โครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อปฏิรูปการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ผู้บริหาร)

รูปภาพของ chay







       แบบบันทึกการดำเนินงานโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อปฏิรูปการศึกษา  3  จังหวัดชายแดนใต้

                                              ...................................................................

1.
ชื่อเรื่อง

                         การบริหารโดยรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของโรงเรียนบ้านท่ากำชำสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานีเขต  1

 

ความสำคัญ

                        กระแสความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ  ทั้งการปกครองระบอบประชาธิปไตย  การมีส่วนร่วมของประชาชน  การเคารพในสิทธิมนุษยชนและคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน
การส่งเสริมการค้าอย่างเสรี 
การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและการให้ข้อมูลข่าวสารแบบเครือข่าย  ผลักดันให้สังคมไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเป็นฉบับแรก
 มีการปฏิรูประบบบริหารภาครัฐเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการประชาชน  
และมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ   พ.ศ.2542  
เป็นการปฏิรูปการศึกษาโดยอิงกฎหมายเป็นฉบับแรก  (กระทรวงศึกษาธิการ, 2544)  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช  2540 
และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 
พ.ศ.  2542  และแก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่ 2) 
พ.ศ. 2545 
กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาไทย  โดยให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา  มาตรา 8  (2)   ต้องจัดการศึกษาให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอภาคกันในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า
12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง 
ต่อเนื่องอย่างมีคุณภาพ   โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
 (มาตรา 10)  การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า   ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และเชื่อว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด
(มาตร 22) และให้กระทรวงกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา  ทั้งด้านวิชาการ  งบประมาณ 
การบริหารบุคคลและการบริหารทั่วไป  ไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาโดยตรง  (มาตรา 39) 
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาจึงต้องปฏิบัติงานทั่วไปเพื่อรองรับการกระจายอำนาจทางการศึกษา  (กระทรวงศึกษาธิการ,  2544) 
การจัดการศึกษาดังกล่าว 
จะต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน  เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน 
ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  หลักการดังกล่าวตรงกับแนวคิดหลักในการจัดการศึกษาเพื่อทุกคนทุกฝ่าย  (
education 
for  all)  
และทุกคนทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา  (
all  for   education)  อันเป็นหลักการพื้นฐานที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก  (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,  2547)

                       เพื่อกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาจากส่วนกลางไปยังสถานศึกษา 
ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนโดยมุ่งหวังให้มีการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะแก้ปัญหา
และเพิ่มศักยภาพการบริหารการศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ  ปรากฏชัดเจนตามมาตรา  39 
แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 
พุทธศักราช  2542  ที่ระบุว่า
ให้กระทรวงกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา
ทั้งด้านวิชาการ  งบประมาณ  การบริหารงานบุคคลและการบริหารงานทั่วไป  ไปยังคณะกรรมการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  และสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง

(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2542 : 39)  นอกจากนี้มาตรา  40   ยังได้กำหนดให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาศึกษาขั้นพื้นฐาน  และสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรีของแต่ละสถานศึกษา   เพื่อทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการของสถานศึกษา  ประกอบด้วยตัวแทนผู้ปกครอง  ผู้แทนครู 
ผู้แทนองค์กรชุมชน  ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิ  โดยให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการ
  การกระจายอำนาจในการจัดการศึกษาจะเน้นการกระจายอำนาจจากหน่วยงานส่วนกลางไปยังสถานศึกษาให้สถานศึกษามีอิสระในการตัดสินใจให้มากที่สุดตามระบบบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
 (
School  -  Based  Management) 
และให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการบริหารและการจัดการศึกษาอย่างแท้จริง  (สมศักดิ์ 
ดลประสิทธิ์,  2544
: 18)  นอกจากนี้  รุ่ง 
แก้วแดง  (2540
: 301) ได้กล่าวไว้ในหนังสือปฏิวัติการศึกษาไทยว่า  หากให้การศึกษาของไทยเจริญก้าวหน้าทัดทียมกับต่างประเทศ  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระจายอำนาจให้คนทุกคนร่วมรับผิดชอบ  เพราะยิ่งรวมอำนาจมากเท่าไรผู้รับผิดชอบก็จะมีจำนวนน้อย  แต่การกระจายอำนาจทำให้ทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อการศึกษา
  มิใช่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งรับผิดชอบอย่างที่เป็นปัจจุบัน 

                         สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ซึ่งมีภารกิจหลักที่ต้องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึง
และมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่หลักสูตรกำหนด   ปัจจุบันมีโรงเรียนในสังกัด  32,879 
แห่ง  โรงเรียนดังกล่าวนี้  เป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่  120 
คนลงมา  10,877  แห่ง 
และโรงเรียนจำนวนนี้เป็นโรงเรียนขนาดเล็กมาก  กล่าวคือมีนักเรียนตั้งแต่  60 
คนลงมา  ถึง  1,766 
แห่ง   ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ส่วนใหญ่มีปัญหาสำคัญ  คือ

1.นักเรียนจากโรงเรียนขนาดเล็กมีคุณภาพค่อนข้างต่ำ
ซึ่งเห็นได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
3 ชั้นประถมศึกษาปีที่
6 (คะแนน NT และ O-NET) ผลการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรกจาก สมศ. เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนขนาดอื่น
  ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโรงเรียนขนาดเล็ก ขาดความพร้อมด้านปัจจัย  เช่น 
ครูไม่ครบชั้น ภาระงานอื่นๆ ล้นมือ 
ขาดแคลนสื่อการเรียนการสอนและวัสดุอุปกรณ์ โดยเฉพาะสื่อและเทคโนโลยีที่มีราคาแพง
เช่น คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน ห้องปฏิบัติการต่างๆ ทั้งนี้เนื่องจากเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณที่ใช้จำนวนนักเรียนเป็นเกณฑ์
ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานทางการบริหารดังกล่าว

  2.โรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ กล่าวคือ  มีการลงทุนค่อนข้างสูง  เมื่อเทียบกับโรงเรียนขนาดที่ใหญ่กว่า  เช่น 
อัตราส่วน
:  นักเรียน  ซึ่งมาตรฐานต้อง  1 : 15  แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก  อัตราครู 
: นักเรียนเท่ากับ 
1
: 8 - 11 
เท่านั้น 
(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 
2547)

                      การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเป็นรูปแบบการบริหารที่เปลี่ยนฐานการตัดสินใจการบริหารจากหน่วยบริหารกลางไปสู่โรงเรียนโดยการกระจายอำนาจแบบมอบอำนาจ  (Delegating 
decentralization) 
หรือการกระจายอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ  (
Autonomy  decentralization)  (สมาน 
อัศวภูมิ, 
2543)  และเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งในการปรับปรุงการศึกษาโดยมี  1) 
การกระจายอำนาจการบริหารจัดการสู่หน่วยปฏิบัติการโดยตรง ซึ่งหมายถึงโรงเรียนหรือสถานศึกษา 
2) 
การบริหารโดยหลักการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง  (
Stakeholders)  ซึ่งนิยมเรียกกว่าการคืนอำนาจการจัดการศึกษาให้ประชาชนและชุมชน  3)  การบริหารจัดการที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและชุมชนมากที่สุดและเป็นการบริหารที่สามารถตอบสนองลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละโรงเรียนที่แตกต่างกันได้มากที่สุด  อีกทั้งยังมีความเหมาะสม  รวดเร็วและทันการณ์  โปร่งใส  ตรวจสอบได้ 
ซึ่งการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน 
(
School  - Based  Management)ในปัจจุบันอยู่ในระบบการกระจายอำนาจแบบมอบอำนาจเป็นหลัก  และที่สำคัญคือเป็นการมอบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จและมีหน่วยบริหารกลางกำกับอยู่ตลอดเวลา  ทำให้การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเป็นเพียงในนาม  แต่การปฏิบัติจริงยังมีข้อจำกัดอยู่มาก  (อุทัย 
บุญประเสริฐ, 2542
: 32 )  

                       โรงเรียนบ้านท่ากำชำเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในอำเภอหนองจิก
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานีเขต
1  ก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานอื่น
  จึงเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการนำรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
(
School - Based  Management : SBM)  ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กภายใต้ความขาดแคลนของทรัพยากรทางการบริหารและปัญหาต่าง
   เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารโรงเรียนให้มีคุณภาพตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษา

 

แนวทางในการพัฒนา

                           ผู้บริหารสถานศึกษา
ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ ตระหนักและเห็นความจำเป็นที่จะ
ต้องพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนบ้านท่ากำชำ ให้มีคุณภาพเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน
โดยมีกรอบแนวคิดและทิศทางในการพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ
โดยศึกษาวิเคราะห์สภาพปัจจุบันปัญหา
ความต้องการในการพัฒนามาร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ 
พันธกิจ เป้าประสงค์ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  ตามรายละเอียดดังนี้

วิสัยทัศน์
โรงเรียนบ้านท่ากำชำจัดการศึกษาอย่างทั่วถึง พัฒนาคุณภาพสู่เกณฑ์มาตรฐาน
โดยผสานความร่วมมือกับชุมชน

พันธกิจ

                    1.
ร่วมมือกับชุมชนเสริมสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน

                    2.
พัฒนาครู
บุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

                    3.จัดสภาพแวดล้อมภายในบริเวณโรงเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้

เป้าประสงค์

                    1. ผู้เรียนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน

                    2. ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

                    3.
ครูผู้สอนได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนโดย
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ     

                    4.โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้

กลยุทธ์

                    1. สร้างความเสมอภาคและโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน

                    2.
พัฒนาคุณภาพการศึกษาสู่เกณฑ์มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน

                    3.
เร่งส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

                    4. ส่งเสริมให้ครูผู้สอนได้รับการพัฒนาให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการ
เรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

                    5.
จัดสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนให้เอื้อต่อการเรียนรู้         

 

2.
บทนำ

 

ประวัติผู้เขียน

                    ชื่อ
นางนันทนา     แก้วจันทร์
  ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่ากำชำ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานีเขต
1  ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่  1 
มิถุนายน  2549 

 

ประวัติการศึกษา

พ.ศ.  2512  จบชั้นประถมศึกษาปีที่  4                                          โรงเรียนบ้านควนแตน

พ.ศ.
2518  จบชั้นประถมศึกษาปีที่  7                                           โรงเรียนบ้านท่าเรือ

พ.ศ.
2521  จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3                                              โรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา

พ.ศ.
2523  จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5                                              โรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา

พ.ศ.  2526  จบประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง 
(สุขศึกษา)  วิทยาลัยพละศึกษาจังหวัดยะลา

พ.ศ.  2528  จบปริญญาตรี (วิชาเอกสุขศึกษา)                                 วิทยาลัยครูยะลา

พ.ศ.  2551  จบปริญญาโท  (ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต)                    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์                                         

ความสำเร็จในอดีต

                      พ.ศ.
2550     ได้รับรางวัลรองชนะเลิศการประกวดโครงการส่งเสริมทันตสุขภาพระดับอำเภอจากโรงพยาบาลหนองจิก

                      พ.ศ.  2551  
ได้รับรางวัลชนะเลิศคู่หูโรงเรียนส่งเสริมทันตสุขภาพระดับอำเภอ
จากโรงพยาบาลหนองจิก(หมวดที่ 
3  การแปรงฟันหลังอาหารด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์)

                      พ.ศ.  2551  
ได้รับรางวัลชนะเลิศคู่หูโรงเรียนส่งเสริมทันตสุขภาพระดับจังหวัด
 (หมวดที่ 
3  การแปรงฟันหลังอาหารด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์)
จากนายภาณุ อุทัยรัตน์
ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

                      พ.ศ.  2551  
ได้รับรางวัลชนะเลิศคู่หูโรงเรียนส่งเสริมทันตสุขภาพระดับเขต
12  กรมอนามัย (หมวดที่  3 
การแปรงฟันหลังอาหารด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์)  จากนายวิทยา  แก้วภราดัย รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข

                      พ.ศ.  2552  
ได้รับเชิญเข้าร่วมจัดนิทรรศการในงานมหกรรมส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติ  ครั้งที่ 
12    โรงแรมรามาการ์เดน  กรุงเทพมหานคร

                     พ.ศ.  2552   
ได้รับเชิญเป็นวิทยากรอบรมผู้บริหารและครูอนามัยโรงเรียน  จากโรงพยาบาลยะหริ่ง

                     พ.ศ.  2552   
ได้รับเชิญเป็นวิทยากรอบรมผู้บริหารและครูอนามัยโรงเรียน  จากโรงพยาบาลมยอ                     

                     พ.ศ.  2552   
รางวัลชนะเลิศโรงเรียนคู่หูส่งเสริมทันตสุขภาพระดับจังหวัด  (หมวดที่ 
2  การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์/หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นอันตราต่อฟัน)

                     พ.ศ.  2552   
ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมการประกวดการแปรงฟันเพื่อส่งเสริมทันตสุขภาพในกลุ่มวัยเรียน
ณ โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ต จ.ปทุมธานี

                     พ.ศ.
2552   ได้รับรางวัลชนะเลิศโรงเรียนคู่หูส่งเสริมทันตสุขภาพระดับอำเภอ
(หมวดที่ 
2  การเลือก  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์/หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นอันตรายต่อฟัน)
  จากโรงพยาบาลหนองจิก

                     พ.ศ.
2552   ได้รับรางวัลชนะเลิศโรงเรียนคู่หูส่งเสริมทันตสุขภาพระดับจังหวัด
(หมวดที่ 
2  การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์/หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นอันตรายต่อฟัน)
จากนายธีระเทพ
ศรียะพันธ์
ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

                      พ.ศ.
2553   ได้รับรางวัลชนะเลิศโรงเรียนคู่หูส่งเสริมทันตสุขภาพระดับเขต
12 กรมอนามัย กระทรวง สาธารณสุข (หมวดที่  2 
การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์/หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็น  อันตรายต่อฟัน) จากอธิบดีกรมอนามัย

 

ข้อมูลโรงเรียน         

 

                           โรงเรียนบ้านท่ากำชำ  ตั้งอยู่ หมู่ที่  1 ตำบลท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี  รหัสไปรษณีย์   94170   เปิดสอนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็ก ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่
4 ปี พ.ศ.
2549
ข้าพเจ้าได้รับแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่ากำชำ
ในปีต่อมาคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานได้เรียกร้องให้โรงเรียนขยายชั้นเรียนในชั้นอนุบาล
1 และประถมศึกษาปีที่ 5- 6 ทางโรงเรียนจึงดำเนินการขออนุญาตไปยังเขตพื้นที่การศึกษาและได้รับอนุญาตให้ขยายชั้นเรียนและเปิดทำการสอน
ตามลำดับดังนี้

ปีการศึกษา  2550  เปิดทำการสอนระดับชั้นอนุบาล 1 
ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 
4   มี

นักเรียนจำนวนทั้งสิ้น  75  คน ข้าราชการครูจำนวน  4  คน  ครูอัตราจ้าง 
2  คน  นักการภารโรง 1  คน และในปีนี้ทางคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการจัดการศึกษาและได้มีมติร่วมกันในการขอเปิดเรียน     ในชั้นประถมศึกษาปีที่
5 – 6  โดยเริ่มเปิดเรียนในปีการศึกษา 2551

                      ปีการศึกษา  2551  เปิดทำการสอนระดับชั้นอนุบาล 1 
ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 
5  มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 
88  คน ข้าราชการครู  3  คน 
พนักงานราชการ 
2  คน  วิทยากรสอนศาสนา  1 
คน  นักการภารโรง 1  คน

ปีการศึกษา  2552  เปิดทำการสอนระดับชั้นอนุบาล 1 
ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีนักเรียนจำนวน ทั้งสิ้น 112  คน ข้าราชการครูจำนวน  4 
คน พนักงานราชการ 3 คน นักการภารโรง 1  คน

                       เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าโรงเรียนขนาดเล็กต้องประสบปัญหานานัปการ
ทั้งครูไม่ครบชั้น ขาดแคลนงบประมาณ  ปัจจัยป้อนเข้าไม่สามารถเลือกได้
อีกทั้งโรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่ก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ผู้ปกครองมีฐานะยากจน
นักเรียนมีปัญหาด้านสุขภาพอนามัย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ โรงเรียนไม่ผ่านการประเมินคุณภาพ
โรงเรียนขนาดเล็กจึงเปรียบเสมือนทางผ่านของบุคลากรทั้งครูและผู้บริหาร
โรงเรียนบ้านท่ากำชำก็เช่นกัน
ครูที่เข้ามาสอนส่วนใหญ่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เพียงระยะเวลาสั้น ๆ  เมื่อมีโอกาสก็ย้ายออกไปปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่มีขนาดใหญ่กว่า  มีความพร้อมสูงกว่า บุคลากรของโรงเรียนจึงมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย
ทำให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างไม่ต่อเนื่อง 
ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกทั้งสถานการณ์ความไม่สงบเป็นปัจจัยเร่งให้บุคลากรของโรงเรียนต้องหาหนทางขยับขยายย้ายออกนอกพื้นที่
ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยในชีวิต

 

ปัญหาการเรียนการสอนที่พบ

                       1.
ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของนักเรียน

                       2. ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตกต่ำ 
อ่านหนังสือไม่ออก 
เขียนไม่ได้ 

                       3.ปัญหานักเรียนขาดเรียน

 

ความต้องการที่จะแก้ไขปรับปรุง                

                        จากปัญหานักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตกต่ำ  อ่านหนังสือไม่ออก  เขียนไม่ได้ และปัญหาการขาดเรียน มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ  เช่น 
ปัญหาครอบครัว  ปัญหาความยากจน    ปัญหาสุขภาพ อนามัย สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่  ฯลฯ ปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นมีปัจจัยบางประการซึ่งทางโรงเรียนไม่อาจแก้ปัญหาได้เพียงลำพังในระยะเวลาอันสั้น  แต่ปัญหาบางประการที่ทางโรงเรียนไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้
คือปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของนักเรียนที่ส่งผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตกต่ำ
นักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ และขาดเรียน   ซึ่งสาเหตุหนึ่งมาจากปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของนักเรียน
 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน
นับตั้งแต่ ปีการศึกษา 
2549  ที่ข้าพเจ้าเข้ามารับตำแหน่ง
ปัญหาที่พบคือ สุขภาพของนักเรียนย่ำแย่ นับ ตั้งแต่การแต่งกายสกปรก  มอมแมม  ขี้ไคลหนา 
 ผม  เล็บยาว ฟันสกปรกไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่  นักเรียนมีภาวะโภชนาการต่ำ เมื่อเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานของกรมอนามัย
กระทรวงสาธารณสุข  ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงภาวะสุขภาพอนามัย
ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อโรงเรียนอย่างรุนแรง
ทำโรงเรียนไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครอง 
และชุมชนในการติดตามดูแลให้ความช่วยเหลือนักเรียน
ครูไม้กล้าออกไปเยี่ยมบ้าน 
เกิดช่องว่างระหว่างครูกับผู้ปกครอง 
เกิดช่องว่างระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เช่น 
โรงเรียนไม่ได้รับความร่วมมือในการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  การประชุมผู้ปกครอง  ผู้ปกครองไม่อนุญาตให้นำนักเรียนไปทัศนศึกษายังแหล่งเรียนรู้ภายนอกโรงเรียน
การทำกิจกรรมต่าง ๆของโรงเรียนถูกต่อต้านด้วยการนิ่งเงียบ ไม่มีการตอบสนองใด ๆ
ในทางบวก  ประกอบกับสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ก็เกิดขั้นอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือทางโรงเรียนไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนเกือบทุกด้าน  ทั้งที่ทางโรงเรียนได้พยายามจัดให้มีกิจกรรมต่าง
ๆ เพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือจากชุมชนบ่อยครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองในทางบวกจากชุมชน   สิ่งที่ทางโรงเรียนได้สัมผัสกลับเป็นความนิ่ง  เงียบ สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลต่อขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครูเป็นอันมาก  ทุกวันครูเดินทางไปโรงเรียนด้วยความทุกข์ หวาดผวา
 วิตกกังวล   เนื่องจากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่บ่อยครั้งมาก  ทั้ง ๆ 
ที่ในการเดินทางของครูมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคอยรับและส่งครูทุกวัน ซึ่งในขบวนรับ
 ส่งครูในแต่ละวันประกอบด้วยรถจักรยานยนต์  ไม่ต่ำกว่า 
4 -  6  คัน  รถยนต์ 
191   สภ.หนองจิก   1  คัน  รถถัง 
วี 
150  จำนวน  2 
คัน 
นำหน้าและตามหลัง 
มีเจ้าหน้าที่ไม่ต่ำกว่า 
10
– 12  คน  ต่อการเดินทางไป และกลับในแต่ละวัน  แต่ก็ยังมีสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นทำให้เสียขวัญอยู่อย่างต่อเนื่อง  ทั้งการเผายาง 
การฉีดสี  พ่นข้อความต่าง ๆ ที่แสดงออกถึงการไม่ต้อนรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ  มีเสียงคล้ายเสียงปืน  เสียงปะทัด หรือเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้นทุกครั้งที่มีเจ้าหน้าทหารหรือตำรวจผ่านหน้าโรงเรียนซึ่งเป็นถนนใจกลางชุมชน
ซึ่งสามารถประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ครูได้รับผลกระทบโดยตรงมาอย่างต่อเนื่อง
ดังนี้

                      ปี
 พ.ศ.
2549  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกที่ประสบคือ รถยนต์ของข้าพเจ้าซึ่งเดินทางร่วมกับครูเพียงคันเดียวทั้งโรงเรียนโดนตะปูเรือใบทั้ง  4 
ล้อ 
ขณะเดินทางกลับจากโรงเรียนพร้อมเจ้าหน้าที่ในขณะที่เดินทางออกจากโรงเรียนได้ประมาณ 
500 
เมตร การแก้ปัญหาโดยการรีบตัดสินใจเร่งเดินทางออกมาจากพื้นที่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ก่อนที่ลมยางจะหมด

                      ปี  พ.ศ.  2550  ข้าพเจ้าพร้อมด้วยคณะครูถูกปิดล้อม  มีการวางตะปูเรือใบ  ยิงปืน ระเบิดทั้งปลอม และจริงวางไว้ตามเส้นทาง  โค่นต้นไม้ขวางทาง  ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาช่วยเหลือได้
ซึ่งในขณะนั้นเหตุเกิดประมาณ 
14.45  น. จนกระทั่งเวลาประมาณ 18.00  น.  เจ้าหน้าที่จึงสามารถเดินทางเข้ามาถึงโรงเรียนและนำคณะครูเดินทางฝ่าอันตรายออกจากพื้นที่ได้  การแก้ปัญหาของครูในขณะนั้นคือการมีสติ และรีบประสานงานเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายให้เร็วที่สุด
มากช่องทางที่สุด ให้รายละเอียดข้อมูลสถานการณ์แก่เจ้าหน้าที่ให้ได้รายละเอียดมากที่สุดเท่าที่ทำได้ทั้งฝ่ายครู  เจ้าหน้าที่ตำรวจ  ทหาร  เจ้าหน้าที่ปกครอง  ในขณะเดียวกันก็พยายามสร้างขวัญและกำลังใจให้ตนเอง
คณะครูทุกคน  ให้มีความหนักแน่น  มั่นคง ไม่ตื่นตระหนก  ต้องใช้ภาวะผู้นำในการตัดสินใจเพื่อคิดหาวิธีการทำอย่างไรให้ทุกคนไม่ตื่นตระหนก
โดยคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของทุกคนเป็นอันดับแรก

                     ปี  พ.ศ. 2551  เกิดเหตุถูกผู้ก่อความไม่สงบลอบยิงขบวนขณะเดินทางกลับจากโรงเรียน ซึ่งในวันก่อนเกิดเหตุ 1 วันได้ยินเสียงปืนขึ้นดัง  1 
นัด  โดยเสียงปืนดังมาจากด้านหลัง
ขบวนรถคันสุดท้ายซึ่งเป็นรถของข้าพเจ้าเอง ในวันต่อมาได้ยินเสียงปืนดังมาจากด้านหน้าขบวน
1 นัด และในวันที่สามโดยที่ไม่คาดคิดเพราะขบวนรถกำลังเดินทางเข้าสู่ถนนที่โล่ง  อีกประมาณ 3  กิโลเมตร คณะจะเดินทางถึงถนนสายหลัก  ได้ถูกผู้ก่อความไม่สงบลอบยิงใส่ขบวนเจ้าหน้าที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ
1 นาย  ขบวนรถทุกคันไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เนื่องจากถนนเป็นทางโค้งข้อศอก
เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมและยิงโต้ตอบประมาณ 
10 – 15 
นาที    การแก้ไขสถานการณ์ของคณะครูโดยการออกจากตัวรถ  นอนราบบนถนน
เพราะเกิดความวิตกกังวลเกรงจะถูกฝ่ายตรงข้ามยิงถล่มรถ หรือวางระเบิดบนถนน  และพยายามควบคุมสติพยายามใช้การติดต่อสื่อสารขอความช่วยเหลือจากทุกฝ่ายโดยเร็วที่สุด
โดยพยายามแจ้งรายละเอียดในที่เกิดเหตุให้หน่วยที่รับผิดชอบนอกพื้นที่ให้ได้รับรายละเอียดให้มากที่สุด
เวลาผ่านไปประมาณ
1 ชั่วโมง
จึงได้รับการช่วยเหลือนำออกนอกพื้นที่โดยปลอดภัย

                        ในปี
พ.ศ.
2552  ชุดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยครูถูกลอบวางระเบิดหลังจากส่งครูถึงโรงเรียนบ้านท่ากำชำ  ประมาณไม่ถึง 
10  นาที  ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ  3 
นาย 
บาดเจ็บสาหัส 
1  นาย 

ปี 
พ.ศ. 
2552  ภาคเรียนที่ 1  โรงเรียนถูกลอบวางเพลิงหลังจากเจ้าหน้าที่เข้าปิดล้อม
ตรวจต้นหมู่บ้าน  โรงเรียนได้รับความเสียหายบางส่วนเนื่องจากชุมชนได้เข้ามาช่วยดับไฟไม่ให้ลุกลาม   

                         ตั้งแต่ช่วงเวลาปี  2549  เป็นต้นมาผู้บริหารโรงเรียนได้รับจดหมาย ใบปลิว  โทรศัพท์ข่มขู่  ซึ่งเป็นการแสดงถึงการไม่ต้อนรับ  เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะไทยพุทธ  และการไม่รับรองความปลอดภัยอยู่เป็นเนือง ๆ  ต่อมาในระยะหลัง ๆ จดหมาย ใบปลิวต่างๆ   ค่อย ๆ 
ลดและหายไปโดยที่ข้าพเจ้าก็ลืมไปเช่นกัน

                          จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงของครูตามที่กล่าวมาข้างต้น
ทำให้ครูหวาดกลัว วิตกกังวล เกิดความเครียด ขาดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน ครูขอย้ายออกนอกพื้นที่
อีกทั้งครูไม่กล้าออกเยี่ยมบ้านเพื่อติดตามนักเรียนขาดเรียน
ประกอบกับปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของนักเรียนเอง ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนตกต่ำ  อ่านหนังสือไม่ออก  เขียนไม่ได้ 
นักเรียนขาดเรียน  ข้าพเจ้าในฐานะผู้บริหารโรงเรียน
มิได้นิ่งนอนใจในปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญทั้งสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่  คุณภาพของผู้เรียน
ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ทั้งของตนเองและครู จึงใช้ความพยามยามในการสร้างความเข้าใจ
สร้างปฏิสัมพันธ์อันดีระหว่างบ้านกับโรงเรียน เพื่อลดช่องว่างความหวาดระแวง
ความไม่ไว้วางใจ ความไม่เข้าใจที่เกิดขึ้น
แต่ความพยามยามดังกล่าวก็มิได้สำเร็จได้โดยง่ายด้วยข้อจำกัดด้านภาษา
แต่ข้าพเจ้าไม่เคยคิดเลิกล้มความตั้งใจ กลับเพิ่มความพยามยามบวกกับความตั้งใจ
จริงใจ ด้วยการมีเป้าหมาย/ ความต้องการที่จะปรับปรุงและพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพผู้เรียนในประเด็นต่อไปนี้

                      1. ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของนักเรียน

                      2. ปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ตกต่ำ  นักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก  เขียนไม่ได้ 

                      3. ปัญหานักเรียนขาดเรียน 

 

เนื้อเรื่อง           

 

                     ในการแก้ปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของนักเรียน
การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ตกต่ำ 
นักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก  เขียนไม่ได้
และขาดเรียนของโรงเรียนบ้านท่ากำชำ  ข้าพเจ้าได้ใช้หลักความเป็นกัลยาณมิตร
ความจริงใจ ความตั้งใจในการปฏิสัมพัน์กับชุมชน ผนวกกับการนำรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการ
ซึ่งได้กำหนดรายละเอียดขององค์ประกอบรูปแบบ 
ดังนี้

                           องค์ประกอบที่ 1 หลักการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน  (School – Based  Management) ประกอบด้วย 3 หลักการ  ได้แก่  หลักการกระจายอำนาจ   หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม  และหลักการบริหารจัดการที่ดี  ซึ่งเป็นฐานคิดที่สำคัญ และเป็นกรอบแนวคิดในการดำเนินงานของบุคลากรทั้ง  3 
ฝ่าย  ได้แก่  ผู้บริหาร ครู และชุมชนให้สามารถดำเนินงานตามเป้าหมายของการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียน

                           องค์ประกอบที่  2    องค์ประกอบด้านขอบข่ายภาระงาน  4  ฝ่าย 
ได้แก่  ฝ่ายบริหารวิชาการ
  ฝ่ายบริหารงบประมาณ  ฝ่ายบริหารบุคคล  และฝ่ายบริหารทั่วไป

                           องค์ประกอบที่  3  องค์ประกอบด้านกระบวนการบริหาร      ได้แก่
กระบวนการ
PDCA  หรือวงจรการบริหาร  ประกอบด้วย 
กระบวนการวางแผน  (
Plan)  การปฏิบัติตามแผน (Do)  การติดตามประเมินผล (Check) และการปรับปรุง แก้ไข  (Action)  ซึ่งมีรูปแบบการบริหารดังภาพประกอบ
1

                                                   

รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของโรงเรียนบ้านท่ากำชำ                                                                                           สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานีเขต  1

(NUNTANA  MODEL)

 




ภาพประกอบ 1 
รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของโรงเรียนบ้านท่ากำชำ

 

 

                        การนำรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพอนามัย
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ตกต่ำ 
นักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก 
เขียนไม่ได้ และนักเรียนขาดเรียน   
จำเป็นต้องจัดโครงสร้างการบริหารขององค์กรให้มีความเหมาะสมกับการดำเนินงานของโรงเรียนขนาดเล็กให้มากที่สุดโดยการ
การจัดระบบโครงสร้างองค์กร  ที่มีโครงสร้างองค์กรเป็นแบบระบบราชการต่ำ
แต่มีความเป็นวิชาชีพสูง  คือ 
มีการมอบอำนาจการตัดสินใจให้กับผู้ปฏิบัติในระดับสูง  ส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงานพัฒนาตนเองเป็นครูมืออาชีพที่มีความรู้ความสามารถ  และความรับผิดชอบในตนเอง   โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
โดย ผู้บริหารอยู่ในฐานะผู้สนับสนุนหรืออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติของครูความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารและครูเป็นไปในลักษณะเพื่อนร่วมงาน  ผู้บริหารเปิดโอกาสให้ครูทุกคนมีอิสระในการตัดสินใจและกำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติงานของตนเองใช้ความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน
โดยไม่ยึดติดกับระบบโครงสร้างการบริหารงานทั้ง
4  ด้าน ตามมาตรา  39  ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  พ.ศ.  2542  และที่แก้ไขเพิ่มเติม  (พ.ศ. 2545)  แต่เน้นงานวิชาการเป็นงานหลัก และบูรณาการงานอื่น
ๆ ไปพร้อม ๆกัน  ทั้งนี้เพื่อให้การบริหารจัดการของโรงเรียนมีความคล่องตัวสอดคล้องกับสภาพงาน
จำนวนบุคลากร  การบริหารงานของโรงเรียนบ้านท่ากำชำ  จึงมีการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ  เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมในประเด็นต่อไปนี้

                        3.1.1
 ส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนมีระบบโครงสร้างการบริหารงานเป็นแบบราชการต่ำและระบบวิชาชีพสูง  แบ่งหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน  เน้นความโปร่งใส  ตรวจสอบได้ 
เพื่อให้การบริการเป็นไปด้วยความสะดวก 
รวดเร็ว  มีประสิทธิภาพตามหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม
หลักการกระจายอำนาจ 
และหลักการบริหารจัดการที่ดี

                        3.1.2  ส่งเสริมให้โรงเรียนใช้แผนปฏิบัติการเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา 
ให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและคุณภาพเพื่อตอบสนองต่อระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามหลักการบริหารจัดการโดยการมีส่วนร่วม

                        3.1.3  ส่งเสริมให้มีการประสานงานเพื่อความร่วมมือ  จากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานผู้ปกครอง ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                        3.1.4  ส่งเสริมสนับสนุนให้ครู โรงเรียนเป็นผู้มีบทบาทในการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาแก่ชุมชน

                        3.1.5  สร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับด้วยระบบคุณธรรม

                        3.1.6
ส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์ด้วยวิธีการที่แตกต่างและหลากหลาย  โดยเน้นหลักการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกันส่งเสริม 
สนับสนุนการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของชุมชน  โดยได้ดำเนินงานตามแนวทางดังปรากฏในภาพประกอบ
2

 

แนวทางการดำเนินงานตามรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของโรงเรียนบ้านท่ากำชำ
  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานีเขต
1       

ภาพประกอบ
2  แนวทางการดำเนินงานตามรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน

 

แนวคิดหรือทฤษฎีที่ใช้   

 

                        กรอบแนวคิดในการนำรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน  อาศัยองค์ประกอบ 3 องค์ประกอบคือ  องค์ประกอบด้านหลักการประกอบด้วย  1.   หลักการกระจายอำนาจ  (Decentralization)  2.  หลักการมีส่วนร่วม  (Collaboration)   3.  หลักการบริหารจัดการที่ดี  (Good  Governance  in 
Education)  องค์ประกอบด้านภาระงาน  ประกอบด้วย 
1. งานบริหารวิชาการ 
2.  งานบริหารงบประมาณ  3. 
งานบริหารบุคคล  4.  งานบริหารทั่วไป  องค์ประกอบด้านกระบวนการ  ประกอบด้วย 1.  กระบวนการวางแผน  2. 
กระบวนการปฏิบัติตามแผน 
3.  กระบวนการตรวจสอบ 

 

4.  กระบวนการปรับปรุงแก้ไข

 

การวางแผนและขั้นตอนการทำงานตามรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของโรงเรียนบ้านท่ากำชำ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานีเขต 1

 

4.  บทสรุป

 

                        4.1  ผลที่เกิดขึ้น  จากการนำรูปแบบการบริหารงานโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของโรงเรียนบ้านท่ากำชำ (NUNTANA  MODEL) ที่มีการส่งเสริมสนับสนุนในด้านต่าง
  เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมในประเด็นต่อไปนี้คือ

1) ส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนมีระบบโครงสร้างการบริหารงานเป็นแบบราชการต่ำและระบบวิชาชีพสูง  แบ่งหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน  เน้นความโปร่งใส  ตรวจสอบได้ 
เพื่อให้การบริการเป็นไปด้วยความสะดวก 
รวดเร็ว 
มีประสิทธิภาพตามหลักการกระจายอำนาจ 
และหลักการบริหารจัดการที่ดี
 
2)  ส่งเสริมให้โรงเรียนใช้แผนปฏิบัติการเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยเน้นการมีส่วนร่วม 
ให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและคุณภาพเพื่อตอบสนองต่อระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามหลักการบริหารจัดการโดยการมีส่วนร่วม
  3)  ส่งเสริมให้มีการประสานงานเพื่อความร่วมมือ  จากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานผู้ปกครอง ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  4)  ส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนเป็นผู้มีบทบาทในการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาแก่ชุมชน  5)  สร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับด้วยระบบคุณธรรม
6) ส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์ด้วยวิธีการที่แตกต่างและหลากหลาย  โดยเน้นหลักการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเข้ามาช่วยกันส่งเสริม 
สนับสนุนการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของชุมชน  ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการนำรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานของโรงเรียนบ้านท่ากำชำ
ดังนี้

                                         4.1.1  ความสำเร็จของตนเอง ที่ได้รับ    คือ  การได้รับการยอมรับจากครู ผู้ปกครอง ชุมชน  ทำให้มีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน โดยเห็นได้จากความร่วมมือของชุมชนที่มีต่อโรงเรียนในด้านต่าง
  ที่มีพัฒนาการมาเป็นลำดับ ดังนี้

                                                          -  ชุมชนให้การยอมรับ และ เปลี่ยนทัศนคติจากการไม่ยอมรับการไม่ให้ความร่วมมือกับโรงเรียน
จากโรงเรียนซีแย  มาเป็นโรงเรียนของเรา  ครูของเรา 
ผอ.ของเรา  ชุมชนเห็นความสำคัญ
และเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และผลักดันให้โรงเรียนเปิดขยายชั้นเรียนในชั้นอนุบาล
1 และประถมศึกษาปีที่ 5 – 6  จนเป็นผลสำเร็จ และสนับสนุนให้นักเรียนในเขตบริการเข้าเรียนในโรงเรียนมากขึ้นโดยเห็นได้จากจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นจากปี
พ.ศ.
2549 - ปัจจุบัน 

                                                         -  ชุมชนให้ความร่วมมือในการจัดการศึกษา โดยการเข้าร่วมประชุม
วางแผน กำหนดทิศทางในการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของชุมชน ร่วมเป็นคณะทำงาน  คณะกรรมการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน   เช่น 
กิจกรรมชุมชนสัมพันธ์  กิจกรรมกีฬา
- กรีฑา  กิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ

เนตรนารี  กิจกกรมวันสำคัญต่าง ๆ  ตลอดจนช่วยสนับสนุนในด้านแรงงาน  เช่น 
การมาช่วยประกอบ ปรุงอาหารให้กับนักเรียนในกิจกรรมต่าง ๆ
  ช่วยติดต่อประสานงานในการจัดหาของขวัญรางวัลสนับสนุนในการแข่งขันกีฬา
กรีฑา ร่วมเป็นกรรมการตัดสิน 
ช่วยรับส่งนักเรียนในการนำนักเรียนไปทัศนศึกษายังแหล่งเรียนรู้  เข้าค่ายพักแรมลูกสือ

เนตรนารี 
และเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมอื่น ๆ 
ของโรงเรียนโดยมีพัฒนาการมาตามลำดับ

                                                         -  ได้รับเชิญเข้าร่วมจัดนิทรรศการคู่หูโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพเนื่องในงานมหกรรมส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติ
ณ โรงแรมรามาการ์เดน กรุงเทพมหานคร

                                                        - ได้รับเชิญเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานคู่หูโรงเรียนส่งเสริมทันตสุขภาพจากโรงพยาบาลได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรอำเภอยะหริ่ง 

                                                       - ได้รับเชิญเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานคู่หูโรงเรียนส่งเสริมทันตสุขภาพจากโรงพยาบาลโรงพยาบาลอำเภอมายอ

                                                       -  ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมโครงการประกวดแปรงฟันเพื่อส่งเสริมทันตสุขภาพในกลุ่มวัยเรียน
ณ โรงแรมเอเชียแอร์พอร์ต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

                                                                               

                                   4.1.2   ความสำเร็จของนักเรียน

                                               -  นักเรียนได้รับการดูแล  เอาใจใส่จากครูผู้สอนเป็นรายบุคคลในการแก้ปัญหาการอ่านออกเขียนได้
ส่งผลให้นักเรียนมีพัฒนาการในการอ่านออกเขียนได้มากขึ้น
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น

                                              -  ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์
มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม ประพฤติปฏิบัติตนเป็นคนดี
  เคารพกติกาของโรงเรียนมากขึ้น

                                            -  ผู้เรียนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ  นักเรียนขาดเรียนน้อยลง

                                            -  ผู้เรียนรู้จักการแก้ปัญหา
ด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างสันติ  สร้างสรรค์และเป็นผู้ที่มีเหตุผลมากขึ้น

                                            -  ผู้เรียนมีความรับผิดชอบต่อการทำงาน
มีความพยายามในการทำงานให้ประสบความสำเร็จ รู้จักช่วยเกื้อกูล  แบ่งปัน รู้จักสิทธิและหน้าที่ของตนมากขึ้น
 

                                            -  ผู้เรียนรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
 ยอมรับฟังความคิดเห็นของกลุ่ม มีความเป็นประชาธิปไตย
ไม่เกี่ยวข้องกับเสพสิ่งเสพติด

                                           -  ผู้เรียนมีสุขภาพกาย  สุขภาพจิตดีขึ้น  โดยเห็นได้จากโรงเรียนประสบความสำเร็จในการดำเนินงานด้านสุขภาพ
ดังนี้

                                                    1)  รางวัลรองชนะเลิศ  การประกวดโรงเรียนส่งเสริมทันตสุขภาพ  จากโรงพยาบาลอำเภอหนองจิก ปี 2551

                                                    2)  รางวัลชนะเลิศ  การประกวดคู่หูโรงเรียนส่งเสริมทันตสุขภาพ  ระดับจังหวัด  จากนายภาณุ 
อุทัยรัตน์ 
ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ปี
2551

                                                    3) โรงเรียนได้เข้าร่วมประกวดตามโครงการโรงเรียนส่งเสริมทันตสุขภาพ 51  เขต 12  โดยศูนย์อนามัยที่  12 ยะลา  กรมอนามัย  
(หมวดที่
3  การแปรงฟันหลังอาหารด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์)   เมื่อวันที่ 
2 - 3  กันยายน
2551    โรงแรมเอเชี่ยน  อำเภอหาดใหญ่ 
จังหวัดสงขลา

                                                   4)  รางวัลชนะเลิศ  การประกวดคู่หูโรงเรียนส่งเสริมทันตสุขภาพ  เขต 12 
ประจำปี 2551 (หมวดที่ 3  การแปรงฟันหลังอาหารด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์)
จากนายวิทยา  แก้วภราดัย  รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข  เมื่อวันที่ 
6 – 7 
มกราคม  พ.ศ.  2552 
 
โรงแรมริชมอนด์  กรุงเทพมหานคร

                                                   5)  รางวัลชนะเลิศคู่หูโรงเรียนส่งเสริมทันตลุขภาพระดับอำเภอ  ประจำปี 
2552  จากโรงพยาบาลอำเภอหนองจิก  (หมวดที่ 2  การควบคุมการบริโภคอาหาร/ขนมที่เป็นตรายต่อทันตสุขภาพ)

                                                  6)  รางวัลชนะเลิศคู่หูโรงเรียนส่งเสริมทันตสุขภาพระดับจังหวัด  ประจำปี 
2552   (หมวดที่ 2  การควบคุมการบริโภคอาหาร/ขนมที่เป็นตรายต่อทันตสุขภาพ)

7)
รางวัลชนะเลิศคู่หูโรงเรียนส่งเสริมทันตสุขภาพระดับเขต
12 กรมอนามัย  ประจำปี 
2552   (หมวดที่ 2  การควบคุมการบริโภคอาหาร/ขนมที่เป็นตรายต่อทันตสุขภาพ)
จากอธิบดีกรมอนามัย เมื่อวันที่
11- 13 กุมภาพันธ์ 2552
ณ โรงแรมริชมอนด์ จ. นนทบุรี

 

                                4.2
 สรุปบทเรียนที่ได้

                                         4.2.1   ความรู้ใหม่ที่เกิด  การบริหารหรือการทำงานใด ๆ  ก็ตามสิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้ความตั้งใจ
มุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละเข้าไปในการปฏิบัติหน้าที่ เห็นคุณค่าของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ด้วยการส่งเสริมให้ผู้เกี่ยวข้องมีขวัญ กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ การเปิดโอกาสให้ชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
สร้างเวทีเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การรับฟังความคิดเห็น
สร้างวัฒนธรรมในองค์กร ผนวกกับการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กร นั้น ๆ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ
การน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ  เข้าใจ 
เข้าถึงและพัฒนา ไปสู่การปฏิบัติจริง ตามหลักการบริหารแบบมีส่วนร่วม  หลักการบริหารจัดการที่ดี  หลักการกระจายอำนาจ  โดยใช้กระบวนการวางแผน  การปฏิบัติตามแผน  การตรวจสอบและการแก้ไขมาใช้ปรับปรุงพัฒนาทั้งงานบริหารวิชาการ  งานบริหารงบประมาณ งานบริหารบุคคล
และงานบริหารทั่วไป มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับองค์กร และอัตลักษ์ของชุมชนนั้น ๆ ย่อมส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ตลอดจนการอยู่ร่วมกันอย่างไม่แปลกแยกระหว่างโรงเรียนกับชุมชน

                                               4.2.2
  แรงบันดาลใจที่ได้จากการดำเนินงานคือ
การเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กรทั้งบริบทชุมชน ผู้ปกครอง ครู ผู้เรียน
ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในชุมชน 
ที่ได้สัมผัสตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนแห่งนี้  ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าการทำงานด้วยความตั้งใจ
ทุ่มเท เสียสละ โดยมีเป้าหมายคือคุณภาพผู้เรียน
ด้วยการน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ  เข้าใจ 
เข้าถึงและพัฒนา  ไปใช้อย่างเหมาะสม
ผู้ปฎิบัติย่อมได้ทั้งใจ และงาน (คุณภาพผู้เรียน) ที่มีพัฒนาการมาตามลำดับเป็นสิ่งตอบแทน
ซึ่งเป็นความสุขทางใจประการหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่หลายคนสามารถสัมผัสได้ด้วยประสบการณ์ตรง
ในขณะเดียวกันก็มีผู้ปฎิบัติหน้าที่อีกส่วนหนึ่งไม่อยากเข้าไปสัมผัสด้วยข้อจำกัดของสภาพพื้นที่ที่ปรากฏความรุนแรงอยู่อย่างต่อเนื่อง
 ความไม่ปลอดภัยในชีวิต
จึงได้มีการย้ายออกนอกพื้นที่ ในขณะที่ยังมีผู้ปฏิบัติอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังมีความมุ่งมั่น
และความตั้งใจ ทุ่มเท เสียสละที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ให้มีคุณภาพต่อไป

                                 4.3  ประโยชน์ที่ได้รับ

                                            4.3.1  ประโยชน์ที่ที่เกิดกับตนเอง  ได้พัฒนาตนเอง พัฒนาคน พัฒนางาน ให้เป็นที่ยอมรับจากครู
ผู้ปกครอง ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                                            4.3.2 ได้แนวทางการบริหารเพื่อพัฒนาองค์กรที่เหมาะสมตามศักยภาพของแต่ละบุคคลและสอดคล้องกับอัตลักษ์ของชุมชน

                                           4.3.3  ได้รูปแบบการบริหารที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนและอัตลักษ์ของชุมชนตลอดจนได้เผยแพร่ผลงานที่เกิดจากการบริหารจัดการตามรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
(
NUNTANA  MODEL)ที่ประสบผลสำเร็จสู่โรงเรียนอื่น
ๆ และสู่วงการศึกษาในทุกระดับ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนต่อไป

รูปภาพของ nina

เรียน อ.มะลาเซ็น

รายงานของท่านผอ.ที่ท่านนำขึ้น Weblog นั้น มูลนิธิสุข แก้ว  แก้วแดงได้รับเรียบร้อยแล้ว 

และรบกวน อาจารย์ช่วยนำรายงานของ อ.จิตราวดี  อ.มะลาเซ็น และอ.ขนิษฐา นำขึ้น Weblog ด้วยนะค่ะ 

ขอบคุณมากค่ะ

เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 92 คน กำลังออนไลน์