เผยแพร่ผลงาน

รูปภาพของ sanongnat

ชื่อเรื่องที่ศึกษา  รายงานผลการพัฒนาความสามารถด้านดนตรี – นาฏศิลป์  โดยใช้เพลง “เสียงดนตรี” ประกอบการสอน สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  ที่เรียนได้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี 

ผู้ศึกษา  นางสนองเนตร  แสงพลบ

ตำแหน่ง  ครูชำนาญการ

ปีที่ศึกษา  พ.ศ.2550

บทคัดย่อ

       การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ รายงานผลการพัฒนาความสามารถด้านดนตรี – นาฏศิลป์  โดยใช้เพลง “เสียงดนตรี” ประกอบการสอน  สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  ที่เรียนได้   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี  และศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านดนตรี – นาฏศิลป์  ของนักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางสติปัญญา ที่เรียนได้  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่เรียนได้  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี  จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง  (Purposive Sampling)  ทดลองสอนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2550  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วย เพลง “เสียงดนตรี”   คู่มือการใช้เพลง “เสียงดนตรี”   เอกสารประกอบการสอน  แผ่นภาพประกอบการสอน และแบบประเมินต่าง ๆ  วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย  ค่าร้อยละ
       รายงานผลการพัฒนาความสามารถด้านดนตรี – นาฏศิลป์  ด้วยเพลง “เสียงดนตรี” ประกอบการสอน  สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  ที่เรียนได้  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี  ภายหลังการใช้เพลง “เสียงดนตรี”  สูงขึ้น  ดังนี้  นักเรียนคนที่ 1  ก่อนเรียน  ร้อยละ 33.33 หลังเรียน 86.67 นักเรียนคนที่ 2  ก่อนเรียน  ร้อยละ 43.33  หลังเรียน 96.67  นักเรียนคนที่ 3  ก่อนเรียน  ร้อยละ 28.33 หลังเรียน 81.67  นักเรียนคนที่ 4  ก่อนเรียน  ร้อยละ 35.00  หลังเรียน 93.33 นักเรียนคนที่ 5  ก่อนเรียน  ร้อยละ 38.33 หลังเรียน 95.00  เฉลี่ย  ก่อนเรียน  ร้อยละ 35.67  หลังเรียน 90.67 ความก้าวหน้าระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 55  คุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านดนตรี – นาฏศิลป์ สูงขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ดังนี้  นักเรียนคนที่ 1  ร้อยละ 84.44  นักเรียนคนที่ 2  ร้อยละ 94.17 นักเรียนคนที่ 3 ร้อยละ 83.89  นักเรียนคนที่ 4  ร้อยละ 89.17  นักเรียนคนที่ 5 ร้อยละ 95.00  เฉลี่ย  89.33  

 

บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญ

        พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ. 2542  และแก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่ 2)  พ.ศ.2545  มาตรา  10  กำหนดว่า  การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอภาคกันในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย  วรรคสอง  กำหนดว่า  การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย  จิตใจ  สติปัญญา  อารมณ์  สังคม  การสื่อสารและการเรียนรู้  หรือบุคคลที่มีร่างกายพิการหรือทุพพลภาพ  หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้  หรือไม่มีผู้ดูแลหรือ นอกจากนี้ยังกำหนดให้รัฐต้องจัดสถานศึกษาเฉพาะคนพิการ  และเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระในการจัดการศึกษาโดยรัฐ  หน่วยงานของรัฐ  อาจส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคเอกชน  และชุมชนให้ร่วมจัดการศึกษาเพื่อคนพิการได้ด้วย  ทั้งนี้การดำเนินการดังต่อไปนี้  โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน  โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลฝึกทักษะกระบวนการคิด  การจัดการ  การเผชิญสถานการณ์  และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
       1. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง  ฝึกการปฏิบัติให้ได้ลงมือ
กระทำ  คิดเป็น  ทำเป็น  รักการอ่าน  และเกิดการใฝ่เรียนอย่างต่อเนื่อง
       2. จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ต่างๆอย่างได้สัดส่วน  สมดุลกัน  รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม  ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกสาขา
       3. ส่งเสริม  สนับสนุน  ให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ  สภาพแวดล้อม  สื่อการเรียนการสอน  และสิ่งอำนวยความสะดวก  เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้  รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้  ทั้งนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอน  และแหล่งวิทยาการต่างๆ
       4. จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาสถานที่  มีการประสานความร่วมมือกับบิดา  มารดา  ผู้ปกครอง  และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย  เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ(พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542)  กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้เป็นปีการศึกษาสำหรับคนพิการ และได้กำหนดนโยบายดังนี้  “คนพิการทุกคนที่อยากเรียนต้องได้เรียน”  และในปี พ.ศ.2543  ได้กำหนดนโยบายเพิ่มว่า  “คนพิการทุกคนต้องได้เรียนโดยได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองและสังคม”  จากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายดังกล่าวทำให้สถานศึกษาต่างๆ มีความตื่นตัว  และเด็กพิการได้รับโอกาสในการศึกษามากขึ้น
        โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล  จังหวัดลพบุรี   สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  และออทิสติก  ให้สามารถช่วยเหลือตนเอง ในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับความสามารถ  ความถนัดของตน  เปิดสอนนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาตอนปลาย รับนักเรียนประจำที่มีภูมิลำเนาใน 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลพบุรี  จังหวัดสระบุรี  จังหวัดสิงห์บุรี  จังหวัดชัยนาท  จังหวัดนครสวรรค์  และจังหวัดเพชรบูรณ์  เป็นการให้การศึกษาแบบให้เปล่า
         ผู้ศึกษาได้รับมอบหมายจากกลุ่มการบริหารงานวิชาการ ให้ปฏิบัติหน้าที่ครูผู้สอน    ดนตรี - นาฏศิลป์  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ซึ่งในการสอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  ที่มีข้อจำกัดในการรับรู้  เรียนรู้  และมีพัฒนาการทุกด้านล่าช้าตามประเภท  ระดับความรุนแรงของความบกพร่องทางสติปัญญา  ผดุง  อารยะวิญญู  (2539, หน้า 40 – 41, 47-72) กล่าวถึง ความรุนแรงของความบกพร่องทางสติปัญญา  ระดับความรุนแรงน้อย  จะมีความสามารถทางสติปัญญา  ระดับ  50-70  สามารถเรียนดนตรีได้  ปัญหาพฤติกรรม  อารมณ์  และสังคม  ต้องการแก้ไขและสนับสนุนช่วยเหลือหรือจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับบุคคลที่มีสติปัญญาดี  นอกจากนี้ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามีบุคลิกภาพที่มักคิดว่าตนจะประสบความล้มเหลวมาให้  ประกอบกับการที่มีการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อที่ทำงานไม่ประสานกัน  ส่วนการเรียนรู้มักจะมีช่วงความสนใจสั้น  เสียสมาธิง่าย  มีปัญหาด้านความจำ  การถ่ายโยงความรู้  มีปัญหาในการเรียนในสิ่งที่เป็นนามธรรม  (ผดุง  อารยะวิญญู 2533, หน้า 37) นอกจากนี้  นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีข้อจำกัดด้านการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัส  ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการมอง  การรับรู้สัมผัส  รส  กลิ่น  และเสียง  นักเรียนจะมีปัญหาในด้านการเลือกรับรู้สิ่งเร้าที่แตกต่างจากนักเรียนปกติทั่วไป  โดยจดจำรายละเอียดได้ดีแต่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นสาระสำคัญและให้ความสำคัญของรายละเอียดเล็กน้อยมากกว่าภาพรวม  เพราะนักเรียนที่มีความบกพร่องในเรื่องกระบวนการคิด อันเป็นผลมาจากสภาพของสมอง  ทำให้ไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่เป็นนามธรรม  ไม่สามารถแปลความหมายและเข้าใจจากสิ่งที่ได้ยิน  แต่นักเรียนจะใช้ข้อมูลจากการมองเห็นเป็นหลักในการเรียนรู้ (ดุสิต  ลิขนะพิชิตกุล, 2545, หน้า 21 อ้างในนุชนาถ  แก้วมาตร, 2547, หน้า 2)  แม้ในปกติก็เช่นเดียวกัน ดังงานวิจัยที่อ้างใน  (กมล  เวียสุวรรณ  และนิตยา  เวียสุวรรณ  2540, หน้า 39)  ที่พบว่า  สมรรถภาพความสามารถทางอวัยวะรับสัมผัสของบุคคลสามารถรับรู้ด้วยตาถึง 75%  ด้วยการลูบคลำ  สัมผัสแตะต้อง 16% ด้วยการได้ยิน 13%  ทางลิ้น 3%  และจมูก 3%  และยิ่งกว่านั้นคนเราสามารถจำได้จากการได้ยินเพียง  20%  แต่สามารถจำได้จากการเห็นและการได้ยินรวมกันถึง 50% (กฤษมันต์  วัฒนณรงค์, 2536 หน้า 72 อ้างใน นุชนาถ  แก้วมาตร, 2547, หน้า 12) 
         รูปแบบการเรียนรู้ดนตรี - นาฏศิลป์  ของนักเรียนกลุ่มนี้จึงมุ่งที่กลวิธีการรับรู้ผ่านการมองเห็นเป็นสำคัญ (Visual  Strategies)  ทั้งนี้เพราะข้อมูลที่เป็น “คำพูด”  เป็นข้อมูลที่คงอยู่  เพียงชั่วคราว (Transient  Message)  และมีความยากลำบากในการจำข้อมูลจะเข้ามาและหายไปอย่างรวดเร็ว  แต่สิ่งใดก็ตามที่รับรู้ได้ด้วยการ  “มองเห็น”  เช่น  ภาษากาย  วัตถุ  สิ่งพิมพ์  และรูปภาพ  เป็นต้น จะเป็นข้อมูลที่คงอยู่ได้นาน (Non-transient  Massage) เท่าที่ต้องการ  และสามารถย้อนกลับมา ให้ดูใหม่ได้  หรือหากไม่สามารถสื่อสารได้ก็ใช้วิธีแสดงสิ่งที่ต้องการ  อันจะช่วยให้การสื่อสารบรรลุผลได้  (คะนึงนิจ  ไชยลังการณ์, 2546, หน้า 3  อ้างใน  พรนพิน  อินต๊ะ, 2549,  หน้า  17)
         การเรียนดนตรี – นาฏศิลป์ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ  ค้นหาศักยภาพ  ความสนใจส่วนตัว   ฝึกการรับรู้  การสังเกตที่ละเอียดอ่อนอันไปสู่ความรัก เห็นคุณค่า และเกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะและสิ่งรอบตัว พัฒนาเจตคติ สมาธิ รสนิยมส่วนตัว มีทักษะ  กระบวนการ  วิธีการแสดงออก  ความคิดสร้างสรรค์   ส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักถึงบทบาทของศิลปกรรมในสังคม  ในบริบทของการสะท้อนวัฒนธรรมของตนเองและวัฒนธรรมอื่น  พิจารณาว่าบุคคลในวัฒนธรรมของตน มีปฏิกิริยาตอบสนองต่องานศิลปะ ช่วยให้มีมุมมอง  และเข้าใจโลกทัศน์กว้างไกล  ช่วยส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ มโนทัศน์ด้านอื่น ๆ สะท้อนให้เห็นมุมมองของชีวิต  สภาพเศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง การปกครองและความเชื่อความศรัทธาทางศาสนา  ด้วยลักษณะธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ การเรียนรู้เทคนิค การทำงาน  ตลอดจนการเปิดโอกาสให้แสดงออกอย่างอิสระทำให้ผู้เรียนได้รับการส่งเสริม   สนับสนุนให้คิดริเริ่มสร้างสรรค์ ดัดแปลง จินตนาการ มีสุนทรียภาพ และเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยและสากล  (กรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ.  2544)  
         กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเสริมสร้างให้ชีวิตมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น  ช่วยให้มีจิตใจงดงาม  มีสมาธิ  สุขภาพกายและสุขภาพจิตมีความสมดุล  อันเป็นรากฐานของการพัฒนาชีวิตที่สมบูรณ์  เป็นการยกระดับคุณภาพของชีวิตมนุษยชาติโดยส่วนตน และส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม (กรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ.  2544)  
        เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐานในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะแล้ว ผู้เรียนจะมีจิตใจงดงาม มีสุนทรียภาพ  รักความสวยงาม  ความเป็นระเบียบ รับรู้อย่างพินิจพิเคราะห์ เห็นคุณค่าความสำคัญของศิลปะ ธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม  ตลอดจนศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกทางภูมิปัญญาของคนในชาติ   สามารถค้นพบศักยภาพ  ตามความสนใจของตนเองอันเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพทางศิลปะ มีจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์  มีความเชื่อมั่นพัฒนาตนเองได้และแสดงออกอย่างสร้างสรรค์  มีสมาธิในการทำงาน มีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ  สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (กรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ.  2544)  
         ดนตรี-นาฏศิลป์เป็นกิจกรรมที่ทำให้เด็กได้แสดงออกซึ่งความสนุกสนาน  เพลิดเพลิน  มีความชื่นชมในการเรียนดนตรี-นาฏศิลป์  กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยสร้างบุคลิกภาพ  ท่าทาง  ทรวดทรง  ฝึกการเป็นผู้นำ  ผู้ตาม  ความพร้อมเพรียง  ความสวยงาม  การประสานงาน  ตลอดจนการฝึกความอดทน  ความขยันหมั่นเพียร  (กรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ. 2522) (ดวงเดือน สุภีกิตย์  2522 : ไม่มาปรากฏเลขหน้า)  กล่าวว่า “การเรียนการสอนให้มีกิจกรรมสนุกสนาน เร้าความสนใจของนักเรียน จะช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ” การใช้เพลงมาสอน จึงนับ เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เร้าความสนใจและความสนุกสนานให้แก่นักเรียน โดยนักเรียนไม่เกิดความเบื่อหน่าย สามารถจูงใจให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยความสนใจ โดยที่ครูไม่ต้องบังคับและนักเรียนได้ความรู้โดยไม่รู้สึกตัว เสียงเพลงอันไพเราะ จะเป็นแรงกระตุ้น  จูงใจและเร้าความสนใจให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียน  สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541 : 80,  อ้างถึงใน หวานใจ บุญยก 2545 : 31)  ได้กล่าวถึงเพลง  ว่า  หมายถึง  กิจกรรมที่จัดให้เด็กแสดงออกเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน  และเรียนรู้เกี่ยวกับภาษาและจังหวะดนตรี
         จากความสำคัญและเหตุผลดังกล่าวข้างต้น  ผู้ศึกษาจึงได้สนใจที่จะสร้างนวัตกรรมเพลง “เสียงดนตรี”  เพื่อใช้พัฒนาความสามารถด้านดนตรี – นาฏศิลป์ สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่เรียนได้  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี และศึกษาการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านดนตรี – นาฏศิลป์ 

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

      1. เพื่อรายงานผลการพัฒนาความสามารถด้านดนตรี – นาฏศิลป์   โดยใช้เพลง “เสียงดนตรี” ประกอบการสอน  สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่เรียนได้  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี
      2. เพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านดนตรี – นาฏศิลป์  ของนักเรียนที่มีความบกพร่อง ทางสติปัญญา ที่เรียนได้  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี

ขอบเขตของการศึกษา

        ในการศึกษาครั้งนี้ มีขอบเขตในการศึกษาดังนี้
        1. ขอบเขตของการศึกษา
            1.1. ตัวแปรต้น  คือ  เพลง “เสียงดนตรี”
            1.2. ตัวแปรตาม  คือ  ความสามารถด้านดนตรี – นาฏศิลป์ ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่เรียนได้  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี
        2. ขอบเขตด้านประชากร   
            ประชากร ได้แก่  นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่เรียนได้  ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี จำนวน  24  คน
           กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่เรียนได้  ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี  จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
        3. ขอบเขตด้านระยะเวลา
            ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2550 โดยใช้เวลา 20 สัปดาห์  สัปดาห์ละ 1 วัน วันละ 1 ชั่วโมง รวม 20 ชั่วโมง
        4. ขอบเขตด้านเนื้อหา
            เพลง “เสียงดนตรี” ที่ใช้พัฒนาความสามารถด้านดนตรี – นาฏศิลป์  นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่เรียนได้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล  จังหวัดลพบุรี  ใช้ประกอบการสอน  แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 20  แผนการจัดการเรียนรู้  รวม  5  เรื่อง  ดังนี้
             แผนการจัดการเรียนรู้ที่  1 - 2  เรื่อง เครื่องดนตรีพื้นบ้าน
             แผนการจัดการเรียนรู้ที่  3 - 4  เรื่อง การฟังเสียงดนตรีพื้นบ้าน 
             แผนการจัดการเรียนรู้ที่  5 - 8  เรื่อง การขับร้องเพลงไทยสากล     
             แผนการจัดการเรียนรู้ที่  9 - 12 เรื่อง การปฏิบัติเครื่องดนตรีประเภทเคาะจังหวะ
             แผนการจัดการเรียนรู้ที่  13 - 20 เรื่อง การเคลื่อนไหวร่างกายประกอบเพลง

เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

       1. เพลง “เสียงดนตรี”  ประกอบด้วย
           1.1 ซีดีเพลง  “เสียงดนตรี”  เพลงสำหรับใช้พัฒนาความสามารถด้านดนตรี - นาฏศิลป์
           2.2  วีซีดีเพลง  “เสียงดนตรี”  สำหรับใช้พัฒนาการเคลื่อนไหวร่างกายประกอบท่าทาง  
       2. คู่มือการใช้เพลง “เสียงดนตรี”
       3. เอกสารประกอบการเรียน  ประกอบด้วย
          3.1 ใบความรู้  หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ดนตรีไพเราะ 
                3.1.1  ใบความรู้  เรื่อง  เครื่องดนตรีพื้นบ้าน
                3.1.2  ใบความรู้  เรื่อง  การฟังเสียงดนตรีพื้นบ้าน   
          3.2 ใบความรู้  หน่วยการเรียนรู้ที่ 2  เสนาะบรรเลง  
                3.2.1  ใบความรู้  เรื่อง  การขับร้องเพลงไทยสากล
                3.2.2  ใบความรู้  เรื่อง  การปฏิบัติดนตรีประเภทเครื่องเคาะจังหวะ
          3.3 ใบความรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3  นาฏศิลป์สร้างสรรค์ 
                3.3.1  ใบความรู้  เรื่อง  การเคลื่อนไหวร่างกายประกอบเพลง
       4. แผ่นภาพประกอบการเรียน ประกอบด้วย
           4.1  บัตรภาพขั้นตอนการแสดงท่าทางประกอบเพลง  “เสียงดนตรี” 
           4.2  แผ่นภาพเครื่องดนตรีพื้นบ้านและบัตรคำเครื่องดนตรีพื้นบ้าน
       5. แบบประเมินต่าง ๆ  ประกอบด้วย
           5.1  แบบประเมินการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
           5.2  แบบประเมินผลการเรียนรู้ระหว่างเรียน
           5.3  แบบประเมินพฤติกรรมนักเรียน
           5.4  แบบประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์

การเก็บรวบรวมข้อมูล

      1. ผู้ศึกษาดำเนินการจัดการสอน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 เป็นเวลา 20 สัปดาห์  สัปดาห์ละ 1  วัน  วันละ 1 ชั่วโมง  รวม 20 ชั่วโมง
      2. ทดสอบนักเรียนเป็นรายบุคคล  โดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียน โดยให้นักเรียนตอบคำถามและปฏิบัติ ตามประเด็น  สถานการณ์  และคำถามในแบบประเมิน  เป็นการวัดความสามารถด้านดนตรี-นาฏศิลป์ จำนวน 5 เรื่อง ๆ ละ 12 คะแนน  รวมคะแนน 60  คะแนน
      3. ผู้เรียนทำกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้เพลง “เสียงดนตรี”  ใช้เวลาทดลองสัปดาห์ละ 1 วัน  วันละ 1 ชั่วโมง  รวม 20 ชั่วโมง  ผู้สอนทดสอบระหว่างเรียนและประเมินผลด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ จำนวน 5 เรื่อง
      4. ทดสอบนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยใช้แบบทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนตอบคำถามและปฏิบัติ ตามประเด็น  สถานการณ์  และคำถามในแบบประเมิน  เป็นการวัดความสามารถด้านดนตรี-นาฏศิลป์  จำนวน 5 เรื่อง ๆ ละ 12 คะแนน  รวมคะแนน 60 คะแนน

การวิเคราะห์ข้อมูล

1. วิเคราะห์ข้อมูลผลการทดสอบก่อน  ระหว่างการเรียน  และหลังการเรียน
สำหรับนักเรียนแต่ละคน ด้วยค่าเฉลี่ยและร้อยละ
  2.  วิเคราะห์ข้อมูลคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านดนตรี – นาฏศิลป์  ตามหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล  จังหวัดลพบุรี  สำหรับนักเรียนแต่ละคนระหว่างการสอนแต่ละครั้งด้วยค่าเฉลี่ยและร้อยละ

สรุปผลการศึกษา

ผลการศึกษาสรุปได้  ดังนี้
         1. ความสามารถด้านดนตรี – นาฏศิลป์   โดยใช้เพลง “เสียงดนตรี” ประกอบการสอน  สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่เรียนได้  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรีสูงขึ้น  ดังนี้
            นักเรียนคนที่ 1  ผลการทดสอบก่อนเรียน  ร้อยละ 33.33  ผลการทดสอบหลังเรียน  ร้อยละ 86.67  เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  ร้อยละ 53.34
            นักเรียนคนที่ 2  ผลการทดสอบก่อนเรียน  ร้อยละ 43.33  ผลการทดสอบหลังเรียน  ร้อยละ 96.67  เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  ร้อยละ 53.34
            นักเรียนคนที่ 3  ผลการทดสอบก่อนเรียน  ร้อยละ 28.33  ผลการทดสอบหลังเรียน  ร้อยละ 81.67  เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  ร้อยละ 58.33
            นักเรียนคนที่ 4  ผลการทดสอบก่อนเรียน  ร้อยละ 35.00  ผลการทดสอบหลังเรียน  ร้อยละ 93.33  เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  ร้อยละ 56.67
            นักเรียนคนที่ 5  ผลการทดสอบก่อนเรียน  ร้อยละ 38.33  ผลการทดสอบหลังเรียน  ร้อยละ 95.00  เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียน  ร้อยละ 53.34
        2. การศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านดนตรี – นาฏศิลป์  ตามหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล  จังหวัดลพบุรี ภายหลังใช้เพลง “เสียงดนตรี”  สูงขึ้นไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ร้อยละ 70   ดังนี้  นักเรียนคนที่ 1  ร้อยละ 84.44  นักเรียนคนที่ 2  ร้อยละ 94.17  นักเรียนคนที่ 3  ร้อยละ 83.89  นักเรียนคนที่ 4  ร้อยละ 89.17 นักเรียนคนที่ 5  ร้อยละ 95.00

อภิปรายผล

           การศึกษาครั้งนี้  เป็นการรายงานผลการพัฒนาความสามารถด้านดนตรี – นาฏศิลป์  โดยใช้เพลง “เสียงดนตรี”  ประกอบการสอน  สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่เรียนได้  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี อภิปรายผลได้ดังนี้
           จากการศึกษาที่ผู้ศึกษาได้ใช้เพลง “เสียงดนตรี”  ประกอบการสอน  ซึ่งเป็นเพลงที่ผู้ศึกษาได้แต่งเนื้อร้องขึ้นมาใหม่   ด้วยการนำสาระดนตรีและสาระนาฏศิลป์ มาแต่งเป็นเนื้อร้อง  ใช้ทำนองเพลง  “ช้าง”  ของคุณหญิงชิ้น  ศิลปบรรเลง  ใช้เครื่องดนตรีไทยบรรเลงทำนองเพลง  นักเรียนเคยรู้จักทำนองเพลงในนามเพลง “ช้าง”  มาก่อนแล้ว  จึงมีผลการพัฒนาความสามารถ ด้านดนตรี-นาฏศิลป์  โดยดูได้จากผลการวิเคราะห์ 
            ผลการทดสอบก่อนเรียน  พบว่าความสามารถด้านดนตรี – นาฏศิลป์  ทั้ง 5 เรื่อง ของนักเรียนแต่ละคนต่ำมาก  ร้อยละ 43.33,  38.33,  35.00,  33.33 และร้อยละ 28.33  ตามลำดับ  ค่าเฉลี่ยก่อนเรียน  ร้อยละ 35.67 
 ผลการทดสอบระหว่างเรียน  พบว่าความสามารถด้านดนตรี – นาฏศิลป์  ทั้ง 5 เรื่อง ของนักเรียนแต่ละคนสูงขึ้นในระดับดีมาก ร้อยละ 97.71, 96.25, 92.50, 88.92  และร้อยละ 84.17  ตามลำดับ    
            ผลการทดสอบหลังเรียน  พบว่าความสามารถด้านดนตรี – นาฏศิลป์  ทั้ง 5 เรื่อง ของนักเรียนแต่ละคนสูงขึ้นในระดับดีมาก ร้อยละ 96.67, 95.00, 93.33, 86.67  และร้อยละ 81.67  ตามลำดับ  ค่าเฉลี่ยหลังเรียน 90.67  ความก้าวหน้าระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 55 
            ผลการประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านดนตรี – นาฏศิลป์  ตามจุดมุ่งหมายหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล  จังหวัดลพบุรี นั้น  นักเรียน มีความอุตสาหะ อดทน  มีสมาธิแน่วแน่ต่อการปฏิบัติกิจกรรม เกิดความชื่อมั่นในตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จินตนาการ  มีสุขภาพจิตที่ดี มีความอ่อนโยน  ชื่นชมเห็นคุณค่าของดนตรี – นาฏศิลป์  ในระดับดีมากคิดเป็น ร้อยละ  95.00,  94.17,  89.17,  84.44  และร้อยละ 83.89  ตามลำดับ  ค่าเฉลี่ย  89.33
           จากการใช้เพลงประกอบการสอนจะช่วยให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเข้าใจเนื้อหาของวิชา  ทำให้ผู้เรียนจดจำเรื่องราวของบทเรียนได้รวดเร็ว  ง่าย  คงทน และถาวร  นักเรียนเกิดความสนุกสนาน  มีความกระตือรือร้น ตั้งใจในการปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้
 ก่อนทำกิจกรรมการเรียนการสอนทั้ง 5 เรื่อง  นักเรียนไม่มีความรู้และความสามารถในเนื้อหาสาระที่จะเรียน  เมื่อทำการทดสอบก่อนเรียนของนักเรียนเป็นรายบุคคล   โดยให้นักเรียนตอบคำถามและปฏิบัติ ตามประเด็น  สถานการณ์  และคำถามในแบบประเมิน นักเรียนทดสอบได้คะแนนที่ต่ำมาก ในทุกเรื่อง  เนื่องจากในการทดสอบผู้ศึกษาได้นำเพลง “เสียงดนตรี” มาเป็นเครื่องมือในการทดสอบ  เพลง “เสียงดนตรี” เป็นเพลงที่ผู้ศึกษาได้แต่งขึ้นมาใหม่  ซึ่งนักเรียนไม่เคยได้ยินเพลงนี้มาก่อน
            ระหว่างทำกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ของแต่ละเรื่อง  นักเรียนมีความสนใจและตั้งในการทำกิจกรรม  เพราะผู้ศึกษาได้นำเพลง “เสียงดนตรี” ใบความรู้  แผ่นภาพเครื่องดนตรีพื้นบ้าน มาใช้ในการทำกิจกรรมการเรียนการสอน  นักเรียนจะมีความสนุกสนาน  กล้าที่จะแสดงออกในการขับร้องเพลง  เคาะจังหวะเพลง  เคลื่อนไหวร่างกายประกอบเพลง  สามารถจำเนื้อร้องของเพลงได้ง่าย   ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข  เพราะเพลงจะช่วยให้นักเรียนผ่อนคลายอารมณ์  ไม่เคร่งเครียด  เมื่อทำการทดสอบระหว่างเรียนของนักเรียนเป็นรายบุคคล  โดยให้นักเรียนตอบคำถามและปฏิบัติ ตามประเด็น  สถานการณ์  และคำถามในแบบประเมิน นักเรียนทดสอบได้คะแนนที่สูงมากในทุกเรื่อง   รวมทั้งผลการประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านดนตรี-นาฏศิลป์  ทั้ง 5 เรื่องสูงขึ้นไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 
           หลังทำกิจกรรมการเรียนการสอนทั้ง 5 เรื่อง นักเรียนมีความรู้และความสามารถด้านดนตรี –  นาฏศิลป์ มากขึ้น เมื่อทำการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนเป็นรายบุคคล   โดยให้นักเรียนตอบคำถามและปฏิบัติ ตามประเด็น  สถานการณ์  และคำถามในแบบประเมิน นักเรียนทดสอบได้คะแนนมากกว่าก่อนเรียน ทั้ง 5 เรื่อง
           ผลการพัฒนาความสามารถด้านดนตรี – นาฏศิลป์ โดยใช้เพลง “เสียงดนตรี” ประกอบการสอน  สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่เรียนได้  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนลพบุรีปัญญานุกูล จังหวัดลพบุรี  แสดงว่า เพลง “เสียงดนตรี” ที่ผู้ศึกษาได้แต่งเนื้อร้องขึ้นมาใหม่  เป็นสื่อการสอนที่มีคุณภาพ  ทำให้นักเรียนที่ได้รับการพัฒนามีความสามารถมากขึ้น ตรงกับที่  ไชยญาณ  บุญยศ  (2541 :บทคัดย่อ)  ได้กล่าวไว้ในผลการศึกษาผลการเรียนเรื่องไข้เลือดออกโดยใช้บทเพลงเป็นสื่อ ผลการวิจัยพบว่า  นักเรียนที่เรียนจากการสอนโดยใช้เพลงเป็นสื่อ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยไม่ใช้บทเพลงเป็นสื่อ สอดคล้องกับ ทัศนวดี  ว่องกิจ  (2547 : บทคัดย่อ)  พบว่า นักเรียนที่เรียนเรื่องการอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้าโดยใช้เพลงเป็นสื่อและไม่ใช้เพลงเป็นสื่อนั้น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกัน คือนักเรียนที่เรียนเรื่องการอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้าโดยใช้บทเพลงเป็นสื่อนั้นมีความสนใจในการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนเรื่องการอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้าโดยไม่ใช้บทเพลงเป็นสื่อ  สอดคล้องกับ ฮานันท์  (Harn  1973,  อ้างถึงใน  รองเนือง  ศุขสมิติ  2537 : 21) กล่าวว่า ได้นำเพลงไปใช้ในการสอนภาษาและพบว่าเพลงเป็นสื่อที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้และทำให้นักเรียนสามารถจดจำคำศัพท์ภาษาเยอรมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับ  แมค  เซลแลนด์  (Mc  Clelland  1975,  อ้างถึงใน  ผ่องศรี  สุริยะป้อ  2545 : 33)  กล่าวว่า   เพลงทำให้เกิดความสนุกสนานในการเรียน  บรรยากาศในห้องเรียนไม่ตึงเครียด  ผู้เรียนมีความรู้สึกเป็นกันเองและเรียนได้อย่างสบายใจ  มีความสุขในการเรียน  อันเป็นผลให้สุขภาพจิตของผู้เรียนดีขึ้น  สอดคล้องกับ  จอลี่  (Jolly  1975,  อ้างถึงใน  ผ่องพรรณ  อินทรชัย  2545 : 33)  กล่าวว่า เพลงมีอิทธิพลจริงจังในการสอนออกเสียง  ศัพท์  สำนวน  และโครงสร้างทางไวยากรณ์  รวมทั้งความเข้าใจในความสัมพันธ์ของวัฒนธรรมและภาษาที่ใช้ในเพลงด้วย  เพลงมีประโยชน์สามารถตอบสนองความต้องการทั้งทางจิตวิทยาและทางการศึกษา  ส่วนทางด้านอารมณ์เพลงทำให้เกิดการผ่อนคลายและสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานรื่นรมย์  ลดความเบื่อหน่ายในห้องเรียน  ซึ่งส่งผลให้เกิดความอยากเรียนมากขึ้น

ข้อสังเกตที่ได้จากการศึกษา

          บรรยากาศในการเรียนการสอนด้วยการใช้เพลง  “เสียงดนตรี” พบว่า  เพลงช่วยให้นักเรียนจดจำบทเรียนได้ดี ส่งเสริมให้นักเรียนมีความกล้าในการแสดงออกทั้งด้านการขับร้อง  การเคาะจังหวะ การเคลื่อนไหวร่างกายประกอบเพลง ทำให้นักเรียนเกิดความสนุกสนาน รื่นเริง  เพลิดเพลินใจ  เป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านอารมณ์  ช่วยให้เด็กมีอารมณ์สดชื่นแจ่มใส  จิตใจเบิกบาน ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสุขภาพจิต  ศิลปะ และวัฒนธรรม

ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิบัติ

         1. การสอนโดยใช้ เพลง “เสียงดนตรี” ครูผู้สอนต้องอธิบายให้ผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่เรียนได้  เข้าใจความหมายของคำในเนื้อร้องของเพลง  ก่อนนักเรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้
         2. ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา  ให้การสนับสนุนและส่งเสริมการใช้เพลงประกอบบทเรียน  เพื่อปรับปรุงเทคนิควิธีการสอนเชิงพฤติกรรม  และกลวิธีการรับรู้ผ่านการมองให้ละเอียด  เพื่อใช้เป็นสื่อในการจัดกิจกรรมและพัฒนาความสามารถด้านต่าง ๆ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ  ต่อไป  สำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  ที่เรียนได้ ทุกระดับชั้นเรียน
        3. ในการจัดกิจกรรมผู้สอนควรปรับแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized  Education  Plan : IEP)  ให้เหมาะสมกับระยะเวลา  ตลอดจนเนื้อหาในการใช้เพลง “เสียงดนตรี”  ไม่ควรมากเกินไป  เพราะจะทำให้ผู้เรียนเกิดความเมื่อยล้า และเบื่อหน่าย

 

 

 

 

สร้างโดย: 
ครูเนตร
แหล่งที่มา: 
ผลงานทางวิชาการของตนเอง

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 29 คน กำลังออนไลน์