แจกยาบำรุงครรภ์ หวังลดปัญหาเด็กไทยโง่[16 มี.ค. 53]

รูปภาพของ sudarat

 

 

“จุรินทร์”ไม่ทิ้งของฟรี เตรียมแจกยาบำรุงครรภ์ผสมไอโอดีน-โฟเลท-เหล็กให้หญิงไทยก่อนตั้งท้อง 6 สัปดาห์ หวังลดปัญหาเด็กไทยโง่-ปากแหว่งเพดานโหว่ หลังพบเด็กไทยประสบปัญหาปีละราว 1,500 ราย คาดใช้เงินกว่า 290 ล้าน....

เมื่อวันที่ 15 มี.ค.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวระหว่างการลงพื้นที่อ.เกาะยาว จ.พังงา และการตรวจเยี่ยมกรมอนามัยเมื่อเร็วๆนี้ว่า สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)มีการดำเนินการนโยบาย เรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ โดยรัฐบาลช่วยเหลือค่าใช้จ่าย 5 ส่วน ได้แก่ ค่าเล่าเรียน แบบเรียน เสื้อผ้า ค่าอุปกรณ์การเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เมื่อปรับเปลี่ยนมารับตำแหน่งรมว.สธ.เตรียมที่จะแจกยาบำรุงครรภ์ที่มีส่วน ผสมของไอโอดีน โฟเลทและเหล็กให้กับหญิงตั้งครรภ์ เพื่อให้เด็กที่จะคลอดออกมามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า กรมอนามัยควรตรวจสอบแนวทางในการแจกไอโอดีนชนิดเม็ดให้กับเด็ก และผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เพราะมติของคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ที่ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติออกมาแล้วว่าจะมีการแจกยาบำรุงครรภ์ที่มีส่วนผสมของสารอาหารทั้ง 3ตัวให้กับผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จนถึงคลอด และให้ไอโอดีนและเหล็กกับเด็กภายหลังคลอด โดยจะแจกต่อเนื่องจนถึง 5 ขวบ เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสมอง และร่างกาย จึงอยากให้เร่งตรวจสอบและรายงานมาที่ตนในการพิจารณาเริ่มโครงการ คาดว่าน่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเร็วๆนี้

ด้านนพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในส่วนของการให้ยาบำรุงครรภ์กับหญิงตั้งครรภ์ เดิมทีมีการให้ยาบำรุงครรภ์ที่เป็นวิตามินธรรมดา อาจจะมีส่วนผสมของไอโอดีนและโฟเลทไม่ครบถ้วนแก่หญิงตั้งครรภ์ภายหลังตั้ง ครรภ์แล้ว 12 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงที่ทารกมีอวัยวะครบถ้วนแล้ว การให้ยาบำรุงครรภ์จึงไม่มีประโยชน์อะไรต่อการสร้างอวัยวะต่างๆของทารก โครงการใหม่ของรัฐบาลนี้จะเป็นการให้ยาบำรุงครรภ์ที่มีส่วนผสมของไอโอดีน โฟเลทและเหล็กแก่หญิงไทยก่อนที่จะมีการตั้งครรภ์ 6 สัปดาห์ ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่อวัยวะทารกจะฟอร์มตัวครบถ้วนและให้ต่อเนื่องจนคลอดลูก โดยประมาณการว่าหญิงไทยตั้งครรภ์ปีละ 8 แสนคน แต่ละคนจะต้องรับประทานวันละ 1 เม็ดเป็นเวลาราว 12 เดือน ราคายาบำรุงเม็ดละประมาณ 1-2 บาท น่าจะใช้งบประมาณราว 292 ล้านบาท

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวอีกว่า โรคขาดสารไอโอดีน เป็นต้นเหตุที่พบมากที่สุดของภาวะปัญญาอ่อนที่ป้องกันได้ พบได้ในทุกกลุ่มอายุ แต่จะมีผลร้ายแรงชัดเจนในทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนอายุ 2-3 ปี ทำให้สมองมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ลดความเฉลียวฉลาดหรือระดับสติปัญญา(ไอคิว)ของเด็กได้ถึง 10-13 จุด และเด็กมีปัญหาเรื่องการศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน โดยจากการประเมินสถานการณ์ในปี 2549-2551 พบว่า สัดส่วนระดับไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงตั้งครรภ์ที่มีค่าต่ำกว่า 150 มิลลิกรัมต่อลิตรทั่วประเทศคิดเป็น 71.8 % 61.2%และ58.5 % ตามลำดับ ซึ่งตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ระบุระดับปกติต้องไม่เกิน 50 % หากเกินถือว่ายังมีปัญหาการได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอ ลูกเกิดมามีโอกาสเป็นโรคเอ๋อ มีผลกระทบต่อระดับไอคิว

นพ.สมยศ กล่าวด้วยว่า สำหรับโฟเลทเป็นสารอาหารจัดอยู่ในกลุ่มของวิตามินที่ละลายน้ำ ถ้าร่างกายได้รับโฟเลทไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายจะทำให้การเจริญ เติบโตของเซลล์หยุดชะงัก ในส่วนของหญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงต่อทารกที่จะเกิดความพิการแต่กำเนิด ได้แก่ ภาวะหลอดประสาทของทารกในครรภ์เปิด และอาการปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งจากการศึกษาเกี่ยวกับความพิการปากแหว่งเพดานโหว่จากโรงพยาบาลทั่วประเทศ ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบ 1 ราย ใน 400-500 ราย ดังนั้น เด็กเกิดใหม่ปีละ 8 แสนราย จะพบเด็กมีความพิการปากแหว่งเพดานโหว่ถึง 1,500 รายต่อปี.

 

สร้างโดย: 
เด็กหญิงสุดารัตน์ ภัคโชค โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย
แหล่งที่มา: 
http://www.thairath.co.th/content/edu/70906

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 34 คน กำลังออนไลน์