ส่วนประกอบ และ หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

รูปภาพของ pnp31495

ส่วนประกอบ และ หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็ว คอมพิวเตอร์มีบทบาทต่อชีวิตประชาชนโดยทั่วไปจนกล่าวได้ว่า ยุคนี้เป็นยุคของคอมพิวเตอร์ก็ว่าได้ ดังนั้นนักศึกษาจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มีผู้ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์หลายท่านด้วยกัน สุวิช แทนปั้น (2533:317) ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ว่า "คืออุปกรณ์อิเล็กทรอ นิกส์ อย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถรับข้อมูลและชุดคำสั่ง ซึ่งอยู่ในรูปแบบที่เครื่องสามารถรับได้ แล้วทำการคำนวณเคลื่อนย้ายข้อมูล ทำการเปรียบเทียบจนได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ" คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ทำงานแทนมนุษย์ในด้านการคิดคำนวณ และสามารถจำข้อมูลทั้งตัวเลขและตัวอักษรได้ เพื่อการเรียกใช้งานในครั้งต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถจัดการกับสัญญลักษณ์ได้ด้วยความเร็วสูง โดยปฏิบัติตามขั้นตอนของโปรแกรม (ยุพิน ไทยรัตทานนท์ อ้างใน กิดานันท์ มลิทอง, 2531:160) จึงกล่าวได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อใช้ประมวลผล โดยการรับข้อมูล และคำสั่งโดยอุปกรณ์รับข้อมูล นำข้อมูลต่าง ๆ ไปทำการประมวลผล ซึ่งได้แก่ การบันทึก เรียงลำดับ แยกประเภท คำนวณ สรุป ทำสำเนาหรือเรียกข้อมูลมาใช้ รวมถึงการส่งข้อมูลทางไกล เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลเสร็จ จะแสดงผลลัพธ์ทางหน่วยแสดงผลในรูปลักษณะต่าง ๆ ผ่านอุปกรณ์แสดงผล จากความหมายของคอมพิวเตอร์ จะเห็นได้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ มีขั้นตอนการทำงาน 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ

11.1.1 รับโปรแกรมและข้อมูล โปรแกรมในที่นี้หมายถึงชุดของคำสั่งที่จะให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เรียกว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่วนข้อมูลอาจจะเป็นตัวเลขหรือตัวหนังสือที่ต้องการให้คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผล
11.1.2 ทำการประมวลผล หมายถึงการจัดระเบียบแบบแผนของข้อมูล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งทำได้โดยการคำนวณ เปรียบเทียบวิเคราะห์โดยใช้สูตรทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์วิธีการเหล่านี้ ทำได้โดยอาศัยคำสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้น
11.1.3 แสดงผลลัพธ์ คือการนำผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลมาแสดงในรูปแบบต่าง ๆ โดยอาจจะแสดงทางจอภาพ บนกระดาษหรือวัสดุอื่น ๆ หรือจัดเก็บในแผ่นบันทึกข้อมูล (Diskette)

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์
ได้กล่าวมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องประมวลผล โดยพื้นฐานมาจากการคิด คำนวณ วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ มีมาอย่างต่อเนื่องพอลำดับที่สำคัญ ๆ ได้ดังนี้ เมื่อ 7,000 ปีมาแล้ว ชาวจีนคิดค้นประดิษฐ์ลูกคิดในการคำนวณ

พ.ศ. 2185 เบรส ปาสกาล (Blaise Pascal) นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสประดิษฐ์เครื่องบวกเลขแบบมีเฟืองหมุน
พ.ศ. 2343 ชาร์ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage) ชาวอังกฤษคิดเครื่องคำนวณที่สามารถรับคำสั่งและทำงานต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ เรียกว่า Difference Engine
พ.ศ. 2418 เฮอร์มาน ฮอลเลอริธ (Herman ollerith) นักสถิติชาวอเมริกัน ออกแบบบัตรสำหรับเจาะรู แทนการเขียนตัวเลข แล้วใช้เครื่องนับ อ่านรหัสที่เจาะด้วยไฟฟ้า ทำการแยกแยกและคำนวณผลลัพธ์ให้โดยใช้ในการสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกา
พ.ศ. 2439 ฮอลเลอริธ จัดตั้งบริษัทผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลด้วยบัตรเจาะรู ในปี 2467 บริษัทนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ไอ บี เอ็ม (IBM = International Business Machines Corporation)
พ.ศ. 2488 จอห์น ฟอน นอยมันน์ (John Von Neuman) คิดเครื่องคำนวณที่สามารถเก็บโปรแกรมคำสั่งไว้ภายในเครื่องแทนการควบคุมจากภายนอก ตั้งชื่อว่า ADVAC (แอดแวค) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่เก็บโปรแกรมในเครื่องได้ต่อมาบริษัทแรนด์ คอร์ปอเรชั่น (Rand Corporation) จึงผลิตคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในงานธุรกิจเครื่องแรกของโลกเรียกว่า UNIVAC I (Universal Automatic Computer I)

11.3 ยุคของคอมพิวเตอร์ มีการแบ่งยุคของคอมพิวเตอร์ ออกเป็น 4 ยุคด้วยกันได้แก่
ยุคที่ 1 (พ.ศ.2488-2501) จะใช้หลอดสูญญากาศเป็นอุปกรณ์สำคัญภาษาที่ใช้สั่ง คอมพิวเตอร์ให้ทำงานต้องใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลข ในปลายยุคนี้มีการนำเทปแม่เหล็กมาเก็บข้อมูลควบคู่กับบัตรเจาะรู หน่วยความจำหลักของคอมพิวเตอร์ในปลายยุคนี้ทำด้วยวงแหวนแม่เหล็กขนาดเล็ก หน่วยความจำหลักนี้จะเก็บข้อมูลเฉพาะการประมวลผล ถ้าต้องการเก็บข้อมูลถาวรต้องบันทึกด้วยบัตรเจาะรู
ยุคที่ 2 (พ.ศ.2502-2506) ยุคนี้จะใช้ทรานซีสเตอร์ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทนหลอดสูญญากาศ ในยุคนี้มีการใช้ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ คำย่อเป็นคำสั่งแทนรหัสตัวเลข ในปี พ.ศ.2505 มีการนำเอาชุดจานแม่เหล็กที่ถอดเปลี่ยนได้มาบันทึกข้อมูลแทนการใช้แถบแม่เหล็ก
ยุคที่ 3 (พ.ศ.2507-2512) ยุคนี้จะใช้วงจรไอซี ซึ่งเป็นการบรรจุวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จำนวนมากบนแผ่นซิลิกอนเล็ก ๆ แทนการใช้ทรานซิสเตอร์เล็ก ๆ ซึ่งทำให้มีความเที่ยงตรงในการทำงานสูง มีความเร็วในการทำงานสูงขึ้นราคาถูกและกินไฟน้อย
ยุคที่ 4 (พ.ศ.2513 ถึงปัจจุบัน) จากวงจรไอซี ต่อมาในปี พ.ศ.2513 ได้มีการพัฒนาแอลเอสไอ (LSI = Large Scale Integration Circuit) ทำให้สามารถบรรจุวงจรทรานซีสเตอร์จำนวนหลายพันตัวลงบนแผ่นซิลิกอนขนาด 1/6 ตารางนิ้ว ในปี พ.ศ.2518 สามารถเพิ่มวงจรหลายหมื่นวงจรบนแผ่นซิลิกอนขนาดเท่าเดิม เรียกว่า วีแอลเอสไอ (VLSI = Very Large Scale Integration Circuit) ทำให้ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลง  ภาพแสดงวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์

11.4 ประเภทของคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้
11.4.1 ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) บางครั้งเรียกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC = Personal Computer ) เป็นคอมพิวเตอร์หรือพีซีขนาดเล็ก ปัจจุบันมีการพัฒนาไปอย่างมากสามารถทำงานได้รวดเร็ว และมีหน่วยความจำสูง ไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันเกือบกล่าวได้ว่ามีความสามารถเท่าหรือมากกว่าเมนเฟรมเมื่อ 20 ปีก่อน 11.4.2 มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer) มีความสามารถในการทำงานสูงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ มักใช้ในกิจการขนาดย่อม เช่น โรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล สถานศึกษา
11.4.3 เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe computer) เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ มีอุปกรณ์ต่อพ่วงมาก เมนเฟรมคอมพิวเตอร์บางแห่งมีสถานีงาน (workstation) หรือ เครื่องปลายทาง (terminal) มากกว่า 100 แห่ง มักใช้กับกิจการขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร ในการเก็บข้อมูลลูกค้า การเบิกจ่ายเงินเอทีเอ็ม (ATM = Automatic Teller Machine) สายการบิน ในการบันทึกการบิน การสำรองที่นั่ง ฯลฯ

Link : http://www.nrru.ac.th/preelearning/rungrot/images/pic62.jpg

ระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ จะทำงานได้ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ 3 ส่วน ด้วยกันได้แก่ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟแวร์ (Software) และ บุคลากร (Peopleware)

11.5.1 ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบเข้าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งแบ่งลักษณะการทำงานได้ 4 หน่วยคือ
1) หน่วยรับโปรแกรมข้อมูล (Input Unit) หน่วยนี้จะรับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ อาจจะโดยแป้นพิมพ์ (Keyboard) เมาส์ (Mouse) หรือก้านควบคุม (Joystick) เป็นต้น
2) หน่วยประมวลผลกลาง (CPU = Central Processing Unit) ทำหน้าที่นำข้อมูลที่ได้รับมาประมวลผลตามคำสั่งของโปรแกรม และส่งผลลัพธ์ออกที่หน่วยแสดงผล หน่วยประมวลกลางแบ่งออกได้เป็น 2 หน่วยคือ
ก. หน่วยควบคุม (Control Unit) ทำหน้าที่ประสานงานและควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์
ข. หน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU = Arithmetic and Logic Unit) ทำหน้าที่คำนวณทางเลขคณิต และเปรียบเทียบตรรกะเพื่อการตัดสินใจ
3) หน่วยความจำ (Memory หรือ Storage Unit) เป็นที่เก็บโปรแกรมข้อมูลและผลลัพธ์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปจะใช้จำนวนไบท์ (Byte) ซึ่งเท่ากับ 1 ตัวอักขระ (Character) บอกขนาดหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์

1 bit  = หน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูล
8 bit = 1 byte (1 character = 1 ตัวอักขระ)
1,024 bytes = 1 KB (kilobyte)
2 ยกกำลัง 20 KB  = 1 MB (Megabyte = 1,048,576 bytes)

ประเภทของหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
ก. หน่วยความจำหลัก (primary storage) อยู่ภายในเครื่องโดยแบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญดังนี้ - รอม (ROM = Read Only Memory) เป็นหน่วยความจำที่จะถูกอ่านได้อย่างเดียว โปรแกรมจะอยู่ในเครื่องโดยถาวร - แรม (RAM = Random access Memory) เป็นหน่วยความจำที่ใช้จดจำข้อมูลและคำสั่งขณะทำงาน เมื่อปิดเครื่องข้อมูลและโปรแกรมที่อยู่ในส่วนความจำนี้จะลบหายไป
ข. หน่วยความจำรอง (Secondary storage) เนื่องจากผลลัพธ์หรือโปรแกรมบางโปรแกรมการเก็บจะกินเนื้อที่มาก ดังนั้นจึงมีการเก็บไว้ภายนอกเครื่อง เช่น แผ่นบันทึก (Floppy Disc) หรือจานแม่เหล็ก (Hard disc)
4) หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลจากการประมวลผล โดยอาจจะแสดงผลจากการประมวล โดยอาจจะแสดงผลให้เห็นทางจอภาพ (Monitor) เครื่องพิมพ์ (Printer) เครื่องขับจานแม่เหล็ก (Disk drive) เป็นต้น

11.5.2 ซอฟแวร์ (Software) คือ โปรแกรมที่เขียนขึ้น เพื่อกำหนดให้ฮาร์ดแวร์ของระบบคอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการ โดยซอฟแวร์ตัวหนึ่ง ๆ อาจจะประกอบด้วยโปรแกรมหลายโปรแกรม เกี่ยวเนื่องและตัวโปรแกรมต้องประกอบด้วย คำสั่งที่จะสั่งให้ส่วนต่าง ๆ ของฮาร์ดแวร์ทำงาน โดยอาจจะแบ่งซอฟแวร์ตามหน้าที่ของการทำงานดังนี้

ระบบปฏิบัติงาน (OS = Operating System) โปรแกรมแปลภาษา (Compiler or interpreter) โปรแกรมประยุกต์ (application program) โปรแกรมสำเร็จ (Package)

11.5.3 บุคลากร (Peopleware) การทำงานของคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีบุคลากร ในการควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ และจัดทำโปรแกรมซึ่งแบ่งออกได้เป็น
1) พนักงานเตรียมข้อมูล (data entry operator) ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลลงในอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น บัตรเจาะรู เทปแม่เหล็ก ฯลฯ
2) พนักงานควบคุมคอมพิวเตอร์ (computer operator) ทำหน้าที่บรรจุโปรแกรมและข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เตรียมและติดตั้งอุปกรณ์ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ตรวจสอบ/แก้ไข การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์
3) นักโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (programmer) เขียนโปรแกรมที่จะสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ
4) นักวิเคราะห์ระบบ (systerm analysis) มีหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบงานที่จะนำคอมพิวเตอร์เข้าไปใช้

คอมพิวเตอร์ทางการศึกษา
ดังกล่าวแล้วว่า จากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การนำมาใช้งานในวงการธุรกิจ การแพทย์ การทหาร หรือการศึกษาเป็นไปอย่างกว้างขวาง

11.6.1 ลักษณะของคอมพิวเตอร์ทางการศึกษา ในด้านการศึกษา อาจจะกล่าวได้ว่ามีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ใน 2 ลักษณะดังนี้ คือ
1) ลักษณะที่เป็นเครื่องช่วยสอน(Computer - assisted Instruction หรือ CAI) เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในลักษณะของการเรียนการสอนโดยตรงในรูปแบบต่าง ๆ กัน
2) ลักษณะที่เป็นเครื่องช่วยจัดการบริหารการเรียนการสอน (Computer - managed Instruction) เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานด้านต่าง ๆ ที่สนับสนุนการเรียนการสอน เช่นการบริหารด้านการเงิน พัสดุ บัญชี ทะเบียน ฯลฯ หรืองานห้องสมุด งานวิจัย งานวัด ประเมินผล เป็นต้น

บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์ (2531:3) ได้กล่าวถึงการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในลักษณะการใช้งานต่าง ๆ ไว้ดังนี้
1) งานบริหาร (Administrative application) เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานด้านต่าง ๆ เช่น การเงิน ธุรการ ทะเบียน สารบรรณ เป็นต้น
2) งานหลักสูตร (Curriculum planning application) เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ในการนำมาใช้ในการปรับปรุงหลักสูตร
3) งานห้องสมุด (Library application) คอมพิวเตอร์จะสามารถนำมาใช้ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ วารสาร ตำรา ทะเบียนหนังสือ ตลอดจนการใช้งานห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ที่การอ่านศึกษาค้นคว้าได้โดยคอมพิวเตอร์แทนเอกสารตำราโดยตรง
4) งานพัฒนาวิชาชีพ (Professional Development application) ช่วยให้ครูมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อนำไปพัฒนาการเรียนการสอน
5) งานวิจัย (Research application) ช่วยในการเก็บบันทึกข้อมูล ประมวลผลและแปลผลข้อมูล
6) งานแนะแนวและงานบริการพิเศษอื่น ๆ (Guidance and special service applications) ช่วยในการเก็บระเบียนประวัตินักเรียน พฤติกรรมนักเรียน รวบรวมคะแนนสอบ มาตรฐานต่าง ๆ ฯลฯ
7) งานทดสอบ (Testing application) ช่วยในการสร้างข้อทดสอบ วิเคราะห์และประเมินผลการเรียน ฯลฯ
8) อุปกรณ์ช่วยสอน (Instructional application) เป็นการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ร่วมกับโสตทัศนูปกรณ์อื่น ๆ ในด้านการเรียนการสอนในชั้น เช่น การใช้ร่วมกับ วีดีโอโปรเจคเตอร์ ฯลฯ
9) งานการเรียนการสอนในชั้น หรือคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer - assisted instruction) เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์ไปใช้งานในด้านการเรียนการสอนชั้นเรียนโดยตรง

ส่วนประกอบ และ หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็ว คอมพิวเตอร์มีบทบาทต่อชีวิตประชาชนโดยทั่วไปจนกล่าวได้ว่า ยุคนี้เป็นยุคของคอมพิวเตอร์ก็ว่าได้ ดังนั้นนักศึกษาจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เพื่อให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มีผู้ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์หลายท่านด้วยกัน สุวิช แทนปั้น (2533:317) ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ว่า "คืออุปกรณ์อิเล็กทรอ นิกส์ อย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถรับข้อมูลและชุดคำสั่ง ซึ่งอยู่ในรูปแบบที่เครื่องสามารถรับได้ แล้วทำการคำนวณเคลื่อนย้ายข้อมูล ทำการเปรียบเทียบจนได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ" คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ทำงานแทนมนุษย์ในด้านการคิดคำนวณ และสามารถจำข้อมูลทั้งตัวเลขและตัวอักษรได้ เพื่อการเรียกใช้งานในครั้งต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถจัดการกับสัญญลักษณ์ได้ด้วยความเร็วสูง โดยปฏิบัติตามขั้นตอนของโปรแกรม (ยุพิน ไทยรัตทานนท์ อ้างใน กิดานันท์ มลิทอง, 2531:160) จึงกล่าวได้ว่าคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อใช้ประมวลผล โดยการรับข้อมูล และคำสั่งโดยอุปกรณ์รับข้อมูล นำข้อมูลต่าง ๆ ไปทำการประมวลผล ซึ่งได้แก่ การบันทึก เรียงลำดับ แยกประเภท คำนวณ สรุป ทำสำเนาหรือเรียกข้อมูลมาใช้ รวมถึงการส่งข้อมูลทางไกล เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลเสร็จ จะแสดงผลลัพธ์ทางหน่วยแสดงผลในรูปลักษณะต่าง ๆ ผ่านอุปกรณ์แสดงผล จากความหมายของคอมพิวเตอร์ จะเห็นได้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ มีขั้นตอนการทำงาน 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ

11.1.1 รับโปรแกรมและข้อมูล โปรแกรมในที่นี้หมายถึงชุดของคำสั่งที่จะให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เรียกว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่วนข้อมูลอาจจะเป็นตัวเลขหรือตัวหนังสือที่ต้องการให้คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผล
11.1.2 ทำการประมวลผล หมายถึงการจัดระเบียบแบบแผนของข้อมูล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ซึ่งทำได้โดยการคำนวณ เปรียบเทียบวิเคราะห์โดยใช้สูตรทางวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์วิธีการเหล่านี้ ทำได้โดยอาศัยคำสั่งหรือโปรแกรมที่เขียนขึ้น
11.1.3 แสดงผลลัพธ์ คือการนำผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลมาแสดงในรูปแบบต่าง ๆ โดยอาจจะแสดงทางจอภาพ บนกระดาษหรือวัสดุอื่น ๆ หรือจัดเก็บในแผ่นบันทึกข้อมูล (Diskette)

วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์
ได้กล่าวมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องประมวลผล โดยพื้นฐานมาจากการคิด คำนวณ วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์ มีมาอย่างต่อเนื่องพอลำดับที่สำคัญ ๆ ได้ดังนี้ เมื่อ 7,000 ปีมาแล้ว ชาวจีนคิดค้นประดิษฐ์ลูกคิดในการคำนวณ

พ.ศ. 2185 เบรส ปาสกาล (Blaise Pascal) นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสประดิษฐ์เครื่องบวกเลขแบบมีเฟืองหมุน
พ.ศ. 2343 ชาร์ลส์ แบบเบจ (Charles Babbage) ชาวอังกฤษคิดเครื่องคำนวณที่สามารถรับคำสั่งและทำงานต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ เรียกว่า Difference Engine
พ.ศ. 2418 เฮอร์มาน ฮอลเลอริธ (Herman ollerith) นักสถิติชาวอเมริกัน ออกแบบบัตรสำหรับเจาะรู แทนการเขียนตัวเลข แล้วใช้เครื่องนับ อ่านรหัสที่เจาะด้วยไฟฟ้า ทำการแยกแยกและคำนวณผลลัพธ์ให้โดยใช้ในการสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกา
พ.ศ. 2439 ฮอลเลอริธ จัดตั้งบริษัทผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลด้วยบัตรเจาะรู ในปี 2467 บริษัทนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ไอ บี เอ็ม (IBM = International Business Machines Corporation)
พ.ศ. 2488 จอห์น ฟอน นอยมันน์ (John Von Neuman) คิดเครื่องคำนวณที่สามารถเก็บโปรแกรมคำสั่งไว้ภายในเครื่องแทนการควบคุมจากภายนอก ตั้งชื่อว่า ADVAC (แอดแวค) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่เก็บโปรแกรมในเครื่องได้ต่อมาบริษัทแรนด์ คอร์ปอเรชั่น (Rand Corporation) จึงผลิตคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในงานธุรกิจเครื่องแรกของโลกเรียกว่า UNIVAC I (Universal Automatic Computer I)

11.3 ยุคของคอมพิวเตอร์ มีการแบ่งยุคของคอมพิวเตอร์ ออกเป็น 4 ยุคด้วยกันได้แก่
ยุคที่ 1 (พ.ศ.2488-2501) จะใช้หลอดสูญญากาศเป็นอุปกรณ์สำคัญภาษาที่ใช้สั่ง คอมพิวเตอร์ให้ทำงานต้องใช้ภาษาเครื่องซึ่งเป็นรหัสตัวเลข ในปลายยุคนี้มีการนำเทปแม่เหล็กมาเก็บข้อมูลควบคู่กับบัตรเจาะรู หน่วยความจำหลักของคอมพิวเตอร์ในปลายยุคนี้ทำด้วยวงแหวนแม่เหล็กขนาดเล็ก หน่วยความจำหลักนี้จะเก็บข้อมูลเฉพาะการประมวลผล ถ้าต้องการเก็บข้อมูลถาวรต้องบันทึกด้วยบัตรเจาะรู
ยุคที่ 2 (พ.ศ.2502-2506) ยุคนี้จะใช้ทรานซีสเตอร์ซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แทนหลอดสูญญากาศ ในยุคนี้มีการใช้ภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ คำย่อเป็นคำสั่งแทนรหัสตัวเลข ในปี พ.ศ.2505 มีการนำเอาชุดจานแม่เหล็กที่ถอดเปลี่ยนได้มาบันทึกข้อมูลแทนการใช้แถบแม่เหล็ก
ยุคที่ 3 (พ.ศ.2507-2512) ยุคนี้จะใช้วงจรไอซี ซึ่งเป็นการบรรจุวงจรอิเล็กทรอนิกส์ จำนวนมากบนแผ่นซิลิกอนเล็ก ๆ แทนการใช้ทรานซิสเตอร์เล็ก ๆ ซึ่งทำให้มีความเที่ยงตรงในการทำงานสูง มีความเร็วในการทำงานสูงขึ้นราคาถูกและกินไฟน้อย
ยุคที่ 4 (พ.ศ.2513 ถึงปัจจุบัน) จากวงจรไอซี ต่อมาในปี พ.ศ.2513 ได้มีการพัฒนาแอลเอสไอ (LSI = Large Scale Integration Circuit) ทำให้สามารถบรรจุวงจรทรานซีสเตอร์จำนวนหลายพันตัวลงบนแผ่นซิลิกอนขนาด 1/6 ตารางนิ้ว ในปี พ.ศ.2518 สามารถเพิ่มวงจรหลายหมื่นวงจรบนแผ่นซิลิกอนขนาดเท่าเดิม เรียกว่า วีแอลเอสไอ (VLSI = Very Large Scale Integration Circuit) ทำให้ขนาดของคอมพิวเตอร์เล็กลง  ภาพแสดงวิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์

11.4 ประเภทของคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้
11.4.1 ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) บางครั้งเรียกว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC = Personal Computer ) เป็นคอมพิวเตอร์หรือพีซีขนาดเล็ก ปัจจุบันมีการพัฒนาไปอย่างมากสามารถทำงานได้รวดเร็ว และมีหน่วยความจำสูง ไมโครคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันเกือบกล่าวได้ว่ามีความสามารถเท่าหรือมากกว่าเมนเฟรมเมื่อ 20 ปีก่อน 11.4.2 มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer) มีความสามารถในการทำงานสูงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ มักใช้ในกิจการขนาดย่อม เช่น โรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล สถานศึกษา
11.4.3 เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe computer) เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ มีอุปกรณ์ต่อพ่วงมาก เมนเฟรมคอมพิวเตอร์บางแห่งมีสถานีงาน (workstation) หรือ เครื่องปลายทาง (terminal) มากกว่า 100 แห่ง มักใช้กับกิจการขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร ในการเก็บข้อมูลลูกค้า การเบิกจ่ายเงินเอทีเอ็ม (ATM = Automatic Teller Machine) สายการบิน ในการบันทึกการบิน การสำรองที่นั่ง ฯลฯ

Link : http://www.nrru.ac.th/preelearning/rungrot/images/pic62.jpg

ระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ จะทำงานได้ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบต่างๆ 3 ส่วน ด้วยกันได้แก่ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟแวร์ (Software) และ บุคลากร (Peopleware)

11.5.1 ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบเข้าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งแบ่งลักษณะการทำงานได้ 4 หน่วยคือ
1) หน่วยรับโปรแกรมข้อมูล (Input Unit) หน่วยนี้จะรับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ อาจจะโดยแป้นพิมพ์ (Keyboard) เมาส์ (Mouse) หรือก้านควบคุม (Joystick) เป็นต้น
2) หน่วยประมวลผลกลาง (CPU = Central Processing Unit) ทำหน้าที่นำข้อมูลที่ได้รับมาประมวลผลตามคำสั่งของโปรแกรม และส่งผลลัพธ์ออกที่หน่วยแสดงผล หน่วยประมวลกลางแบ่งออกได้เป็น 2 หน่วยคือ
ก. หน่วยควบคุม (Control Unit) ทำหน้าที่ประสานงานและควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์
ข. หน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU = Arithmetic and Logic Unit) ทำหน้าที่คำนวณทางเลขคณิต และเปรียบเทียบตรรกะเพื่อการตัดสินใจ
3) หน่วยความจำ (Memory หรือ Storage Unit) เป็นที่เก็บโปรแกรมข้อมูลและผลลัพธ์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปจะใช้จำนวนไบท์ (Byte) ซึ่งเท่ากับ 1 ตัวอักขระ (Character) บอกขนาดหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์

1 bit  = หน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูล
8 bit = 1 byte (1 character = 1 ตัวอักขระ)
1,024 bytes = 1 KB (kilobyte)
2 ยกกำลัง 20 KB  = 1 MB (Megabyte = 1,048,576 bytes)

ประเภทของหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่
ก. หน่วยความจำหลัก (primary storage) อยู่ภายในเครื่องโดยแบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญดังนี้ - รอม (ROM = Read Only Memory) เป็นหน่วยความจำที่จะถูกอ่านได้อย่างเดียว โปรแกรมจะอยู่ในเครื่องโดยถาวร - แรม (RAM = Random access Memory) เป็นหน่วยความจำที่ใช้จดจำข้อมูลและคำสั่งขณะทำงาน เมื่อปิดเครื่องข้อมูลและโปรแกรมที่อยู่ในส่วนความจำนี้จะลบหายไป
ข. หน่วยความจำรอง (Secondary storage) เนื่องจากผลลัพธ์หรือโปรแกรมบางโปรแกรมการเก็บจะกินเนื้อที่มาก ดังนั้นจึงมีการเก็บไว้ภายนอกเครื่อง เช่น แผ่นบันทึก (Floppy Disc) หรือจานแม่เหล็ก (Hard disc)
4) หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลจากการประมวลผล โดยอาจจะแสดงผลจากการประมวล โดยอาจจะแสดงผลให้เห็นทางจอภาพ (Monitor) เครื่องพิมพ์ (Printer) เครื่องขับจานแม่เหล็ก (Disk drive) เป็นต้น

11.5.2 ซอฟแวร์ (Software) คือ โปรแกรมที่เขียนขึ้น เพื่อกำหนดให้ฮาร์ดแวร์ของระบบคอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการ โดยซอฟแวร์ตัวหนึ่ง ๆ อาจจะประกอบด้วยโปรแกรมหลายโปรแกรม เกี่ยวเนื่องและตัวโปรแกรมต้องประกอบด้วย คำสั่งที่จะสั่งให้ส่วนต่าง ๆ ของฮาร์ดแวร์ทำงาน โดยอาจจะแบ่งซอฟแวร์ตามหน้าที่ของการทำงานดังนี้

ระบบปฏิบัติงาน (OS = Operating System) โปรแกรมแปลภาษา (Compiler or interpreter) โปรแกรมประยุกต์ (application program) โปรแกรมสำเร็จ (Package)

11.5.3 บุคลากร (Peopleware) การทำงานของคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีบุคลากร ในการควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ และจัดทำโปรแกรมซึ่งแบ่งออกได้เป็น
1) พนักงานเตรียมข้อมูล (data entry operator) ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลลงในอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น บัตรเจาะรู เทปแม่เหล็ก ฯลฯ
2) พนักงานควบคุมคอมพิวเตอร์ (computer operator) ทำหน้าที่บรรจุโปรแกรมและข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ เตรียมและติดตั้งอุปกรณ์ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ ตรวจสอบ/แก้ไข การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์
3) นักโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (programmer) เขียนโปรแกรมที่จะสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานต่าง ๆ ตามต้องการ
4) นักวิเคราะห์ระบบ (systerm analysis) มีหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบงานที่จะนำคอมพิวเตอร์เข้าไปใช้

คอมพิวเตอร์ทางการศึกษา
ดังกล่าวแล้วว่า จากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การนำมาใช้งานในวงการธุรกิจ การแพทย์ การทหาร หรือการศึกษาเป็นไปอย่างกว้างขวาง

11.6.1 ลักษณะของคอมพิวเตอร์ทางการศึกษา ในด้านการศึกษา อาจจะกล่าวได้ว่ามีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ใน 2 ลักษณะดังนี้ คือ
1) ลักษณะที่เป็นเครื่องช่วยสอน(Computer - assisted Instruction หรือ CAI) เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในลักษณะของการเรียนการสอนโดยตรงในรูปแบบต่าง ๆ กัน
2) ลักษณะที่เป็นเครื่องช่วยจัดการบริหารการเรียนการสอน (Computer - managed Instruction) เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานด้านต่าง ๆ ที่สนับสนุนการเรียนการสอน เช่นการบริหารด้านการเงิน พัสดุ บัญชี ทะเบียน ฯลฯ หรืองานห้องสมุด งานวิจัย งานวัด ประเมินผล เป็นต้น

บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์ (2531:3) ได้กล่าวถึงการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในลักษณะการใช้งานต่าง ๆ ไว้ดังนี้
1) งานบริหาร (Administrative application) เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานด้านต่าง ๆ เช่น การเงิน ธุรการ ทะเบียน สารบรรณ เป็นต้น
2) งานหลักสูตร (Curriculum planning application) เป็นการใช้คอมพิวเตอร์ในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ในการนำมาใช้ในการปรับปรุงหลักสูตร
3) งานห้องสมุด (Library application) คอมพิวเตอร์จะสามารถนำมาใช้ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับ วารสาร ตำรา ทะเบียนหนังสือ ตลอดจนการใช้งานห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ที่การอ่านศึกษาค้นคว้าได้โดยคอมพิวเตอร์แทนเอกสารตำราโดยตรง
4) งานพัฒนาวิชาชีพ (Professional Development application) ช่วยให้ครูมีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อนำไปพัฒนาการเรียนการสอน
5) งานวิจัย (Research application) ช่วยในการเก็บบันทึกข้อมูล ประมวลผลและแปลผลข้อมูล
6) งานแนะแนวและงานบริการพิเศษอื่น ๆ (Guidance and special service applications) ช่วยในการเก็บระเบียนประวัตินักเรียน พฤติกรรมนักเรียน รวบรวมคะแนนสอบ มาตรฐานต่าง ๆ ฯลฯ
7) งานทดสอบ (Testing application) ช่วยในการสร้างข้อทดสอบ วิเคราะห์และประเมินผลการเรียน ฯลฯ
8) อุปกรณ์ช่วยสอน (Instructional application) เป็นการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ร่วมกับโสตทัศนูปกรณ์อื่น ๆ ในด้านการเรียนการสอนในชั้น เช่น การใช้ร่วมกับ วีดีโอโปรเจคเตอร์ ฯลฯ
9) งานการเรียนการสอนในชั้น หรือคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer - assisted instruction) เป็นการนำเอาคอมพิวเตอร์ไปใช้งานในด้านการเรียนการสอนชั้นเรียนโดยตรง

ส่วนประกอบภายในของคอมพิวเตอร์

ภายในตัวเครื่อง หรือที่เรียกว่า เคส ( Case ) จะประกอบด้วย

o หม้อแปลงไฟฟ้า ( Power Supply ) ทำหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสสลับเป็น ไฟฟ้ากระแสตรง โดยมีพัดลมเพื่อระบายความร้อนในเครื่อง

o เมนบอร์ด ( Mainboard ) เป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หลัก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายใน เช่น หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำ การ์ดต่างๆ

o หน่วยประมวลผลกลาง เรียกว่า ซีพียู ( CPU : Central Processing Unit )หรือ เรียกว่า โปรเซสเซอร์ ( Processor ) เปรียบเสมือนสมองของคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูล และควบคุมการโอนย้ายข้อมูล ระหว่างส่วนต่างๆ ในเครื่อง

o หน่วยความจำ หรือที่เรียกว่า แรม ( RAM : Random Access Memory )เป็นแหล่งเก็บข้อมูลชั่วคราวที่ถูกนำมาใช้ในการประมวลผล

o การ์ด ( Card ) เป็นแผลวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ขยายความสามารถของคอมพิวเตอร์ เช่น การ์ดแสดงผล หรือ Video Cardทำหน้าที่นำข้อมูลไปแสดงผลออกทางจอภาพ

o ฮาร์ดดิสก์ ( Harddisk ) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลต่างๆ ที่เราต้องการเก็บไว้ โดยขนาดความจุของฮาร์ดดิสก์ จะถูกวัดเป็นหน่วยไบต์ เช่น 1 เมกะไบต์

o เครื่องอ่านเขียนแผ่นดิสก์ ( Floppy Disk Drive ) ใช้สำหรับอ่านแผ่นดิสก์ ที่สามารถบรรจุข้อมูลได้ 1.44 เมกะไบต์

o เครื่องอ่านแผ่นซีดี ( CD - ROM Drive ) ใช้อ่านแผ่น ซีดีรอม โดย ซีดีรอม หนึ่งแผ่น สามารถบรรจุข้อมูลได้ 700 เมกะไบต์

การ์ดแสดงผล (Video Adapter Card)
 
การ์ดแสดงผลหรือที่เมื่อสมัยก่อนเรียกว่า “VGA Card” ทำหน้าที่แปลงข้อมูลที่เก็บอยู่ในรูปแบบ ดิจิตอลให้เป็นสัญญาณภาพแล้วนำไปแสดงผลที่จอมอนิเตอร์ ในอดีตนั้นใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนมากในการผลิตการ์ดจอ แต่ปัจจุบันต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้นในการผลิตเพื่อทำ ให้มีประสิทธิภาพในการแสดงผลได้เร็วขึ้น และรองรับภาพ 3 มิติได้ดี ปัจจุบันเราอาจเรียกการ์ดแสดงผลนี้ว่า “Graphic Card”
 
ประเภทบัสของ การ์ดแสดงผล
1. PCI เป็นบัสแบบ 32 บิตทำงานที่ความถี่ของสัญญาณนาฬิกา 33 MHz ให้อัตราการรับส่งข้อมูลเป็น 4 ไบต์ (32 บิต) x 33 MHz = 133 MB/sec เป็น บัสรุ่นแรกๆที่เอามาใช้งาน
2. AGP ทำงานที่ความถี่ของสัญญาณนาฬิกา 66 MHz ให้อัตราการรับส่งข้อมูลเป็น 4 ไบต์ (32 บิต) x 66 MHz = 266 MB/secสำหรับ AGP 1x ถ้าเป็น AGP 8x จะให้อัตราการรับส่งข้อมูลที่สูงถึง (266 x 8) หรือประมาณ 2 GB/s
3. PCI-Express เป็นบัสที่ทำงานแบบ Serial และสามารถเลือกใช้ความเร็วมากน้อยตามต้องการได้ โดยแบ่งออกเป็นช่องสัญญาณ (channel) หรือ lane ของ PCI ทำงานที่ความถี่ของสัญญาณนาฬิกา 2.5 GHz ซึ่งจะมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลแต่ละทิศทาง 250 MB/sec และรวมสองทาง (Full-Duplex) สูงถึง 500 MB/sec สำหรับ PCI Express 1x
ถ้าเป็น PCI Express 32x ก็จะรับส่งข้อมูลได้ถึง 16 GB/sec
 
โครงสร้างและการทำงานของการ์ดแสดงผล
การ์ดแสดงผล จะมีหน้าที่หลักในการรับข้อมูลดิจิตอลมาแปลงเป็นสัญญาณอนาล็อก เพื่อส่งออกไปแสดงผลยังหน้าจอ โดยสามารถแบ่งการทำงานของมันได้เป็น 2 โหมด คือ 1. โหมดตัวอักษร เช่น การทำงานบน DOS 2. โหมดกราฟิก เช่นระบบปฏิบัติการในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งบนการ์ดจะมีส่วนประกอบพื้นฐานคือ
 
1. ส่วนเชื่อมต่อกับระบบบัส : เป็นส่วนที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อเพื่อส่งข้อมูลกับหน่วยความจำหลัก โดยผ่านระบบบัสบนเมนบอร์ด
2. ชิปกราฟิก : เป็นหน่วยประมวลผลทางด้านกราฟิกของการ์ดแสดงผล
3. วิดิโอแรม : เป็นส่วนประกอบที่ใช้เก็บข้อมูลภาพที่จะนำไปแสดงผล
4. วงจรแปลงสัญญาณดิจิตอล – อนาล็อก :


จอภาพ Monitor
 
แบ่งออก ได้เป็น 2 ประเภท
 
1.จอภาพแบบ CRT 
2.จอภาพแบบ LCD
 
จอภาพแบบ CRT(Cathode Ray Tube) เป็นจอภาพชนิดเดียวกับจอทีวี โดยมีอุปกรณ์ต่างๆดังนี้
 
1.ปีนยิงอิเล็กตรอน ใช้ยิงอิเล็กตรอนไปยังจอรับภาพ
2.แหนบแม่เหล็ก ใช้เบียนเบนอิเล็กตรอนให้ไปตกลงบนจอรับภาพในตำแหน่งที่ต้องการ
3.หน้ากาก ทำให้อิเล็กตรอนที่ถูกยิงออกมามีความแม่นยำในการตกกระทบบนจอภาพ ไดมากขึ้น
4.สารเรืองแสง เป้นสารเคมีที่เคลือบบนผิวจอรับภาพ จะเรืองแสงเมื่อมีอิเล็กตรอนตกกระทบ
 
จอภาพแบบ LCD Liquid Crystal (ผลึกเหลว) 
 
ถูกคิดค้นขึ้นมาโดย Austrian Botanist Fredreich Rheinizer ในปี ค.ศ.1888 ซึ่ง Liquid Crystal นี้จะมีคุณสมบัติที่ไม่เป็นทั้งของแข็ง
 
และของเหลว คล้ายกับน้ำสบู่ ต่อมาราวกลางปี ค.ศ.1960 ได้มีนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองแสดงให้เห็นถึงผลของการเปลี่ยนแปลงของแสงที่วิ่งผ่าน Liquid Crystal
 
เมื่อทำการป้อนกระแสไฟฟ้าเข้าไป
 
เมื่อมีการทดลองเช่นนั้น ทำให้ช่วงปลายปี ค.ศ.1960 ก็ได้มีต้นแบบรุ่นแรกของจอ LCD แต่ทว่าก็ยังไม่สามารถที่จะผลิตออกสู่ตลาดได้จริง จนกระทั่งต่อมาสถาบันวิจัย British Research ก็ได้นำเสนอ Liquid Crystal ที่มีนามว่า Bipheny1 ซึ่งนั่นก็ทำให้สามารถนำมาผลิตหน้าจอ LCD ออกสู่ตลาดได้จริงในที่สุด
 
หลักการพื้นฐานก็คือการไปบังคับให้หยดของ Liquid Crystal (ผลึกเหลว) ซึ่งมีแผ่นแก้วกักเอาไว้ ให้ไปปิดรูช่องแสงที่ถูกฉายมาจากด้านหลังของหน้าจอ ก่อให้เกิดการแสดงผลเป็นตัวอักษร หรือตัวเลขในรูปแบบต่างๆ ได้ตามต้องการ ซึ่งหน้าจอมือถือก็จะประกอบไปด้วยรูเล็กๆ เหล่านี้นับร้อยนับพันรูแล้วแต่ขนาดของหน้าจอแต่ละอันนั่น เอง
 
จุดเด่นของหน้าจอ LCD ขาว-ดำ แบบเดิมๆ หรือเรียกอีกอย่างว่าหน้าจอแบบ Monochrome คือใช้พลังงานน้อย แต่กลับให้การแสดงผลที่ชัดเจน ซึ่งหน้าจอแบบนี้ก็ใช้กันอย่างแพร่หลายกับมือถือรุ่นเก่าๆ ก่อนที่จะมาเป็นจอสี
 
กระบวนการผลิต LCD นั้นมีอยู่หลากหลายวิธี แต่ที่นิยมกันมากที่สุดคือวิธีให้เกิดภาพจากที่เกิดจากเส้นแรงการบิดตัวของของเหลว (Field Effect Twisted Nematic
 
Liquid Display : TNFE)
 
องค์ประกอบที่สำคัญของ LCD คงหนีไม่พ้น Liquid Crystal ซึ่งเป็นวัตถุที่มีโครงสร้างโมเลกุลในลักษณะเกาะกลุ่มทำมุมที่แตกต่างกัน 3 มุม (3 สถานะ) ดังนี้คือ
1. สถานะ Crystalline (เส้นผลึก) หรือ Solid State (ทึบแสง) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพที่มีอุณหภูมิต่ำ
2. สถานะ Isotropic (สามมิติ) หรือ Liquid State (โปร่งแสง) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพที่มีอุณหภูมิสูง
3. สถานะ Nematic State ซึ่งเป็นสถานะที่เกิดขึ้นระหว่างสถานะ Crystalline กับ Isotropic หรืออีกนัยหนึ่งก็คืออยู่ระหว่างสถานะที่มีอุณหภูมิต่ำ (ทึบแสง)
และอุณหภูมิสูง (โปร่งแสง) นั่นเอง
ส่วนประกอบและโครงสร้างของ LCD
จอภาพ LCD ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นอุปกรณ์ที่มีโครงสร้างโดยรวมเป็นแผ่นแก้วบางๆ ประกอบกันอยู่หลายชั้น โดยระหว่างชั้นก็จะมีตัวนำเคลือบ
 
แผ่นแก้วอยู่ เรียกว่า ITO (Indium Tin Oxide) ซึ่งตัวนำนี้จะถูกกำหนดให้วางอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมระหว่างขั้วตัวนำ เพื่อสร้างหน้าสัมผัสของการเชื่อมต่อ
 
วงจรไฟฟ้า
 
การทำ ให้ตัวนำของแผ่นแก้วทั้งสองตรงกันอย่างแม่นยำ ทำโดยใช้ Spacer ที่หนาประมาณ 8 ไมโครเมตร (um) หรือ 0.008 มิลลิเมตร (mm) เท่านั้น
และบริเวณรอยต่อระหว่างแผ่นแก้วแต่ละอัน จะถูกผนึกไว้ด้วยกัน แล้วทำการปิดการรั่วไหลของ Liquid Crystal (ผลึกเหลว)
จากนั้น Liquid Crystal จะถูกเติมเข้าไปด้วยระบบสูญญากาศ (Vacuum) โดยการเติมตัวอุดเข้าไป และขั้นตอนสุดท้ายจะทำการเคลือบแผ่นขั้วทั้งสองด้าน
รวมถึงแผ่นสะท้อน เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง จนอาจถึงกับต้องเตรียมขั้วต่อของแต่ละตัวนำล่วงหน้าไว้ก่อน นอกจากนั้น
ก่อนจะส่งออกจากสายการผลิต ก็จะต้องทำการทดสอบการทำงานของทุกชิ้นงาน รวมถึงการทำงานทางไฟฟ้าด้วย 
ขนาดของจอภาพ
ขนาดของจอภาพจะวัดได้จากเส้นทะแยงมุมของหน้าจอ ซึ่งปัจจุบันมีหลายขนาด
ซึ่งส่วนใหญ่จะมีขนาดเป็นจำนวนคี่ เช่น 15 , 17, 19
การทำงานของจอภาพ
ภาพที่เกิดขึ้นจะมีการเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วทำให้เกิดภาพเคลื่อนไหว
โดยปกติจะมีการเปลี่ยนแปลง 60 รอบต่อวินาที โดยจะยิงอิเล็กตรอนไปยังจุดที่จ้องการเพื่อให้เกิดแสงสว่าง
โดย จะประกอบกนเป้นรูป โดยการยิงอิเล็กตรอนจะเคลื่อนตัวยิงในแนวขวาง พอมาสุดขอบอีกด้านหนึ่งก็จะหยุดยิงแล้วจะปรับ
ปืนยิงอิเล็กตรอนลงมาอีก 1


แผ่นซีดีรอม
 
เป็นสื่อในการเก็บข้อมูล แบบออปติคอล ( Optical Storage ) โดยใช้ลำแสงเลเซอร์ในการอ่านข้อมูล ซึ่งทำมากจาก แผ่นพลาสติก ที่เคลือบด้วย อะลูมิเนียม และ อะคลีลิค โดยการบันทึกข้อมูล จะมีการบันทึกข้อมูลเป็น Land และ Pit โดยการยิงแสงไปยังจุดที่เป็นรอยต่อ ระหว่าง Land และ Pit แล้วแสงจะสะท้อนมายังตัวรับแสง ค่าที่อ่านได้ จะมีค่าเป็น 1 แต่ถ้าแสงยิงไปยังจุดที่เรียบไม่เป็นรอยต่อ ระหว่าง Land และ Pit แสงจะสะท้อนออกจากตัวรับแสง ทำให้ค่าที่อ่านได้มีค่าเป็น 0 
 
ประเภทของเครื่องอ่านซีดีรอม
 
ไดร์ฟซีดีรอม แบบออกได้เป็น 2 แบบ คือ แบบติดตั้งภายใน คือ ติดตั้งไดร์ฟซีดีรอมเข้าไปยังภายในตัวเครื่อง ( case ) ซึ่งมีข้อดี ด้านการจัดสรรที่ใช้งานบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ของเรา ทำให้มีพื้นที่ในการทำงานมากขึ้น
 
แบบติดตั้งภายนอก คือ ติดตั้งไดร์ฟซีดีรอม อยู่ภายนอกตัวเครื่อง ( case ) มีราคาแพงกว่าไดร์ฟซีดดีรอมแบบติดตั้งภายใน แต่สามารถพกพาไปใช้กับเครื่องคอมพิวดเตอร์เครื่องอื่นได้สะดวก
 
แคช และ บัฟเฟอร์
 
แคช และ บัฟเฟอร์ ( Cache ) เป็นอุปกรณ์ที่มีไว้สำหรับเก็บข้อมูลไว้ชั่วคราวก่อนที่จะส่งข้อมูล ไปประมวลผลต่อไป
 
เทคโนโลยีซีดีรอม
 
เทคโนโลยีซีดีรอม แบบที่นิยมใช้กันมีอยู่ 2 ประเภทคือ แบบ CLV (Constant Linear Velocity) ระบบนี้จะมีความเร็วในการหมุนแผ่นข้อมูลในความเร็วที่ต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวอ่านข้อมูล โดยถ้าตัวอ่านข้อมูลอยู่ด้านใน แผ่นซีดีรอมจะหมุนด้วยความเร็วสูง และถ้าตัวอ่านข้อมูลอยู่ด้านนอก แผ่นซีดีรอมจะหมุนด้วยความเร็วต่ำ แบบ CAV (Constant Angular Velocity)


BUS หมายถึง ช่องทางการขนถ่ายข้อมูลจากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์หนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์ เพราะการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ CPU จะต้องอ่านเอาคำสั่งหรือโปรแกรมจากหน่วยความจำ มาตีความและทำตามคำสั่งนั้นๆ ซึ่งในบางครั้งจะต้องอ่านข้อมูลจากอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อใช้ประกอบในการทำงาน หรือใช้ในการประมวลผลด้วยผลลัพธ์ของการประมวลผล ก็ต้องส่งไปแสดงผลที่ยังจอภาพ หรือเครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่นๆ
 
การทำงานของระบบบัสในเครื่องพีซี 
 
ในระบบไมโครคอมพิวเตอร์ การส่งถ่ายข้อมูลส่วนมากจะเป็นระหว่างไมโครโปรเซสเซอร์กับอุปกรณ์ภายนอกทั้งหมด โดยผ่านบัส ในไมโครโพรเซสเซอร์จะมีบัสต่างๆ ดังนี้คือ 
 
บัสข้อมูล (DATA BUS) คือบัสที่ ไมโครโพรเซสเซอร์ (ซีพียู) ใช้เป็นเส้นทางผ่านในการควบคุมการส่งถ่ายข้อมูลจากตัวซีพียู ไปยังอุปกรณ์ภายนอกหรือรับข้อมูลจากอุปกรณ์ภายนอก เพื่อทำการประมวลผลที่ซีพียู 
 
บัสรองรับข้อมูล (ADDRESS BUS) คือบัสที่ตัวซีพียู เลือกว่าจะส่งข้อมูลหรือรับข้อมูลจากอุปกรณ์ไหนไปที่ใดโดยจะต้องส่งสัญญาณ เลือกออกมาทางแอดเดรสบัส 
 
บัสควบคุม (CONTROL BUS) เป็นบัสที่รับสัญญาณการควบคุมจากตัวซีพียูโดยบัสควบคุม เพื่อบังคับว่าจะอ่านข้อมูลเข้ามา หรือจะส่งข้อมูลออกไป จากตัวซีพียู โดยระบบภายนอกจะตอบรับต่อสัญญาณควบคุมนั้น 
 
จุดประสงค์หลักของบัสคือ การส่งผ่านข้อมูลไปและกลับ จากไมโครโพรเซสเซอร์หรือจากอุปกรณ์หนึ่ง การ์ดทุกตัวที่เสียบอยู่บนสล็อตของแผงวงจรหลักจะใช้เส้นทางเดินของบัสอันเดียวกัน ดังนั้นข้อมูลต่างๆจึงถูกจัดระบบและควบคุมการส่งผ่านในระบบ จะพบว่า
บัสแบ่งได้เป็น 4 ส่วนใหญ่ๆดังนี้
1. สายไฟฟ้า (POWER LINE) จะให้พลังไฟฟ้ากับการ์ดขยายต่างๆ 
2. สายควบคุม (CONTROL LINE) ใช้สำหรับส่งผ่านสัญญาณเวลา (TIMING SIGNS) จากนาฬิกาของระบบ และส่งสัญญาณอินเตอร์รัพต์ 
3. สายแอดเดรส (ADDRESS LINE) ข้อมูลใดๆที่จะถูกส่งผ่านไป แอดเดรสเป้าหมายจะถูกส่งมาตามสายข้อมูลและบอกให้ตำแหน่งรับข้อมูล (แอดเดรส) รู้ว่าจะมีข้อมูลบางอย่างพร้อมที่จะส่งมาให้ 
4. สายข้อมูล (DATA LINE) ไมโครเมตรจะตรวจสอบว่ามีสัญญาณแสดงความพร้อมหรือยัง (บนสาย I/O CHANNEL READY) เมื่อทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ข้อมูลก็จะถูกส่งผ่านไปตามสายข้อมูล
BUS มีหลายประเภทเช่น PC BUS, VISA BUS, MCA BUS, EISA BUS, LOCAL BUS, VL BUS และ PCI BUS


Scanner
 
Scanner เป็นอุปกรณ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่สามารถแปลงข้อมูลเอกสารให้เป็นไฟล์ข้อมุล ในระบบคอมพิวเตอร์ เช่น นำรูปภาพจากเอกสารแปลงเป็นไฟล์รูปภาพในระบบคอมพิวเตอร์ หรือ แปลงบทความจากนิตยสารเป็นไฟล์รูปภาพในระบบคอมพิวเตอร์
 
ประเภทของ Scanner 
Flatbed Scanners หรือเรียกว่า Desktop Scanners (สแกนเนอร์แบบตั้งโต๊ะ) จะประกอบด้วยกระจกแผ่นเรียบบนตัวสแกนเนอร์ คล้ายเครื่องถ่ายเอกสาร
Sheet-fed Scanners ลักษณะของสแกนเนอร์ชนิดนี้คือจะมี ถาดหรือช่องป้อนกระดาษ เพื่อให้สามารถสแกนเอกสารในประมาณมากๆ ได้สะดวกและรวดเร็ว 
Handheld Scanners เป็นสแกนเนอร์แบบบมือถือ จะสแกนได้โดยใช้การเคลื่อนจากมือของผู้ใช้ ทำให้บางครั้งภาพที่ออกมาเกิดการผิดเพี้ยน หรือไม่สมบูรณ์ และให้ความละเอียดคมชัดน้อย
Drum Scanners เป็นสแกนเนอร์ที่อาศัยการใช้ล้อหมุน ซึ่งการสแกนจะต้องผนึกติดกับวงล้อที่เรียกว่า Drum เหมาะสำหรับองค์กร สำนักงานขนาดใหญ่ที่ต้องการสแกนอย่างรวดเร็ว และได้คุณภาพสูง
Slide Scanners เป็นสแกนเนอร์สำหรับสแกนสไลด์โดยตรง หรือวัตถุโปร่งใส เช่น แผ่นใส ฟิลม์ และสไลด์ แสกนเนอร์ชนิดนี้จะมีความละเอียดสูงเพราะต้องรองรับสไลด์ที่มีข้อมูลตัวเลข หรือภาพที่มีขนาดเล็ก
ส่วนประกอบหลักของ Scanner
ฝาปิด ( Cover )
แผ่นกระจกเรียบ ( Glass plate )
หลอดไฟ ชนิด Cold Cathode Fluorescent Lamp ( CCFL ) หรือ Xenon lamp
สายพาน ( Belt )
Stepper Motor
Stabilizer bar 
หัวสแกน ( Scan head )
• กระจก ( Mirrors )
• เลนส์ ( Lens )
• ฟิลเตอร์ ( Filters )
• Charge-coupled device (CCD) arry
 
การทำงานของ Scanner
 
เริ่มต้น ทำการเปิดฝา Scanner แล้วนำเอกสารที่ต้องการวางหันหน้าที่ต้องการเข้าหาพื้นกระจก จากนั้นจึง ปิดฝา Scanner เครื่อง Scanner จะเริ่มทำงาน โดยหลอดไฟที่ติดอยู่ที่หัวสแกนจะสว่างขึ้น และจะเคลื่อนที่ตามหัวสแกนโดยมีสายพานเป็นตัวลากจูงให้หัวสแกนเคลื่อนที่ ซึ่งสายพานจะคล้องอยู่กับ Stepper Motor และมี Stabilizer bar เป็นตัวควบคุมการเคลื่อนที่ไม่ให้สั่นสะเทือน
 
ขณะที่กำลังทำการสแกนอยู่นั้น แสงสะท้อนของเอกสารที่ได้จากการส่องแสงจากหลอดไฟจะผ่านเข้ากระจกชิ้นอื่น และจะสะท้อนไปยังกระจกชิ้นอื่นๆ ต่อเนื่องกันไป จนกระทั้งกระจกชิ้นสุดท้าย จะสะท้อนภาพไปที่เลนส์ จากนั้น เลนส์จะทำการรวมแสงผ่าน Filter แสงที่ได้จะถูกส่งเข้าไปยัง Charge-coupled device array ( CCD ) โดย CCD array คือไดโอดขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่ไว้สำหรับจับแสง และเปลี่ยนพลังงานของแสงเป็นสัญญาณทางไฟฟ้า ซึ่งสัญญาณทางไฟฟ้า จะแปรตามความเข้มของแสงอีกทีหนึ่ง
 


ประเภทของหน่วยความจำหลัก
หน่วยความจำหลัก คือ อุปกรณ์ที่อยู่บนเมนบอร์ด
ทำหน้าที่จดจำหรือบันทึกข้อมูล พักข้อมูลชั่วคราวเพื่อ
รอส่งให้ซีพียูประมวลผล ซึ่งหน่วยความจำหลักนี้ 
แบ่งได้ 2 ประเภท คือ หน่วยความจำชั่วคราว 
และ หน่วยความจำถาวร
 
หน่วยความจำชั่วคราว (Random Access Memory,RAM)
RAM จำทำหน้าที่เหมือนสมุดเล่มใหญ่ที่ซีพียูใช้ทำงาน
ทั้งการจดบันทึกข้อมูล คำสั่ง ทดเลขในการคำนวณ ฯลฯ
แต่ข้อมูลทั้งหมดจะหายไปเมื่อปิดเครื่อง 
เราจะรู้จักแรมประเภทนี้กันดี เพราะหน่วยความจำ
ประเภทนี้หาซื้อง่าย สามารถซื้อมาเพิ่มเติมขนาดได้
และในปัจจุบันราคาก็ไม่แพง แรมประเภทนี้ในปัจจุบัน
มีอยู่ 3 แบบ คือ SDRAM,DDR-SDRAM และ RDRAM 
ซึ่งที่นิยมใช้มากอยาขณะนี้ก็คงหนีไม่พ้น DDR-SDRAM 
โดยเดี๋ยวนี้ได้มีการพัฒนามากขึ้นจนกลายเป็น DDR ll
ไปแล้ว ซึ่งใช้ไฟน้อยลงด้วย
ประเภทของ RAM
RAM โดยทั่วไปจะแบ่งได้อีกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ
Static RAM(SRAM) กับDynamic RAM (DRAM) 
โดยมีลักษณะต่างกัน ดังนี้ Static RAM ทำจากวงจร
ที่ใช้การเก็บข้อมูลด้วยสถานะ "มีไฟ" กับ "ไม่มีไฟ" 
ซึ่งจะเก็บข้อมูลได้ตลอดเวลาที่มีไฟเลี้ยงวงจรอยู่
และมีความเร็ว ในการทำงานสูง แต่ใช้กระแสไฟมากกว่า DRAM
และวงจรมีขนาดใหญ่กว่า Dynamic RAM ทำจากวงจรที่ใช้
การเก็บข้อมูลด้วยสถานะ "มีประจุ" กับ "ไม่มีปะจุ" ซึ่งวิธีนี้
จะใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่า SRAM มาก แต่โดยธรรมชาติิ
แล้วประจุไฟฟ้าจะรั่วออกไปได้เรื่อยๆ ดังนั้นเพื่อให้ 
DRAM เก็บข้อมูลได้ตลอดเวลาที่มีไฟเลี้ยงวงจรอยู่ 
จึงต้องมีวงจรที่คอย "เติมประจุ" ไฟฟ้าให้เป็นระยะๆ
เรียกว่าการ "Refresh"
 


หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit,CPU) 
 
เป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากของคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับสมองของคอมพิวเตอร์ หน่วยประมวลผลกลางจะประกอบไปด้วยวงจรทางไฟฟ้ามากมาย ที่อยู่บนแผ่นซิลิกอนซึ่งมีขนาดเล็กมาก ๆปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากจนถึงขั้นสามารถผลิตวงจรหน่วยประมวลผลกลางทั้งวงจรไว้ในชิพเพียงตัวเดียวได้ ชิพหน่วยประมวลผลกลางนี้มีชื่อเรียกว่า ไมโครโปรเซสเซอร์ 
 
 
 
หน้าที่ของหน่วยประมวลผลกลาง
 
หน้าที่ของหน่วยประมวลผลกลาง
- อ่านและแปลคำสั่งที่ถูกเขียนไว้ในโปรแกรม
- ประมวลผลตามคำสั่งที่เขียนไว้ในโปแกรม
- รับส่งข้อมูลโดยติดต่อกับหน่วยความจำภายในเครื่อง
- ติดต่อรับส่งข้อมูลกับผู้ใช้ โดยผ่านหน่วยรับข้อมูล และหน่วยแสดงผล
- ย้ายข้อมูลและคำสั่งจากหน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วยงานหนึ่ง
 
ส่วนประกอบหลักของซีพียู
1. Control Unit เป็นตัวควบคุมการทำงานของทุกๆส่วนในซีพียู
2. Aritmetic Logic Unit เป็นส่วนที่ทำหน้าที่คำนวณและเปรียบเทียบข้อมูล หรือตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องไปส่งให้ส่วนการประมวลผลแบบตัวเลขทศนิยมทำงาน มีแค่ALUก็พอแล้ว
3. Register เป็นหน่วยความจำของซีพียู มีหน้าที่เก็บค่าที่จำใช้ในการคำนวณ และเก็บค่าที่ได้จากการคำนวณ ซึ่งซีพียูแต่ละตัวจะมีขนาดของรีจิสเตอร์ไม่เท่ากัน 
 
ชนิดของซีพียูแบ่งได้ 2 ชนิดคือ
 
1. แบบซ็อคเก็ต (Socket) ซีพียูแบบซ็อคเก็ต จะอยู่ในรูปแบบที่เป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำด้วยพลาสติกหรือเซรามิก หากมองด้านบนตัวของซีพียูจะพบตัวอักษรที่เป็นรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ยี่ห้อ,ความเร็ว,รุ่น และ ค่าแรงไฟ เป็นต้น ซึ่งบางรุ่นก็มีสกรีนอยู่บนตัวซีพียู แต่บางรุ่นก็ไม่แสดงให้เห็นทางด้านบน แต่นำไปแสดงไว้ด้านใต้ของตัวซีพียู เมื่อหงายซีพียูดู ก็จะพบกับจำนวนขาจำนวนมากมายเป็นร้อย ๆ ขา(แล้วแต่รุ่นของซีพียู) ซึ่งจะมีไว้เสียบลงไปในส่วนที่เป็นฐานรับสีขาวๆที่มีรูจำนวนเป็นร้อย ๆ รู ไว้รองรับขาของซีพียูนั่นเอง โดยจะมีคันโยกไว้สำหรับปลดล็อก และล็อคซีพียูให้แน่น และยังเป็นที่สำหรับไว้ล็อกแผ่นระบายความร้อนสำหรับซีพียูด้วย 
 
2. แบบสล็อต (Slot) ซีพียูแบบสล็อต เป็นการพัฒนาออกมาแบบแหวกแนวจากซีพียูในอดีต มีลักษณะเป็นแผ่นวงจรสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ มีพลาสติกสีดำหุ้มห่อไว้เป็นตลับ บนแผ่นวงจรจะมีซีพียูวางอยู่ตรงกลาง ส่วนด้านข้างที่เหลือก็จัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ การผลิตซีพียูแบบนี้จะใช้ต้นทุนสูงมาก
 
 


ฮาร์ดดิสก์ ( Harddisk ) เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลความเร็วสูง ซึ่งทำจากจานแม่เหล็กซึ่งหมุนด้วยความเร็วหลายพันรอบต่อนาที และมีหัวอ่านคอยวิ่งไปอ่านหรือบันทึกข้อมูลตามคำสั่งจากซีพียู โดยจานบันทึกข้อมูลนี้อาจมีแผ่นเดียวหรือหลายแผ่น และบันทึกข้อมูลด้านเดียวหรือสองด้านของแผ่นก็ได้
 
ฮาร์ดดิสก์ เป็นอุปกรณ์หลักซึ่งในปัจจุบันไม่เพียงแต่ใช้เก็บข้อมูลเวลาที่เปิดเครื่องเท่านั้น แต่ยังเป็นที่พักข้อมูลระหว่างการทำงานในขั้นตอนต่างๆของโปร แกรมหรือระบบปฏิบัติการด้วย
 
ฮาร์ดดิสก์ ทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูล หรือ โปรแกรม เป็นสื่อการจัดเก็บชนิดหนึ่งในสื่อที่ สามารถบันทึกได้ แม้แต่ไฟดับข้อมูลก็จะไม่มี การสูญหายไปไหน แต่มีความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลแตกต่างกัน 
 
ประเภทของฮาร์ดดิสก์
 
ประเภทของฮาร์ดดิสก์ มี 2 แบบขึ้นอยู่กับลักษณะการconnect คือ IDE,SCSI ซึ่งทั้ง 2 แบบใช้ ฮาร์ดดิสก์ ทั้ง IDE , SCSI ซึ่งส่วนใหญ่ IDE ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่ว ไป แต่ SCSI ใช้กับ SERVER เพราะความเร็ว สูงกว่า และระยะการใช้งานยาวนานกว่า แต่มี ราคาแพง
 
หลักการทำงานของหัวอ่านเขียน
 
หัวอ่าน เขียนของฮาร์ดดิสก์นับเป็นชิ้นส่วนที่มีราคาแพงที่สุด และลักษณะของมัน ก็มีผลกระทบอย่างยิ่งกับ ประสิทธิภาพ ของฮาร์ดดิสก์โดยรวม หัวอ่านเขียนจะเป็นอุปกรณ์แม่เหล็ก มีรูปร่างคล้าย ๆ ตัว " C " โดยมีช่องว่างอยู่เล็กน้อย โดยจะมีเส้นคอยล์ พันอยู่รอบหัวอ่านเขียนนี้เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้า การเขียนข้อมูล จะใช้ วิธีการส่งกระแสไฟฟ้าผ่านคอยล์ ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ของสนามแม่เหล็กซึ่งจะส่งผลให้เกิด ความเปลี่ยนแปลงที่แพล็ตเตอร์ ส่วนการอ่านข้อมูลนั้น จะรับค่าความเปลี่ยนแปลง ของสนามแม่เหล็กผ่าน คอยล์ที่อยู่ที่หัวอ่าน เขียนแล้วแปลงค่าที่ได้เป็น สัญญาณส่งไปยังซีพียู ต่อไปเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปความ หนาแน่นของข้อมูลก็ยิ่ง เพิ่มขึ้นในขณะที่เนื้อที่สำหรับเก็บข้อมูลก็จะลดขนาดลง ขนาดบิตของข้อมูลที่เล็กนี้ ทำให้สัญญาณที่เกิดขึ้นแล้ว ส่งไปยังหัวอ่านนั้นอ่อนลง และอ่านได้ยากขึ้น ด้วยเหตุนี้ทางผู้พัฒนาจึงจำเป็น ต้องวางหัวอ่านให้กับสื่อมากขึ้นเพื่อลดการสูญเสียสัญญาณ ในปัจจุบันนี้หัวอ่านเขียน อยู่เหนือแผ่นแพล็ตเตอร์เพียง 3 microinch เท่านั้น แต่ที่สำคัญก็คือหัวอ่านเขียนนั้นไม่เคยสัมผัส กับแผ่นแพล็ตเตอร์ ที่กำลังหมุนอยู่เลยเมื่อเครื่อง คอมพิวเตอร์ถูกปิด ฮาร์ดดิสก์จะหยุดหมุนแล้วหัวอ่านเขียนจะ เคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ที่ปลอดภัย และหยุดอยู่ตรงนั้น ซึ่งแยกอยู่ต่างหากจากพื้นที่ที่ใช้เก็บข้อมูล 
 
ประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์
 
ประสิทธิภาพของฮาร์ดดิสก์ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง ความเร็วในการทำงานของฮาร์ดดิสก์ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น ความเร็งในการหมุน กลไกภายใน ความจุข้อมูล ชนิดของ คอนโทรลเลอร์ ขนาดของบัฟเฟอร์ และระบบการเชื่อมต่อที่ใช้เป็นต้น ฮาร์ดดิสก์ที่มีกลไกที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่ใช่ฮาร์ดดิสก์ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดก็ได้
 
ความเร็ว ในการหมุนของฮาร์ดดิสก์ 
 
ความเร็วในการหมุนของดิสก์ เป็นสิ่งที่มีผลกับความเร็วในการอ่านและบันทึกข้อมูลมากทีเดียว ฮาร์ดดิสก์ทั่วไป ถ้าเป็นรุ่นธรรมดา จะหมุนอยู่ที่ประมาณ 5,400 รอบต่อนาที (rpm) ส่วนรุ่นที่เร็วหน่อยก็จะเพิ่มเป็น 7,200 รอบต่อนาที ซึ่งถือเป็นมาตราฐาน อยู่ในขณะนี้ และถ้าเป็นรุ่นใหญ่หรือพวก SCSI ในปัจจุบันก็อาจถึง 10,000 รอบหรือมากกว่านั้น ฮาร์ดดิสก์ที่หมุนเร็ว ก็จะสามารถ อ่านข้อมูลในแต่ละเซ็คเตอร์ได้เร็วกว่าตามไปด้วย ทำให้ความเร็วการรับส่งข้อมูลภายใน มีค่าสูงกว่า ฮาร์ดดิสกที่หมุนมากรอบกว่า ก็อาจมีเสียงดัง ร้อน และสึกหรอมากกว่า แต่โดยรวมทั่วไปแล้ว หากราคาไม่เป็นข้อจำกัด ก็ควรเลือกฮาร์ดดิสก์ที่หมุนเร็ว ๆ
 
 


Printer
 
เป็นอุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์ชนิดหนึ่ง ใช้สำหรับนำข้อมูลที่เราต้องการซึ่งอยู่ในรูปแบบไฟล์ที่แสดงทางคอมพิวเตอณ์ให้ แสดงออกมาในรูปเอกสารที่สามารถจับต้องได้ เช่น กระดษานั้นเอง
 
ส่วนประกอบที่สำคัญของ Printer
 
Inkjet Printer
- Paper tray เป็นส่วนของถาดบรรจุกระดาษเพื่อเตรียมพร้อมในการใช้งาน 
- Stepper motor เป็นส่วนของลูกเลื่อนที่ทำการดึงกระดาษจาก Paper Tray เข้าไปยังตัวเครื่อง
- หัวพิมพ์กระดาษ เป็นส่วนที่ใช้สำหรับพ่นหมึกออกมาไปยังกระดาษที่เข้าสู่ตัวเครื่อง
 
Laser Printer 
 
- Paper tray เป็นส่วนของถาดบรรจุกระดาษเพื่อเตรียมพร้อมในการใช้งาน
- Laser Scanning Unit เป็นส่วนที่แสง laser ถูกยิงออกมาซึ่งแสง laser ที่ถูกยิงออกมานี้ ก็คือข้อมูลที่ต้องการ print นั้นเอง
- Mirror คือกระจกที่ใช้รับแสง laser และทำการหักเหและกระจายแสงออกมา
- Photoreceptor Drum Assembly เป็นส่วนที่รับแสง laser ที่กระจายออกมาจาก Mirror และจะเก็บข้อมูล ที่ได้จากการยิงของแสง laser นั้นเอง
- Corona Wire เป็นส่วนที่ติดกับ Photoreceptor Drum Assembly ใช้สำหรับลบข้อมูลที่ติดอยู่ที่ Photoreceptor Drum Assembly นั้นเอง
- Toner Hopper เป็นส่วนที่เก็บหมึกและพ่นกระจายออกมายังส่วน ข้อมูลที่ติดอยู่ที่ Photoreceptor Drum Assembly
- Fuser เป็นส่วนที่ใช้สำหรับหลอมละลายหมึกเพื่อใช้ หมึกที่อยู่ที่กระดาษละลายติดแน่นอีกที
 
การทำงานของ Inkjet Printer
เมื่อคลิกปุ่ม OK ที่หน้าจอเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ นำข้อมูลพิมพ์ออกมาแล้ว
- คอมพิวเตอร์จะทำการส่งสัญญาณเข้าเครื่อง printer ทำให้ stepper motor ทำการป้อนกระดาษจาก Paper tray เข้าไปยังตัวเครื่อง
- หัวพิมพ์กระดาษจะถูกเลื่อนออกมาผ่านไปมาบนกระดาษ
- กระดาษจะเลื่อนและหยุดเป็นช่วงๆ โดย Stepper Motor เพื่อให้หมึกที่หัวพิมพ์กระดาษถูกฉีดออกมา
- เมื่อพิมพ์เสร็จ หัวพิมพ์จะเลื่อนไปเก็บ ไว้ด้านข้างที่เดิม และกระดาษจะถูกดันด้วยลูกกลิ้งออกมานอนเครื่อง Printer การทำงานจึงเสร็จสิ้น
การทำงานของ Laser Printer
เมื่อคลิกปุ่ม OK ที่หน้าจอเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ นำข้อมูลพิมพ์ออกมาแล้ว
- คอมพิวเตอร์จะทำการส่งสัญญาณเข้าเครื่อง Printer จากนั้น ถูกกลิ้งจะทำการดูดกระดาษเข้าสู่ Printer
- ข้อมูลที่ต้องการพิมพ์จะยิงโดยแสง Laser เข้าไปที่ Mirror แล้วเกิดการหักเห และกระจายของแสง Laser ไปตกที่ Photoreceptor Drum Assembly
- ส่วนของ Photoreceptor Drum Assembly ที่ถูกยิงโดยแสง Laser จะเคลื่อนผ่าน Toner Hopper 
- หมึกจาก Toner Hopper จะถูกปล่อยออกมา ไปยังส่วนของ Photoreceptor Drum Assembly ที่ถูกยิงโดยแสง Laser
- ส่วนของ Photoreceptor Drum Assembly ที่ถูกยิงโดยแสง Laser พร้อมกับหมึกที่ปล่อยออกมาจาก Toner Hopper จะเคลื่อนผ่านกระดาษที่ถูกดูดเข้ามา
- กระดาษจะติดหมึกออกมาเป็นขอมูลที่ถูกยิงจาก Laser จากนั้นข้อมูลที่ติดอยู่ที่ Photoreceptor Drum Assembly จะถูกล้างหายไปโดย Corona wire 
- กระดาษที่ติดหมึกออกมาแล้วจะเลื่อนเข้าส่วนของ Fuser ทำให้หมึกบนกระดาษเกิดการหลอมละลายทำให้ติดกระดาษได้ดีขึ้น
- กระดาษจะออกมานอก Printer
 
 
 
 
 


เมนบอร์ดคืออะไร?
 
เมนบอร์ดเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญรองมาจากซีพียู มีลักษณะเป็นแผงวงจรขนาดใหญ่เมนบอร์ดทำหน้าที่ควบคุม ดูแลและจัดการๆ ทำงานของ อุปกรณ์ชนิดต่างๆ แทบทั้งหมดในเครื่องคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ซีพียู ไปจนถึงหน่วยความจำแคช หน่วยความจำหลัก ฮาร์ดดิกส์ ระบบบัส
 
ส่วนประกอบสำคัญของเมนบอร์ด
 
1. ชุดชิปเซ็ต เป็นส่วนสำคัญของเมนบอร์ดเนื่องจากชุดชิปเซ็ตมีหน้าที่หลักเป็นเหมือนทั้ง อุปกรณ์ แปลภาษา ให้อุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่บนเมนบอร์ดสามารถทำงานร่วมกันได้ และทำหน้าที่ควบคุม อุปกรณ์ต่างๆ ให้ทำงานได้ตามต้องการ 
ชิปเซ็ต ประกอบไปด้วยชิป 2 ตัว คือชิป North Bridge และชิป South Bridge
ชิป North Bridge เป็นชิปที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของ อุปกรณ์หลักๆ ความเร็วสูงชนิดต่างๆ บนเมนบอร์ดที่ประกอบด้วยซีพียู หน่วยความจำแคชระดับสอง (SRAM) หน่วยความจำหลัก (DRAM) ระบบกราฟฟิกบัสแบบ AGP และระบบบัสแบบ PCI 
ชิป South Bridge จะทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกันระหว่างระบบบัสแบบ PCI กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีความเร็วในการทำงานต่ำกว่าเช่นระบบบัสแบบ ISA ระบบบัสอนุกรมแบบ USB ชิปคอนโทรลเลอร์ IDE ชิปหน่วยความจำรอมไออส ฟล็อบปี้ดิกส์ คีย์บอร์ด พอร์ตอนุกรม และพอร์ตขนาน
2. ไบออส BIOS (Basic Input Output System) หรืออาจเรียกว่าซีมอส (CMOS) เป็นชิปหน่วยความจำชนิด หนึ่งที่ใช้สำหรับเก็บข้อมูล และโปรแกรมขนาดเล็กที่จำเป็นต่อการบูตของระบบคอมพิวเตอร์ โดยในอดีต ส่วนของชิปรอมไบออสจะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ชิปไบออส และชิปซีมอส ปัจจุบันได้รวมอยู่ในชิปเดียวกัน ซึ่งชิปซีไปออสจะทำหน้าที่ เก็บข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการบูตของระบบคอมพิวเตอร์ ส่วนชิปซีมอสจะทำหน้าที่ เก็บโปรแกรมขนาดเล็ก ที่ใช้ในการบูตระบบ และสามารถเปลี่ยนข้อมูลบางส่วนภายในชิปได้ ชิปไบออสใช้พื้นฐานเทคโนโลยีของรอม ส่วนชิปซีมอสจะใช้เทคโนโลยีของแรม ดังนั้นชิปไบออสจึงไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ในการเก็บรักษาข้อมูล แต่ชิปซีมอส จะต้องการพลังงานไฟฟ้าในการเก็บรักษาข้อมูลอยตลอดเวลาซึ่งพลังงานไฟฟ้า ก็จะมาจากแบตเตอรี่แบ็คอัพที่อยู่บนเมนบอร์ด (แบตเตอรี่แบ็คอัพจะมีลักษณะเป็นกระป๋องสีฟ้า หรือเป็นลักษณะกลมแบนสีเงิน
3. PCI Slot เป็นสล็อตที่จำเป็นมาก ใช้ในการเสียบกับการ์ด เช่น Sound Card, Lan Card เป็นต้น ถ้ามี PCI Slot ยิ่งมากก็ยิ่งดี แต่ในปัจจุบันมีอย่างมาก 6 สล็อต ก็เพียงพอแล้ว
4. Port เชื่อมต่อต่างๆ สำหรับอุปกรณ์ on-board และในปัจจุบันมี port ที่สำคัญชนิดหนึ่งคือ USB Port ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานในปัจจุบัน เช่น ใช้ต่อกับ mouse หรือ Removable Disk
5. Sound On Board บนเมนบอร์ดจะมีชิปที่ทำหน้าที่เป็นตัวสร้างเสียงอยู่บนบอร์ดด้วย แต่ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ เพราะถ้ามีก็จะช่วยเราลดค่าใช้จ่ายใน ไม่ต้องซื้อ Sound Card ก็ได้
 


เมาส์คือ
 
อุปกรณ์ควบคุม Curser บนหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำหน้าที่ต่างๆ โดยจุดประสงค์ของ เมาส์นั้นสร้างขึ้นเพื่อ เปลี่ยนการเคลื่อนไหวของมือให้เป็นสัญญาณที่คอมพิวเตอร์จะใช้ได้
 
ประ เภทของเมาส์
 
เมาส์มี 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ 
 
1.แบบลูกกลิ้ง
2.แบบ Optical
 
ส่วนประกอบของเมาส์มีส่วนประกอบหลัก 5 ส่วนคือ
 
1. Ball
2. Two rollers
3. Shaft and disk
4. Infrared LED and an infrared sensor
5. On-board processor chip
 
การทำงานของเมาส์ 
 
แบบลูกลิ้ง
 
1. ball เป็นส่วนที่อยู่ใน เมาส์สัมผัสระหว่าง พื้นโต๊ะ กับ roller เมื่อเคลื่อน เมาส์
2. Two rollers จะมี roller 2 อัน ตั้งฉากกัน คอยตรวจสอบว่าจะเคลื่อนที่ตามแนวแกน x และ y
เท่าไหร่
3.แต่ละ roller จะต่อกัน shaft ซื่งเป็นแกนของ disk และเมื่อ roller หมุนก็จะทำให้ shaft กับ disk หมุนด้วย
4.ที่อีกด้านของ disk จะมี infrared LED และ infrared sensor ซื่งจะมีรูซึ่งจะคอยดักแสงทำให้เกิด pulse ของแสง อัตราเร็วของ pulse จะแปรผันตรงกับความเร็วของ mouse และระยะทาง
5.ส่วนที่เป็นวงจรที่อยู่บนบอร์ดจะทำหน้าที่แปลงสัญญาณของ pulse มาให้คอมพิวเตอร์เข้าใจผ่านทาง port ps2
 
แบบ Optical
 
เปิดตัวด้วยบริษัท Agilent Technologiesเมื่อปี ค.ศ. 1999 ทำงานด้วย red LED โดยจะรับการสะท้อนของแสงด้วย CMOS ด้วยเทคโนโลยี DSP Digital Signal Processor ซึ่งจะสามารถรับคำสั่งได้ถึง 18 MIPS (18ล้านคำสั่งต่อวินาที) จากนั้นจะตรวจจับรูปแบบของภาพปัจจุบันกับรูปแบบของการเคลื่อนที่จากภาพที่ แล้วการเคลื่อนไหวจะขึ้นอยู่กับรูปแบบของลำดับที่เกิดตามรูปภาพ โดยDSP จะทำนายว่า mouse นั้นเคลื่อนที่ไปไกลแค่ไหนพร้อมกับส่งข้อมูลไปให้กับคอมพิวเตอร์ curser บอจอคอมพิวเตอร์ก็จะเคลื่อนที่ไปเนื่องจากข้อมูลที่ได้รับจาก mouse การทำงานทั้งหมดนี้นั้นจะเกิดขึ้น 100 ครั้งภายใน 1 วินาที ซึ่งจะทำให้การทำงานของ curser นั้นเป็นไปอย่างราบรื่นมาก
 
ข้อดีของเมาส์แบบ Optical 
 
ข้อดีของเมาส์แบบ Optical ที่มีมากกว่าเมาส์แบบลูกกลิ้งคือ
1.ไม่มีลูกกลิ้งทำให้ไม่มีส่วนที่จะ เคลื่อนที่เองดังนั้นจึงเกิดโอกาสที่ผิดพลาดน้อยกว่า
2. จะไม่ทำให้ส่วนภายในของเมาส์และหน้าสัมผัสกับส่วนของ 
3. มีความละเอียดมากกว่าจึงทำให้มีความราบรื่นกว่า


โมเด็ม
 

เป็นอุปกรณ์สำหรับคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่งที่ช่วยให้คุณสัมผัสกับโลกภายนอก ได้อย่างง่ายดาย โมเด็มเป็นเสมือนโทรศัพท์สำหรับคอมพิวเตอร์ที่จะช่วยให้ระบบคอมพิว เตอร์ของคุณสามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์อื่นๆ ได้ทั่วโลก โมเด็มจะสามารถทำงานของคุณให้สำเร็จได้ก็ด้วยการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิว เตอร์ของคุณเข้าคู่สายของโทรศัพท์ธรรมดาคู่หนึ่งซึ่งโมเด็มจะทำการแปลงสัญญาณดิจิตอล (digital signals) จากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณอนาล็อก (analog signals) เพื่อให้สามารถส่งไปบนคู่สายโทรศัพท์ คำว่า โมเด็ม(Modems) มาจากคำว่า (modulate/demodulate) ผสมกัน หมายถึง กระบวนการแปลงข้อมูลข่าวสารดิจิตอลให้อยู่ในรูปของอนาล็อกแล้วจึง แปลงสัญญาณกลับเป็นดิจิตอลอีกครั้งหนึ่งเมื่อโมเด็มของคุณต่อเข้ากับโมเด็มตัวอื่นความแตกต่างของโมเด็มแต่ละประเภท 
 
ประเภทของโมเด็ม
 
1. โมเด็มติดตั้งภายใน (Internal modem) โมเด็มชนิดนี้มีลักษณะเป็นการ์ดหรือแผ่นวงจร การติดตั้งกระทําโดยการถอดฝาเครื่องพีซีออกและเสียบลงไปในช่องเสียบของ แผ่นวงจรหลัก
2. โมเด็มติดตั้งภายนอก (External modem) โมเด็มชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นกล่องด้านหน้ามีหลอดไฟโชว์แสดงสภาวะขณะทํางาน การติดตั้งสามารถวางไว้ภายนอกเครื่องพีซีโดยใช้สายเชื่อมต่อกับพอร์ทอนุกรมของพีซีหรือพอร์ทยูเอสบี
 
โครงสร้างของโมเด็ม แบ่งออกเป็น 5 ส่วนคือ
 
1.MODULATOR ใช้รับสัญญาณข้อมูลไบนารีจาก data terminal equipment (DTE) และเปลี่ยนเป็นสัญญาณ อนาลอก เพื่อส่งออกไปทางสายส่ง
2.DEMODULATOR ใช้รับสัญญาณ อนาลอก ที่เข้ามาทางสายส่งและเปลี่ยนกลับเป็นสัญญาณ ดิจิตอล เพื่อส่งออกไปยัง data terminal equipment (DTE)
3.TIMING & CONTROL LOGIC เป็นส่วนที่ใช้ควบคุมเวลาในการรับ-ส่งสัญญาณระหว่าง DTE กับ โมเด็ม และสัญญาณที่รับ-ส่งทางสายด้วย
4.PHASE SET ใช้เนื่องจากโมเด็มบางประเภทสามารถรับ-ส่งผ่านทางระบบโทรศัพท์ได้เรียกว่า " DIAL - UP"
5.TERMINAL -TO -MODEM INTERFACE เป็นส่วนสำคัญในการที่จะทำให้โมเด็มและ เทอร์มินัล ติดต่อถึงกันได้ โดยจะมีสัญญาณควบคุมที่ถูกกำหนดให้เป็นมาตรฐานโดยผ่าน EIA RS -232C 
 
การทำงานของโมเด็ม
 
โมเด็มเป็นอุปกรณ์ภายนอกที่เป็นตัวเชื่อมต่อกับพอร์ทอนุกรมจะเปลี่ยนสัญญาณ TX แบบสองขั้วไปเป็นสัญญาณเสียงและส่งผ่านไปทางสายโทรศัพท์ โมเด็มปลายทางจะได้รับสัญญาณเสียงและทำการแปลงกลับให้เป็นสัญญาณสองขั้ว แล้วส่งผ่านไปยังขา RX (receive-รับ)ของพอร์ทตอนุกรม ส่วนโมเด็มที่เป็นอุปกรณ์ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์จะเสียบจะเข้าภายในตัวคอมพิวเตอร์ และมีพอร์ทอนุกรมอยู่บนแผงวงจรเลย (คุณอาจต้องกำหนดให้พอร์ทอนุกรมของเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ทำงาน เพื่อป้องกันการสับสนกับวงจรพอร์ทอนุกรมของโมเด็ม) สำหรับการเชื่อมต่อพอร์ทอนุกรมทั้งหมด มีเพียง TX,RX และขาเชื่อมกับสายดินเท่านั้นที่จำเป็นจะต้องมีเพื่อให้พอร์ทสามารถทำงานได้

เมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่ไมโครคอมพิวเตอร์เริ่มแพร่หลาย ความคิดเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ยังดูเป็นของใช้ส่วนตัวหรือเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับนักสมัครเล่น ครั้นเมื่อแอปเปิ้ลทูเริ่มแพร่หลายอย่างรวดเร็ว หลายคนมองว่าไมโครคอมพิวเตอร์กำลังจะเข้ามามีบทบาทมียอดการจำหน่ายสูงมากจนมีผู้ทำเลียนแบบกันมากมาย เพียงระยะเวลาผ่านไปไม่กี่ปีไมโครคอมพิวเตอร์ก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 1979 สตีฟ จ๊อบ หนึ่งในสองของผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์มีโอกาสไปเยี่ยมบริษัทซีร็อกซ์ที่ศูนย์วิจัย Palo Alto มีมลรัฐแคลิฟอร์เนียมีความประทับใจกับระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ แต่มีการแสดงกราฟิกและการใช้งานที่ง่าย สตีฟ จ๊อบ จึงเริ่มความคิดที่จะสร้างคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่มีระบบการใช้ หรือที่เรียกว่ายูสเซอร์อินเตอร์เฟสเหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทซีร๊อกซ์ และในที่สุดก็พัฒนาเป็นคอมพิวเตอร์ชื่อลิซ่า แต่ลิซ่าไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร บริษัทแอปเปิ้ลจึงพัฒนาย่อส่วนลงและเพิ่มขีดความสามารถขึ้นจนกลายเป็นเครื่องแมคอินทอชในปัจจุบัน ความคิดของไมโครคอมพิวเตอร์ขณะนั้นคือ เพิ่มขีดความสามารถของการทำงานโดยเน้นการใช้งานง่ายเป็นสำคัญ แนวความคิด "หั่นเป็นชิ้นแยกส่วนการทำงาน" เริ่มต้นแล้ว ทำอย่างไรจึงให้คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีบทบาทและความจำเป็นมาก ถูกจำลองลงด้วยเครื่องขนาดเล็ก การใช้งานไมโครคอมพิวเตอร์จึงยังไม่สามารถทดแทนระบบขนาดใหญ่ได้
ความคิดเริ่มต้นอย่างช้า ๆ


ศูนย์วิจัยของบริษัทซีร๊อกซ์ได้พัฒนาและสร้างระบบต้นแบบไว้หลายอย่าง ความรู้แล้วต้นตำรับของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ก็เริ่มขึ้นที่นี่ด้วย ซีร๊อกซ์ได้พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์แยกส่วน และเชื่อมโยงต่อกันเป็นเน็ตเวอร์ก และในที่สุดอีเธอร์เนต หรือ IEEE 802.3 ก็ได้รับการยอมรับ นับว่าจุดเริ่มต้นของแนวความคิดได้รับการยอมรับ และกลายเป็นมาตรฐานโลกไปในที่สุด
พัฒนาการทางไมโครคอมพิวเตอร์ไปเร็วเกินคาด


หากย้อนรอยตั้งแต่ไอบีเอ็ม ประกาศไอบีเอ็มพีซีครั้งแรก ถนนการค้าไมโครคอมพิวเตอร์ก็ได้รับการขานรับและพัฒนาต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง จาก 286 มาเป็น 386 และกลายเป็น 486 ปัจจุบันมีหลายบริษัทได้พัฒนาระบบบัสที่เป็นแบบความเร็วสูง เช่น MCA, EISA หรือนำบัสที่เคยใช้บนมินิคอมพิวเตอร์ เช่น VME, Q bus หรือแม้แต่มัลติบัสมาใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์ที่ใช้ซีพียู 68000, 68020, 68030 เป็นต้น ช่วงสามสี่ปีที่ผ่านมา ระบบเวอร์กสเตชันก็ขานรับต่อมา มีเครื่องระดับเวอร์กสเตชันออกมามากมาย เช่น ของบริษัทซันไมโครซิสเต็ม ฮิวเล็ตต์แพคการ์ด หรือแม้แต่ไอบีเอ็มก็พัฒนาระบบ R6000 ขึ้นเช่นกัน สิ่งที่น่าสังเกตคือ ระบบคอมพิวเตอร์ยุคหลังนี้มาบนเส้นทางที่ให้ระบบการเชื่อมต่อถึงกันทั้งสิ้น การสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์จึงดูจริงจังและเป็นงานเป็นการขึ้นกว่าเดิมมาก
ทำไมระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์จึงมาแรง


หากย้อนไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้วคอมพิวเตอร์มีราคาแพง การใช้งานจะอยู่ที่หน่วยงานใหญ่ ๆ ต้องมีห้อง มีศูนย์คอมพิวเตอร์ ระบบคอมพิวเตอร์เป็นระบบรวมศูนย์ ถึงแม้แยกออกมาเป็นเทอร์มินัลก็แตกกระจาย จากศูนย์กลางออกไปแต่ แต่ในปัจจุบันการใช้คอมพิวเตอร์เริ่มแปรเปลี่ยนไป หน่วยงานต่าง ๆ พยายามมีคอมพิวเตอร์ของตนเอง ไมโครคอมพิวเตอร์หรือพีซีก็กระจายแพร่หลายไปทุกหน่วยงาน การพัฒนาซอฟต์แวร์เป็นไปอย่างกว้างขวาง มีโปรแกรมสำเร็จรูปออกมามากมาย สาเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มีความจำเป็น และมีบทบาทที่สำคัญต่อมาเพราะ
ความต้องการเชื่อมโยงให้เป็นระบบเดียวกัน


การใช้งานในหน่วยงานยิ่งแพร่หลาย ความต้องการที่จะเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารก็มีมากขึ้น ไมโครคอมพิวเตอร์มีราคาถูกเมื่อเทียบกับมินิคอมพิวเตอร์หรือเมนเฟรม ประจวบกับการใช้งานไมโครคอมพิวเตอร์ทำได้ง่ายกว่ามาก มีซอฟต์แวร์มาก แต่จุดอ่อนของไมโครคอมพิวเตอร์ก็อยู่ที่ระบบงานที่อาจต้องมีการเชื่อมโยงถึงกัน ดังนั้นการเพิ่มคุณค่าของระบบจึงต้องพัฒนาในเรื่องเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นประการสำคัญ พัฒนาการของไมโครโปรเซสเซอร์ไปเร็วมาก เหตุผลประการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ไมโครโปรเซสเซอร์และพัฒนาการทางด้านชิพได้ก้าวล้ำไปมาก ขีดความสามารถของซีพียูสูงขึ้น การคำนวณหรือระบบงานไมโครคอมพิวเตอร์ทำได้มาก ประกอบกับอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมได้มีการพัฒนาไปพร้อมกับระบบเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมรองรับได้มาก ส่วนนี้เองเป็นแรงกระตุ้นการเชื่อมโยงระบบให้มีการผูกยึดเป็นระบบเครือข่าย
เทคโนโลยีก้าวล้ำไปเป็นไฮเทค


เทคโนโลยีหลายด้านได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้นเป็นอันมาก เช่น เทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติก ไมโครเวฟ หรือแม้แต่สายโคแอกเชียล ก็สามารถทำให้มีแบนด์วิดธ์สูงมาก ในขณะที่ราคาต้นทุนลดลง การทำให้จำนวนกิโลบิตทิ่ว่งได้ต่อวินาทีสูงขึ้น โอกาสของถนนสายข้อมูลก็มีรถซึ่งเป็นข้อมูลวิ่งได้มากขึ้น นอกจากนี้พัฒนาการทางเทคนิคทางซอฟต์แวร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบสื่อสารที่เรียกว่า โปรโตคอล ก็ได้พัฒนาไปมาก มีการกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศขึ้น เพื่อตอบสนองการเชื่อมโยงเป็นระบบมากในระยะสองสามปีที่ผ่านมา
ระบบเครือข่ายช่วยงานอะไร


ความต้องการการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์เข้าหากันมีจุดมุ่งหมายหลายอย่าง
ต้องการใช้ทรัพยากรร่วมกัน


การใช้ทรัพยากรที่มีราคาแพงเช่นเครื่องพิมพ์คุณภาพใช้ซีพียูร่วมกัน ใช้ข้อมูลร่วมกัน การใช้ทรัพยากรร่วมกันนี้เป็นระบบที่จำเป็น เพราะเครือข่ายการทำงานขององค์กรจะต้องรวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันให้ได้มากที่สุด
ต้องการลดต้นทุนระบบรวม


การใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลมีค่าใช้จ่ายถูกใช้งานง่าย หาบุคลากรได้ การที่ให้บริษัทลงทุนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ราคาแพง เช่น มินิ หรือเมนเฟรม อาจเป็นปัญหาในเรื่องการลงทุน และการหาบุคลากร การขยายตัวของระบบจะค่อยเป็นค่อยไป การลงทุนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กจึงเป็นระบบขยายต่อได้ ถ้าหากระบบมีการเชื่อมโยงเครือข่าย
ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน


การทำงานหลายอย่างมีขอบเขตจำกัดมาก เช่น การเรียกค้นข้อมูลระหว่างเครื่องการทำรายงานเมื่อข้อมูล เช่น การเรียกค้นข้อมูลระหว่างเครื่อง การทำรายงานเมื่อข้อมูลกระจาย ระบบข่าวสารแบบกระจายนี้จำเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยง การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเป็นไปได้มาก เพราะจะทำให้ระบบเล็กกลายเป็นระบบที่ทำงานได้ โดยมีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น
เพิ่มการประยุกต์ใช้งาน


การประยุกต์ในระบบเครือข่ายมีได้หลายรูปแบบ เช่น ระบบสำนักงานอัตโนมัติ ระบบอีเมล์ ระบบการเข้าถึงข้อมูลแบบออนไลน์ เป็นต้น
กระจายการทำงาน : ปรัชญาของเครือข่าย


หากพิจารณาโครงสร้างการทำงานของเมนเฟรม คอมพิวเตอร์เหล่านั้นมีระบบการทำงานรวมศูนย์ ดังนั้นโครงสร้างจะต้องทำให้มีประสิทธิภาพสูง ใช้เทคโนโลยีที่สลับซับซ้อน ระบบเมนเฟรมจึงมีราคาแพง อย่างไรก็ตามการที่ให้เมนเฟรมมีทุกฟังก์ชันจึงเท่ากับว่าเป็นการเพิ่มโหลดให้กับซีพียูมาก ต้นทุนของเมนเฟรมจึงสูง ระยะหลังจึงมีการพูดกันถึงเรื่องดาวน์ไซซิ่งกันมาก กล่าวคือใช้ไมโครคอมพิวเตอร์หลาย ๆ ตัวต่อเป็นเน็ตเวอร์ก โดยใช้ปรัชญาในเรื่องการทำงานร่วมกันให้ซีพียูแต่ละตัวรับผิดชอบ หรือสร้างให้มีขีดความสามารถพิเศษในรูปแบบเซอร์ฟเวอร์ เช่น ซีพียูหลักตัวหนึ่งทำหน้าที่เป็นไฟล์เซอร์ฟเวอร์ ดูแลที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่มาก มีซอฟต์แวร์สนับสนุนในเรื่องการเข้าถึงฐานข้อมูล การจัดข้อมูล การทำดัชนี การค้นหา ฯลฯ การให้ซีพียูบางตัว เช่น ซีพียู พวก RISC ที่มีโปรเซสเซอร์พิเศาทางคณิตศาสตร์ร่วมทำงานในแง่การคำนวณได้ดีเป็นพิเศษ อาจมีขีดความสามารถเชิงความเร็วได้สูงกว่า 50 MIPS ซีพียูส่วนนี้ทำหน้าที่เป็นคอมพิวเตอร์เซอร์ฟเวอร์ ใช้สำหรับงานกราฟิก งาน CAD เป็นต้น ปรัชญาของเครือข่ายจึงใช้หลักการที่กระจายขีดความสามารถในจุดเด่นแต่ละตัว แล้วนำมารวมเป็นระบบเดียวกัน ผู้ใช้ที่อยู่ที่ต่าง ๆ ก็สามารถเรียกใช้เข้าหาในส่วนที่ตนเองต้องการใช้น เช่น ต้องการใช้ฐานข้อมูลก็เรียกใช้ได้ ต้องการผ่านไปในระบบสื่อสารข้อมูลอื่นก็ย่อมทำได้เช่นกัน ทุกบริษัทหันเข้าหาหลักการเซอร์ฟเวอร์มากขึ้นด้วยปรัชญาดังกล่าวนี้ เกือบทุกบริษัทที่ผลิตคอมพิวเตอร์จึงต้องลดขนาดของเครื่องให้เล็กลง และทำเป็นเซอร์ฟเวอร์ที่สามารถต่อร่วมกับหลายซีพียูได้ หากดูระบบไมโครคอมพิวเตอร์ของบางบริษัท เช่น คอมแพค บริษัทคอมแพคได้สร้างระบบ System Pro เพื่อสนับสนุนหลักการนี้ โดยมีระบบปฏิบัติงานเป็นยูนิกซ์ คอมแพคใช้ซีพียู 80486 ทำหน้าที่เป็นเซอร์ฟเวอร์ให้กับเครือข่าย ไอบีเอ็มเองประสบผลสำเร็จอย่างมากในเรื่องพีซี ปัจจุบันไอบีเอ็มได้พัฒนาพีเอสทูออกมาอีกหลายโมเดล แต่ละโมเดลก็เพิ่มขีดความสามารถในเรื่องการแสดงผล เช่น โมเดล 95 ใช้ 486 เป็นซีพียู มีขีดความสามารถในการประมวลผลได้สูงมาก และทำเป็นไฟล์เซอร์ฟเวอร์ในระบบเครือข่ายได้ทั้งอีเธอร์เน็ตและโทเก้นริง นอกจากนี้ไอบีเอ็มยังได้พัฒนาระบบเวอร์กสเตชัน และยูนิกซ์ขึ้นเช่นกัน ระบบที่ไอบีเอ็มพัฒนาคือ R6000 ซึ่งมีหลายโมเดลทำตัวเป็นไฟล์เซอร์ฟเวอร์ที่ดูแลข้อมูลได้หลายสิบกิกะไบต์
การสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ


ระบบเครือข่ายเชื่อมโยงได้ขยายวงอย่างกว้างขวาง เริ่มจากการมีเครือข่ายระหว่างมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ ARPANET หลังจากนั้นก็ขยายการเชื่อมโยงมากขึ้น ปัจจุบันยังมีเครือข่ายระหว่างประเทศที่แพร่หลายมาก ซึ่งได้แก่ BITNET การเชื่อมโยงนี้ทำให้การติดต่อทางด้านข้อมูลข่าวสารระหว่างนักวิจัยทำได้สะดวกขึ้น ผู้ใช้สามารถเชื่อมโยงระบบของตนเข้ากับเครือข่ายและสามารถส่ง EMAIL ถึงกันได้หมาด

การสร้างเครือข่ายจะเป็นลักษณะการเชื่อมโยงเข้าหากันเป็นระบบ จากระบบเล็กเข้าสู่ระบบใหญ่ จากระบบหนึ่งเกตเวย์เข้าสู่อีกระบบหนึ่ง ในที่สุดจะมีคอมพิวเตอร์ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นล้าน ๆ เครื่อง ด้วยหลักวิธีการนี้ทำให้การสร้างเน็ตเวอร์กภายใน เริ่มจากหน่วยงาน เช่นภายในเริ่มจากหน่วยงานเช่นในมหาวิทยาลัยจะสร้าง Backbone Network หรือเครือข่ายหลักของตนเอง จากนั้นเชื่อมโยงต่อกับเน็ตเวอร์กระดับสูงขึ้น
ปัญหาการกระจายการประมวลผลก็ยังมี


ระบบเน็ตเวอร์กให้ข้อดีในหลาย ๆ ประการ จึงมีบริษัทใหญ่หลายบริษัทในสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการด้านหลักการดาวน์ไซซิ่ง คือ แทนเมนเฟรมด้วยเน็ตเวอร์ก แต่หลังจากพัฒนาระบบภายในพบว่าการดูแลรักษาข้อมูลทำได้ยากกว่ามาก ระบบซอฟต์แวร์ที่สร้างความปลอดภัยของข้อมูลยังมีจุดอ่อนต่อการใช้งาน นอกจากนี้หากพัฒนาในระดับลึกของการประยุกต์ที่ยุ่งยากซับซ้อนจำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์รองรับอีกมากพอควร ยังต้องรอและให้ผู้พัฒนาระบบกระจายเพิ่มขึ้น การแก้ปัญหาในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
อนาคตยังไปอีกไกล


จากการคาดคะเนว่า ในปี ค.ศ. 1995 ไมโครคอมพิวเตอร์ที่มีขายทั่วไป จะมีระบบเชื่อมต่อเป็นฮาร์ดแวร์พื้นฐานติดมาด้วย หลายคนคาดไว้ว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ในอนาคตอีกสี่ห้าปีนี้จะมีการเชื่อมโยงกัน การเชื่อมโยงจึงเป็นเทคโนโลยีที่พวกเราเตรียมตัวกันได้แล้ว ถึงแม้วันนี้จะยังมีใช้ไม่หมด แต่อีกไม่นานก็คงจะต้องใช้อย่างแน่นอน


Links :

http://www.nrru.ac.th/preelearning/rungrot/page11004.asp
http://www.nrru.ac.th/preelearning/rungrot/page11005.asp
http://www.nrru.ac.th/preelearning/rungrot/page11006.asp
http://www.nrru.ac.th/preelearning/rungrot/page11007.asp
http://74.125.153.132/search?q=cache:yo9voCqzSpAJ:webhost.tsu.ac.th/491031160/bo%40t/Hardware.doc+%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A+%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0+%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C&cd=42&hl=th&ct=clnk&gl=th
http://www.mwbb.ac.th/caibenja/index2.htm
http://www.mwbb.ac.th/caibenja/network/network/index.html
http://www.mwbb.ac.th/caibenja/Information/index12.htm
http://www.mwbb.ac.th/caibenja/Information/index15.htm
http://www.mwbb.ac.th/caibenja/Information/index16.htm

สรุป

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน

o รับข้อมูล
เป็นส่วนรับคำสั่งจากผู้ใช้เข้าไปในเครื่อง โดยผ่านอุปกรณ์
เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ เป็นต้น

o ประมวลผล จะนำคำสั่งที่รับมาจากส่วนรับข้อมูลไปปฏิบัติ
โดยหน่วยประมวลผลมีชื่อ เรียกว่า ซีพียู

o แสดงผล เป็นส่วนที่แสดงผลที่ได้จากการประมวลผลให้ผู้ใช้
อุปกรณ์ ที่ทำหน้าที่นี้ ได้แก่ จอภาพ ลำโพง เป็นต้น 

ส่วนประกอบพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์

การทำงานของคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหน่วยสำคัญ 5 หน่วย
หน่วยประมวลผล
1. ไมโครโพรเซสเซอร์ 8086
2. ไมโครโพรเซสเซอร์ 80286
3. ไมโครโพรเซสเซอร์ 80386
4. ไมโครโพรเซสเซอร์ 80486
5. ไมโครโพรเซสเซอร์เพนเทียม

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 6 คน กำลังออนไลน์