คือนักเรียนขาดการสังเกต  การฝึกฝน  ขาดหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง  ส่วนตัวครูไม่ใช้เทคนิควิธีสอนที่แปลกใหม่และสื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเป็นการเร้าความสนใจของนักเรียน               

เทคนิคการจัดการเรียนรู้การเขียนสะกดคำ
                     
      
สุจริต  เพียรชอบและสายใจ  อินทรัมพรรย์(2536)  วรรณี  โสมประยูร(2539)  ได้เสนอแนะเทคนิคการจัดการเรียนรู้การเขียนสะกดคำ  มาเป็นแนวทางสรุปได้ดังนี้  คือ การสอนต้องดูความพร้อมของผู้เรียน  เลือกวิธีสอนโดยดูความแตกต่างระหว่างบุคคล  ใช้วิธีสอนและกิจกรรมที่หลากหลาย  ให้เด็กเกิดความสนใจและสนุกสนาน

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเขียนสะกดคำ
               
งานวิจัยในประเทศและต่างประเทศ
                     
      
นักวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการเขียนสะกดคำทั้งในและต่างประเทศหลายท่าน  ไม่ว่าจะเป็น
ทฤษฎี   ธีรวัฒนาพันธุ์(2536)  มณี  เทพาชมพู(2536)  จุฬารัตน์  วงศ์ศรีนาค(2537)  วรรณี  โสมประยูร(2539)  สุกัญญา  ศรีณะพรม(2541)  Catalano(1975)  McAloon(1976)  Stefanides(1976)  พอสรุปได้ว่า  ในการสอนการเขียนสะกดคำ  สามารถพัฒนาด้วยวิธีการสอนที่หลากหลาย  เช่น  โดยการทำแบบฝึกหัด  เกม  การเสริมแรง  ดังนั้นครูผู้สอน  ควรมีการพัฒนารูปแบบการสอนหลายรูปแบบ  เพื่อให้การสอนการเขียนสะกดคำมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนบูรณาการ
               
ความหมายของการเรียนแบบูรณาการ
                     
      
นักวิชาการไม่ว่าจะเป็น  กรมวิชาการ(2539)  วิริยะ  บุญยะนิวาสน์(2542)  อุดม  เชยกีวงศ์(2545)  ได้ให้ความหมายการเรียนแบบบูรณาการ  สรุปได้ว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ผสมผสานกัน  เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้แบบองค์รวม  นำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
                ประเภทของการเรียนแบบบูรณาการ                      นักวิชาการด้านการศึกษา  อุดม  เชยกีวงศ์(2545) กล่าวถึงประเภทของการเรียนแบบบูรณาการ สรุปได้ว่า  การเรียนแบบบูรณาการมีหลายรูปแบบ  แต่ละรูปแบบต้องยึดหลักแกนกลางของประสบการณ์  ความต้องการของนักเรียน  โดยมีการบูรณาการภายในวิชาและข้ามวิชา               

การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ                      
       
วัฒนาพร  ระงับทุกข์(2542)  เบญจมาศ  อยู่เป็นแก้ว(2544)  กล่าวไว้พอสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ  ต้องคำนึงถึงความสนใจของผู้เรียน  ความแตกต่างระหว่างบุคคล  โดยเน้นกิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม  สอดคล้องกับชีวิตจริง  ปลูกฝังจิตสำนึกค่านิยมที่ถูกต้อง  และมีการเน้นความเป็นประชาธิปไตย
               

ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ                     
      
สรุปได้ว่าแบ่งออกเป็นหลายขั้นตอน  คือขั้นนำเข้าสู่บทเรียน  ขั้นทบทวนความรู้เดิม 
ขั้นเสนอบทเรียนใหม่  ขั้นฝึกปฏิบัติ  ขั้นสรุปและขั้นประเมินผล  จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  สรุปได้ว่า  การเรียนแบบบูรณาการสามารถพัฒนานักเรียนได้หลายด้าน  ไม่ว่าด้านการเรียน  ความคิดสร้างสรรค์  ด้านเจตคติ  ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ทั้งยังสามารถเลือกวิธีการเรียนแบบต่างๆ ให้เหมาะสมกับเนื้อหาและเหมาะสมกับความสามารถในการรับรู้ของนักเรียน 

เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเรียนแบบร่วมมือแบบ STAD               
      
การเรียนแบบร่วมมือ  คือการเรียนที่ให้นักเรียนมีส่วนร่วม  เป็นการเรียนกลุ่มเล็กๆ คละความสามารถ  ทุกคนในกลุ่มมีเป้าหมายในการเรียนร่วมกัน  ประสบความสำเร็จร่วมกัน  รับผิดชอบร่วมกัน  ช่วยเหลือพึ่งพากัน  ผลงานของกลุ่มขึ้นอยู่กับผลงานของสมาชิกทุกคนในกลุ่มการเรียนแบบร่วมมือมีความสำคัญ  คือให้นักเรียนรู้จักการทำงานร่วมกัน  สามัคคีกัน  โดยรูปแบบการเรียนแบบร่วมมือ(STAD)  ซึ่งมีองค์ประกอบ  5  ประการ  คือ
               
      
1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน
               
      
2. ขั้นกิจกรรมการเรียนการสอน
               
      
3. ขั้นสรุป
              
      
4. ขั้นวัดและประเมินผล
               
      
5. ขั้นสร้างความประทับใจ
               
      
การสอนแบบร่วมมือมีหลายรูปแบบที่นอกเหนือจาก 
STAD, TGT, TAI, CIRC, JICSAW,  Co-op-co-op  เป็นต้น  ดังนั้นรูปแบบการสอนแบบร่วมมือมีมากมาย  แล้วแต่จะเลือกให้เหมาะสมกับผู้เรียน  ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้นำเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือแบบ STAD  มาใช้ในการจัดการเรียนรู้  เนื่องจากเป็นรูปแบบที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของการเรียนและทักษะทางสังคมเป็นสำคัญ  คือการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม  โดยการเรียนแบบร่วมมือแบบ STAD  และมีการประยุกต์วิธีการเรียนแบบ STAD ให้เหมาะสมกับนักเรียนและสภาพของชั้นเรียน
 

วิธีการดำเนินการวิจัย           
      
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่เรียนแบบบูรณาการทักษะและเรียนแบบร่วมมือ  ดำเนินตามขั้นตอน  ดังนี้
               
      
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
               
      
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
               
      
3. การดำเนินการทดลอง
               
      
4. การวิเคราะห์ข้อมูล
               
      
5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
 

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง               
      
1. ประชากร  ในการศึกษาครั้งนี้  คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนวัดเลียบราษฎร์บำรุง สำนักงานเขตบางซื่อ สังกัดสำนักการศึกษา  กรุงเทพมหานคร  ปีการศึกษา 2550  จำนวน  70  คน
               
      
2. กลุ่มตัวอย่าง ได้มาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย  โดยใช้วิธีจับสลากห้องเรียน  ป.3/2  เป็นกลุ่มทดลองเรียนแบบร่วมมือแบบ
STAD  และ ป.3/1  เป็นกลุ่มควบคุมเรียนแบบบูรณาการทักษะ

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย               
       
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  แบ่งเป็น
               
      
1. แผนการจัดการเรียนรู้
                     
            
1.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการทักษะ จำนวน 15 แผน
         
             1.2 แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบ
STAD จำนวน 15 แผน  
               
       
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีตัวการันต์  แบบเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ

การสร้างและการหาประสิทธิภาพเครื่องมือ               
       1. การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการทักษะ
                     
           
1.1 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
                            1.2 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับหลักการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการทักษะ 
เพื่อเป็นแนวทางสร้างเครื่องมือ
                     
           
1.3 รวบรวมคำที่มีการันต์เพื่อเตรียมจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
                            1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการทักษะ จำนวน 15 ชั่วโมง                      
           
1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้เสนอกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์  ตรวจสอบ  และนำมาปรับปรุงแก้ไข
     
           
1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้  หลังจากนั้นนำมาปรับปรุงแก้ไขอีกครั้งหนึ่งให้สมบูรณ์ก่อนนำไปใช้จริง
                     
           
1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ในการวิจัยต่อไป
               

       2. การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบ  STAD     
            2.1 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
                            2.2 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับหลักการจัดการเรียน รู้แบบร่วมมือแบบ STAD  เพื่อเป็นแนวทางสร้างเครื่องมือ                     
           
2.3 รวบรวมคำที่มีการันต์เพื่อเตรียมจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
                            2.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบ STAD  จำนวน  15  ชั่วโมง                     
           
2.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้เสนอกรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์  ตรวจสอบ  และนำมาปรับปรุงแก้ไข
     
           
2.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้  หลังจากนั้นนำมาปรับปรุงแก้ไขอีกครั้งหนึ่งให้สมบูรณ์ก่อนนำไปใช้จริง
                     
           
2.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ในการวิจัยต่อไป

การดำเนินการทดลอง               
      
ผู้วิจัยดำเนินการทดลองตามขั้นตอน  ดังนี้
               
      
1. ทำการทดสอบก่อนเรียน  กับนักเรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม  ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์  จำนวน  30 ข้อ  บันทึกผลไว้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล
               
      
2. ดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนทั้ง  2  กลุ่ม  จำนวนกลุ่มละ  15  ชั่วโมง
               
      
3. หลังทดลองเรียบร้อยแล้ว  นำแบบทดสอบชุดเดิม  ทดสอบหลังเรียนกับทั้ง  2  กลุ่ม  บันทึกผลสอบหลังเรียน
 

การวิเคราะห์ข้อมูล               
      
1. วิเคราะห์คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ทั้งสองแบบ โดยใช้ค่าเฉลี่ย(X)
                
       2. วิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง  โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง(
IOC)
               
      
3. วิเคราะห์ความยากง่ายของคำถามแต่ละข้อเป็นสัดส่วนร้อยละ
               
      
4. วิเคราะห์ค่าอำนาจจำแนกของข้อคำถามแต่ละข้อ
               
      
5. วิเคราะห์ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบใช้สูตร 
KR -20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน
               
      
6. วิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของทั้งสองกลุ่มโดยใช้ค่าเฉลี่ย(
)
               
       7. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ที่เรียนแบบร่วมมือก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มทดลอง  ใช้สถิติแบบ 
t-test  dependent
               
      
8. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ที่เรียนแบบบูรณาการทักษะก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มควบคุม  ใช้สถิติแบบ  t-test  dependent
               
      
9. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม  ใช้สถิติแบบ 
t-test  independent
 

สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล               
       
1. สถิติพื้นฐาน  ได้แก่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล   หาค่าเฉลี่ย 
      
2. สถิติตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ  ได้แก่  หาค่าดัชนีความสอดคล้อง(IOC),  หาค่าอำนาจจำแนกความยากง่าย,  หาค่าความแปรปรวนของคะแนน(variance),  หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
      
3. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน  ได้แก่                     
            
3.1 ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ก่อนเรียนและหลังเรียนภายในกลุ่มเดียวกัน  โดยใช้ 
t-test  Dependent  Group  ล้วน  สายยศและอังคณา    สายยศ(2538)
                     
            
3.2 ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์  ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม  โดยใช้  t-test  แบบ Independent  Group   ล้วน  สายยศและอังคณา    สายยศ(2538)
 

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล               
      
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัย  เรื่อง  การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่เรียนแบบบูรณาการทักษะกับเรียนแบบร่วมมือ  พบว่า
               
      
1. ผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มควบคุม  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยหลังเรียนมีผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์สูงกว่าก่อนเรียน
               
      
2. ผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มทดลอง  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยหลังเรียนมีผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์สูงกว่าก่อนเรียน
               
      
3. ผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม   แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม
 

สรุป  อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ               
       การวิจัยในครั้งนี้สรุปผลได้  ดังนี้
              
      
1. ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนที่เรียนแบบบูรณาการทักษะก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05   โดยหลังเรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าก่อนเรียน
               
      
2. ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือก่อนเรียนและหลังเรียน  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยหลังเรียนมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าก่อนเรียน
               
      
3. ผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือกับนักเรียนที่เรียนแบบบูรณาการทักษะ  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือมีผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์สูงกว่านักเรียนที่เรียนแบบบูรณาการทักษะ
                

อภิปรายผล
               
      
ในการวิจัยในครั้งนี้อภิปรายผลได้  ดังนี้
               
       
1. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่เรียนแบบบูรณาการทักษะก่อนเรียนและหลังเรียนมีผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้  แสดงว่าการสอนแบบบูรณาการทักษะมีผลต่อการพัฒนาการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ให้สูงขึ้น  ที่เป็นเช่นนั้นเพราะการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการทักษะมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการฟัง  พูด  อ่านและเขียน  ทำให้นักเรียนเกิดทักษะในการเรียนรู้ครบทั้ง  4  ด้าน
               
      
2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่า  ผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 โดยคะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้  แสดงว่าการสอนแบบร่วมมือมีผลต่อการพัฒนาการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ให้สูงขึ้น  ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการสอนแบบร่วมมือ  เป็นการช่วยเหลือกันในกลุ่ม  ทำให้คะแนนผลสัมฤทธิ์สูงขึ้น
               
       3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการเขียนสะกดคำภาษาไทยที่มีการันต์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่เรียนแบบร่วมมือกับนักเรียนที่เรียนแบบบูรณาการทักษะ  ปรากฏว่าผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05  โดยนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือมีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าการเรียนแบบบูรณาการ  ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ  นพนภา  อ๊อกด้วง(2547),  กินาริน  ตันเสียงสม(2548)และนักวิจัยหลายคน
 

ข้อเสนอแนะ               
       1. ควรศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนภาษาไทยที่มีการันต์  ในระดับชั้นอื่นและเนื้อหาอื่นต่อไป
               
      
2. ควรทดลองเปรียบเทียบวิธีสอนโดยการเรียนแบบร่วมมือแบบ
STAD  กับวิธีการสอนแบบร่วมมือแบบอื่น
               
      
3. ครูผู้สอนกลุ่มสาระอื่นควรนำวิธีการเรียนแบบร่วมมือไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน
               
      
4. ควรมีการศึกษาตัวแปรอื่นๆ นอกจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เช่น  เจตคติ  ความรับผิดชอบ ความภาคภูมิใจในตนเอง 
    
                                         
                                           
บรรณานุกรม 
กระทรวงศึกษาธิการ,กรมวิชาการ. (2535). คู่มือครูสำหรับใช้ควบคู่กับหนังสือเรียน
            ภาษาไทย 
ชุดพื้นฐานภาษา  ชั้นประถมศึกษาปีที่  2  เล่ม  1.
           
กรุงเทพมหานคร: คุรุสภา.
กระทรวงศึกษาธิการ,กรมวิชาการ.(2539) . หลักสูตรการเรียนการสอนแบบ
            บูรณาการ.
 
กรุงเทพมหานคร: คุรุสภา.
กระทรวงศึกษาธิการ,กรมวิชาการ.(2544). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 
           
พุทธศักราช  2544.
พิมพ์ครั้งที่  2. กรุงเทพมหานคร: คุรุสภา. 
โกพล  บัวเผื่อน. (2539). การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ
            ความคงทนในการเขียน
สะกดคำภาษาไทยของนักเรียนระหว่างกลุ่มที่
            เรียนโดยใช้นวัตกรรมที่ต่างกันสามแบบ.
วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหา
          บัณฑิต, สถาบันราชภัฎสงขลา.
จุฬารัตน์  วงศ์ศรีนาค. (2537). การศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำยาก
            โดยการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  4.
            
วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัย
ศิลปากร.     
ทฤษฎี   ธีรวัฒนาพันธุ์. (2536). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา
             ภาษาไทย  เรื่อง  “ตัวสะกด
มาตราแม่ กด”  ด้วยการใช้แบบฝึกเสริม
             ทักษะกับวิธีสอนปกติ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่  3.         
           วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร.
เบญจมาศ  อยู่เป็นแก้ว. (2544). การสอนแบบบูรณาการ. กรุงเทพมหานคร: 
           โรงพิมพ์นิวัฒน์พร. 
ปรียา  หิรัญประดิษฐ์. (2532). การใช้ภาษาไทยในวงราชการ. กรุงเทพมหานคร:
           โอ เอส.พรินดิ้งเฮ้าส์.
มณี  เทพาชมพู. (2536). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และทัศนคติต่อการเขียน
            สะกดคำของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ระหว่างการสอนโดยใช้เกม
            และการสอนแบบธรรมดา.
วิทยานิพนธ์
ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต,
          มหาวิทยาลัยนเรศวร.
วรรณี  โสมประยูร. (2537). การสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษา. กรุงเทพ
          มหานคร
:
ไทยวัฒนาพานิช. วรรณี  โสมประยูร. (2539). การสอนภาษาไทย
            ในระดับประถมศึกษา
(พิมพ์ครั้งที่  2). กรุงเทพมหานคร
:
ไทยวัฒนาพานิช.วัฒนาพร  ระงับทุกข์. (2542). แผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง.
            
กรุงเทพมหานคร
:
ไทยวัฒนาพานิช.
วิริยะ  บุญยะนิวาสน์. (2542). มิติใหม่การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสู่การปฏิรูป
            การเรียนรู้
และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542.
          (พิมพ์ครั้งที่  2). กรุงเทพมหานคร
: เจริญกิจ.
 
สราวดี  เพ็งศรีโคตร. (2539). การสร้างแบบฝึกการเขียนสะกดคำ  ของนักเรียน
            ชั้นประถมศึกษาปีที่  1.
 ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัย
          ศรีนครินทรวิโรฒ.
 
สุกัญญา  ศรีณะพรม. (2541). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำ
            ภาษาอังกฤษของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่  6  ระหว่างการสอน
            โดยใช้เกมปกติกับเกมคอมพิวเตอร์.
ปริญญานิพนธ์
การศึกษามหาบัณฑิต,
           มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.  
สุจริต  เพียรชอบและสายใจ  อินทรัมพรรย์. (2536). วิธีสอนภาษาไทยระดับชั้น
            มัธยมศึกษา. 
กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช. 
สุทธิวงศ์  พงษ์ไพบูลย์. (2531). หลักภาษาไทย(พิมพ์ครั้งที่  8). กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช.อุดม  เชยกีวงศ์. (2545). หลักสูตรท้องถิ่น: ยุทธศาสตร์การ
            ปฏิรูปการเรียนรู้.
กรุงเทมหานคร
สำนักพิมพ์บรรณกิจ.
Catalano, E.A. (1975). The effect of a spelling program using words in
            given context on reading
 Comprehension and vocabulary
            scores.
Dissertation Abstracts  International, 8, 4983-A.
  
         
(UMI No. 1224878) 
McAloon, M. L. (1976). A comparison of the effectiveness of three
            elementary school spelling
  Programs. Dissertation Abstracts
          International, 9, 5805-A. (UMI No. 1197226.
Stefanides, G. A. (1976). An  evaluation for achievement and attitudes
            of students and teachers 
 Using  on individualized spelling
            approach.
Dissertation Abstracts  International, 3, 1392-
A.(UMI No.
          1276133)   
                      

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 1 คน และ ผู้เยี่ยมชม 32 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • simacollingspitqcn