ยาคืออะไร

รูปภาพของ sss29132

ผมได้อ่านข่าว เกี่ยวกับยาๆ CL ยา คนที่เป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ เป็นโรคไต มาพบและหารือกับ รมว. กระทรวงสาธารณสุข

เกี่ยวกับ CL ยา อะไรเนี่ยหล่ะคับ...เลยงงๆ ว่ามันคืออะไรหว่า....
ขอตัดข้อความข่าวมาลงสั้นๆนะคับ

--เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอดส์/ผู้ป่วยมะเร็ง บุกกระทรวงสาธารณสุข ข้องใจ "ไชยา" ยังไม่ทันแถลงนโยบายสั่ง "ทบทวน" CL มะเร็ง ผลงานของ น.พ.มงคล เสียแล้ว แถมไล่ให้ผู้ป่วยกลับไปกินดอกไม้จันทน์อีกด้วย ขณะที่กระทรวงพาณิชยไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้ CL เหตุกลัวสหรัฐตัด GSP ด้านสมาคมผู้วิจัยยา PReMA สบโอกาส จะเข้าพบ รมต.ที่เกี่ยวข้องทันที--ประชาชาติธุรกิจ

เพื่อให้หายสงสัย...เลยต้องไปค้นข้อมูลมาคับ ว่า CLยา คืออะไร
และทำไมกลุ่มผู้ป่วยถึงให้ทบทวน CL ยา...แล้วไปเกี่ยวอะไรกับดอกไม้จันทน์ !!

ตามข้อมูล..เขาว่าอย่างงี้คับ

CL หรือ compulsory license คือ มาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา

อ้าว....แล้วๆๆๆ มาตรการนี้..เป็นไปเป็นมายังไงเนี่ย...ไปหามาแล้ว มาอ่านกันต่อคับ

เป็นที่ทราบกันดีว่า อุตสาหกรรมยาจัดเป็น 1 ในอุตสาหกรรมที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่งในวงการการเมืองสหรัฐ จากระบบการคุ้มครอง บริษัทผู้ผลิตยา
ภายใต้ "สิทธิบัตร" ที่บริษัทยาสหรัฐส่งยาเข้าไปจำหน่ายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก สร้างผล "กำไร" อย่างมหาศาลจากความเจ็บป่วยของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา ที่มีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพายารักษาโรคใหม่ๆ ที่ตนเองไม่สามารถคิดค้นพัฒนาหรือวิจัยขึ้นมาได้

ประเทศไทยเองก็หนีไม่พ้นจากกรอบการเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพายารักษาโรคใหม่ๆ จากสหรัฐ/ยุโรป ภายใต้ระบบการคุ้มครอง สิทธิบัตร จากการขึ้น
ทะเบียนยารักษาโรคภายในประเทศกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพียงแต่ว่า รัฐบาลชุดที่แล้วได้แสดงความ "กล้าหาญ" ที่จะใช้
มาตรการสิทธิเหนือสิทธิบัตร (compulsory license หรือ CL) ในมาตรา 51 ของ พ.ร.บ.สิทธิบัตร 2522 แก้ไขฉบับที่ 3 พ.ศ.2542 ด้วยการอ้างปฏิญญาโดฮา
ว่าด้วยความตกลง TRIPs กับการสาธารณสุข หรือ Doha Declaration on TRIPs and Public Health ที่เขียนไว้อย่างกว้างๆ ว่า

"ประเทศสมาชิก WTO มีสิทธิที่จะปกป้องการสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมการเข้าถึงยาอย่างถ้วนหน้า ด้วยการบังคับใช้สิทธิ (CL) ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
รวมทั้งเพื่อประโยชน์สาธารณะ"

อ้อ...คงหมายถึง บริษัทเอกชนต่างชาติ ค้นคว้า คิดค้น ผลิตยาเพื่อรักษาหรือยับยั้งโรคบางโรคที่ ร้ายแรงถึงชีวิตไว้ได้
โดยเขาจดลิขสิทธิ์ ในการผลิตเอาไว้ ถ้าจะกินยาชนิดที่เขาคิด ต้องไปซื้อเขา
แต่ก็ดันมาองค์กรนึง มาบอกว่า ยาตัวเนี๊ยถ้าประเทศไหนผลิตเองได้ก็น่าจะยกเว้นบ้าง ให้เขาผลิตไป
เพื่อรักษาชีวิตมนุษย์ร่วมโลกด้วยกัน อย่าไปคิดตังค์ค่าลิขสิทธิ์อะไรมากเลย

ฝันร้ายจากสหรัฐได้เริ่มตามมา "หลอกหลอน" ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อสำนักงานผู้แทนทางการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ประกาศเลื่อนลำดับประเทศไทยจาก
ประเทศที่ถูกจับตามอง (watch list หรือ WL) กลายมาเป็นประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (priority watch list หรือ PWL) ด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า ประเทศไทยมีการดำเนินการ
ทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ของสหรัฐ ซึ่งเป็นปฐมเหตุที่สหรัฐจะใช้มาตรการตอบโต้ภายใต้มาตรา Special 301
แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐ หากถูกเลื่อนชั้นขึ้นเป็นประเทศที่พร้อมจะถูกตอบโต้ทางการค้า หรือ priority foreign country หรือ PFC ซึ่งเป็นขั้นสุดท้ายของ Special 301

ความจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าเราจะทำการค้าอย่างเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม ตามข้อกล่าวหาของสหรัฐก็คือ ประเทศไทย ได้เดินทางมาถึงขั้นตอนที่ 2 ก่อนที่จะถูกประกาศ
ตอบโต้ทางการค้าแล้ว ตามนัยสำคัญอยู่ในบัญชี PWL ล้วนแสดงให้เห็นในทรรศนะของสหรัฐที่ว่า

1)ประเทศไทยมีปัญหาเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งในส่วนของการเข้าสู่ตลาด การบังคับใช้กฎหมาย ที่อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนสหรัฐ กับ
2)การตกเป็นเป้าในการให้ความสนใจในการเจรจา 2 ฝ่ายที่จะเริ่มขึ้น ซึ่งแตกต่างไปจากสถานะ WL ที่สหรัฐ เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงปัญหาการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศ
คู่ค้าเท่านั้น

ในรายงานการประเมินปัญหาและอุปสรรคทางการค้าของประเทศคู่ค้าสหรัฐที่มีผลกระทบต่อการค้าสหรัฐประจำปี 2007 หรือ National Trade Estimate Report on Trade Barriers (NTE)
ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ที่เผยแพร่เป็นประจำในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี ซึ่งถือเป็นบทประเมินเบื้องต้นในการจัดลำดับประเทศคู่ค้าที่ทำการค้าอย่างไม่เป็นธรรม
กับสหรัฐนั้น

ในส่วนของประเทศไทย ได้ถูกสหรัฐกล่าวหาตั้งแต่การเป็นรัฐบาลที่มาจากการ "ปฏิวัติ" มีผลทำให้สหรัฐไม่อาจจะเจรจาเขตการค้าเสรีทวิภาคี หรือ FTA ที่คั่งค้างกับประเทศไทย
อยู่ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งสหรัฐเห็นว่า ตัวเลขการละเมิดมีแนวโน้มที่สูงขึ้นทุกปี

อืมม์....ทางประเทศบริษัทยาต่างชาติ ดันมองว่านี่เป็นเพราะว่าเราละเมิดลิขสิทธิ์การผลิตยามากกว่า
ถ้าเห็นว่าเราจะยัง ผลิตยามาขายให้ผู้ป่วย ในราคาถูกซะเอง
โดยมีมาตรการต่างๆ มาตอบทางด้านการค้า....เพราะว่าประเทศเขาเสียผลประโยชน์..

รัฐบาลของในชุดที่แล้วของเรา เลยงัดเอามาตรการ CLยา มาใช้....
เพื่อให้ผู้ป่วยได้ซื้อยาในราคาถูก

“ยา” คือหนึ่งในปัจจัยจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ที่ทุกคนจำเป็นต้องเข้าถึงเมื่อเกิดเจ็บป่วย และเป็นสิทธิของมนุษยชาติที่ต้องได้รับการรักษาตามมาตรฐานอย่างเท่าเทียมโดยไม่มีขีดจำกัดใดๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ สีผิว สถานะทางสังคม หรือความแตกต่างทางฐานะเศรษฐกิจ

อ่านมาถึงตรงนี้ก็พอเข้าใจแล้วคับ ว่าเกี่ยวอะไรกับ ดอกไม้จันทน์
รมว. คงหมายความว่า...

ดอกไม้จันทน์ราคาถูกกว่ายาที่บริษัทยานำเอามาขายในประเทศ
ถ้าเงินไม่พอซื้อยา...ก็ควรหาดอกไม้จันทน์กินไปก่อน
เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ง่ายๆของไทย ทำเองขายเอง คอมมิทชั่นน้อย ราคาถูก

นี่ถ้าผมผลิตยาลดอาการโลภได้นะ...จะไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ ไม่ต้องใช้ CLยาเลย

และแถมจะแจกให้กิน วันละสามเม็ด หลังอาหารเชียว...อิอิ

นับตั้งแต่รัฐบาลไทยประกาศทำ CL บริษัทยา ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรยาตัวที่รัฐบาลประกาศทำ CL ก็มีปฏิกิริยากับเรื่องนี้มาโดยตลอด เริ่มจากการกล่าวหาว่า การประกาศมาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของไทยผิดกฎหมาย ทั้งที่ความจริงไม่ผิดทั้งกฎหมายไทยและข้อตกลงระหว่างประเทศ

จากนั้นก็กล่าวว่าประเทศไทยไม่มีการเจรจา เพื่อต่อรองราคากับบริษัทยาก่อนที่จะใช้มาตรการใช้สิทธิตามสิทธิบัตร ทั้งที่ความจริงไม่ว่าจะเป็นกระทรวงสาธารณสุขหรือองค์กรที่ทำงานด้านเอดส์ ต่างก็พยายามเจรจาต่อรองราคายากับบริษัทยามาโดยตลอด

ต่อมาก็กล่าวหาว่า คุณภาพยาที่เกิดจากการทำ CL จะไม่ดีเท่ายาต้นแบบของบริษัท ทั้งที่ยาชื่อสามัญที่องค์การเภสัชกรรมผลิตหรือนำเข้าจากอินเดีย ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานและรับรองจากองค์การอนามัยโลก ซึ่งแสดงว่ายาสามัญนั้นมีคุณภาพดีเทียบเท่ากับยาต้นตำหรับที่มีสิทธิบัตร

เมื่อหมดข้ออ้างในการตอบโต้ บริษัทยาจึงได้หาวิธีอื่น เพื่อแข่งขันกับยาราคาถูก และมีคุณภาพจากการทำ CL

เริ่มที่ บริษัทเมิร์ค ชาร์ป แอนด์ โดร์ม เจ้าของสิทธิบัตรยาเอฟฟาไวเรนซ์ ได้ประกาศลดราคายาเอฟฟาไวเรนซ์ลงทั่วโลกในประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่มีการระบาดอย่างรุนแรงของเอชไอวีซึ่งรวมถึงประเทศไทย จากเดิมที่ราคาต่อเดือน 1,500 บาท ลงมาอยู่ที่ 700 บาท เพื่อแข่งขันทางตลาดกับยาชื่อสามัญ ที่ไทยกำลังจะนำเข้าจากอินเดีย และผลิตได้โดยองค์การเภสัชกรรมซึ่งอยู่ที่ 650 บาทต่อเดือน

สำหรับบริษัทแอ๊บบอท ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรยาคาเรทตรา เลือกที่ใช้มาตรการการขอเพิกถอนการขึ้นทะเบียนยาใหม่กับ อย. เพื่อตอบโต้การทำ CLของรัฐบาล ซึ่งยาดังกล่าวมีทั้งหมด 7 ตัว ได้แก่

ยาคาเรทตาในรูปแบบใหม่ในชื่อ “อลูเวียร์”

ยาระงับปวดที่ชื่อ “บรูเฟ่น”

ยาฆ่าเชื้อโรค/ยาปฏิชีวนะ “แอบบอติก”

ยาป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดที่ชื่อ “คลีวารีน”

ยารักษาความดัน “ทาร์กา”

ยารักษาอาการข้อต่ออักเสบ “ฮูไมร่า”

ยาสำหรับผู้ป่วยโรคไต “เซมปลาร์

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าบริษัทแอ๊บบอตไม่ถอนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นมผง ยาลดความอ้วน ฯลฯ แต่ขอเพิกถอนเฉพาะตัวยาใหม่ๆ ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วย มาตรการที่แอ๊บบอตใช้ตอบโต้การทำ CL ของรัฐบาลไทย เป็นวิธีการที่ใช้คนไข้/ผู้ป่วยเป็นตัวประกัน โดยไม่สนใจว่าจะมีคนทุกข์ทรมานหรือเสียชีวิตเพราะความเจ็บป่วยเนื่องจากเข้าไม่ถึงยา

สร้างโดย: 
ด.ญ.ปาณิสรา กันทะวาด ม.1/8 เลขที่17 โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 71 คน กำลังออนไลน์