ส่วนประกอบ และ หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

Link : http://www.school.net.th/library/create-web/10000/generality/10000-2302/pic2.gif

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อช่วยให้
o การทำงานเอกสารที่ซ้ำๆ ได้อย่างรวดเร็ว
o การคำนวณตัวเลข ถูกต้อง แม่นยำ
o สามารถเก็บข้อมูล ปรับปรุงแก้ไข ได้โดยง่าย
o การจัดเก็บข้อมูลให้เป็นฐานข้อมูล  แล้วสืบค้นได้
o การติดต่อสื่อสาร เพื่อสืบค้นข้อมูล เพื่อบันเทิง

ขั้นตอนการทำงานที่สำคัญของคอมพิวเตอร์ 4 ขั้นตอน...

 

ขั้นตอนที่

การทำงาน

ตัวอย่างอุปกรณ์

1. การรับข้อมูลและคำสั่ง (Input)

คอมพิวเตอร์รับข้อมูลและคำสั่งผ่านอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล

Mouse, Keyboard, Scanner, Microphone

2. การประมวลผลหรือคิดคำนวณ (Processing)

ข้อมูลที่คอมพิวเตอร์รับเข้ามา จะถูกประมวลผลโดยการทำงานของหน่วยประมวลผลกลาง (CPU : Central Processing Unit)  ตามคำสั่งของโปรแกรม หรือซอฟต์แวร์

CPU

3. การแสดงผลลัพธ์ (Output)

คอมพิวเตอร์จะแสดงผลลัพธ์ของข้อมูลที่ป้อน  หรือแสดงผลจากการประมวลผล  ทางอุปกรณ์แสดงผล

Monitor, Printer, Speaker

4. การเก็บข้อมูล (Storage)

ผลลัพธ์จากการประมวลผลสามารถเก็บไว้ในหน่วยเก็บข้อมูล

hard disk, floppy disk, CD-ROM

 

ส่วนประกอบภายใน และอุปกรณ์เสริมต่อพ่วง ภายนอก
2.1 Monitor
 Screen, Display ใช้แสดงผลทั้งข้อความ ภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว จอภาพในปัจจุบัน ส่วนมากใช้จอแบบหลอดภาพ (CRT หรือ Cathode Ray Tube) และจอแบบผลึกเหลว (LCD หรือ Liquid Crystal Display)
 
2.2 Computer Case
 
 เก็บอุปกรณ์หลักของคอมพิวเตอร์ เช่น CPU, Disk Drive, Hard Disk ฯลฯ

2.3 Keyboard
 ใช้พิมพ์คำสั่ง หรือป้อนข้อมูล มีลักษณะคล้ายแป้นพิมพ์ดีด แต่มีปุ่มพิมพ์มากกว่า
 
2.4 Mouse
 ใช้ชี้ตำแหน่งบนจอภาพ เพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เช่นเดียวกับการป้อนคำสั่งทางคีย์บอร์ด
 
2.5 Modem
 อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณคอมพิวเตอร์ให้สามารถส่งไปตามสายโทรศัพท์ได้
 
2.6 Printer 
 อุปกรณ์แสดงผลข้อมูลออกมาทางกระดาษ
 
2.7 Scanner
 อุปกรณ์นำเข้าข้อมูลที่เป็นรูปภาพหรือข้อความมาสแกน แล้วจัดเก็บไว้เป็นไฟล์ภาพ เพื่อนำไปใช้งานต่อไป
o         ข้อความจากการ Scan แตกต่างกับข้อความจากการพิมพ์ผ่าน Keyboard
 
ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์...
 คอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่สำคัญ 2 ส่วน ...  3.1 Hardware ... เป็นส่วนที่ประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์
ที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้ เช่น

o     ไมโครโปรเซสเซอร์
o     หน่วยความจำ 
o     อุปกรณ์เก็บข้อมูล 
o     อุปกรณ์รับข้อมูล   
o     อุปกรณ์แสดงผลข้อมูล
 
 
 3.2 Software ...  ชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นโดยโปรแกรมเมอร์ เพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จะถูกอ่านจากหน่วยบันทึกข้อมูล ส่งต่อไปยังซีพียู เพื่อควบคุมการประมวลผล และคำนวณ
ซอฟต์แวร์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ
 
 (1) ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ (Operating System Software) ...  เป็นซอฟต์แวร์ที่ควบคุมการทำงานทั้งหมดของฮาร์ดแวร์  ซึ่งคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องมีระบบปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ระบบปฏิบัติการยอดนิยมในปัจจุบันนี้ คือ Window Me, Windows XP,  OS/2,  Unix  และ  Linux  ระบบปฏิบัติจะมีการพัฒนา และปรับปรุงให้มีรุ่นใหม่อยู่เรื่อยๆ
 


 (2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) ...  ชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานเฉพาะด้านต่างๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ซอฟต์แวร์ประยุกต์จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ

·         ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน (Special Purpose Software)  จะมีความเหมาะสมกับงานเฉพาะด้าน เช่น โปรแกรมสำหรับการซื้อขาย มีประโยชน์กับร้านค้า หรือโปรแกรมสำหรับฝากถอนเงิน  ก็จะมีประโยชน์กับองค์กรเกี่ยวกับการเงิน เช่น ธนาคาร  

·         ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป (General purpose Software) เป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานส่วนตัวได้อย่างหลากหลาย  ทำให้ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน เช่น Microsoft Word,  Microsoft Excel, Microsoft  PowerPoint, Photoshop และ Oracle เป็นต้น
 
 ตัวอย่างซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) สำหรับงานทั่วไป ...
 ตัวเครื่อง...
 ตัวเครื่องมีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการออกแบบของผู้ผลิต ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท
 
 ตัวเครื่องแบบแนวนอน (Desktop Case) วางตัวเครื่องแนวนอนบนโต๊ะ แล้วนำจอภาพมาวางซ้อนไว้บนโต๊ะ
 ตัวเครื่องแบบแนวตั้ง (Tower Case) วางตัวเครื่องไว้ในแนวตั้ง  สามารถนำมาวางบนโต๊ะ หรือบนพื้น แล้ววางจอภาพไว้ข้างๆ ตัวเครื่อง  ปัจจุบันแบบนี้ได้รับความนิยม 
 ตัวเครื่องแบบรวมในชิ้นเดียว (All-In-One Case) เป็นการวางเอาตัวเครื่องและอุปกรณ์ทั้งหมด รวมเป็นชิ้นเดียว คล้ายกับโทรทัศน์ ตัวเครื่องแบบนี้สะดวกในการเคลื่อนย้ายกะทัดรัด แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะเพิ่มเติมอุปกรณ์ได้ยากเนื่องจากเปิดตัวเครื่องไม่สะดวก
 คอมพิวเตอร์แบบพกพา สามารถพกพา หรือนำติดตัวไปใช้งานในที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวก ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และสามารถใช้งานได้โดยแบตเตอรี่ที่อยู่ในเครื่อง (2-3 ชม.) แต่มีข้อจำกัดคือ ราคาแพง และการเพิ่มเติมอุปกรณ์ทำได้ยาก
 
 คอมพิวเตอร์แต่ละแบบ ต่างมีข้อดีและข้อเสียในตัวเอง การเลือกใช้งานขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและลักษณะงานของผู้ใช้
 
 ส่วนประกอบภายในเครื่อง...
 ในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีชิ้นส่วนภายในหลายชิ้น แต่ละชิ้นทำหน้าที่เฉพาะอย่าง
 
 เมนบอร์ด (Motherboard)..        เมนบอร์ด (Motherboard)

 แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์หลักของคอมพิวเตอร์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นของคอมพิวเตอร์ จะต้องต่อเชื่อมเข้ากับเมนบอร์ดนี้


  หน่วยประมวลผลกลาง (CPU-Central Processing Unit)...      หน่วยประมวลผลกลาง (CPU-Central Processing Unit)

 เป็นอุปกรณ์หลักของคอมพิวเตอร์  ทำหน้าที่คำนวณ ประมวลผล และควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ  ประกอบด้วยหน่วยย่อย 3 หน่วย คือ หน่วยความจำหลัก หน่วยคณิตศาสตร์และตรรกะ หรือหน่วยคำนวณ และหน่วยควบคุม
 
 
 หน่วยความจำแรม (RAM - Random Access Memory)...        หน่วยความจำแรม (RAM - Random Access Memory)
  
 เป็นหน่วยความจำหลัก ที่ใช้พักข้อมูลชั่วคราว ระหว่างอุปกรณ์บันทึกข้อมูลต่างๆ กับหน่วยประมวลผลกลาง เมื่อปิดเครื่อง ข้อมูลที่อยู่ในแรมจะหายไป
 
 หน่วยความจำรอม (ROM-Read Only Memory)...      หน่วยความจำรอม (ROM-Read Only Memory)


 เป็นหน่วยความจำถาวร ที่ใช้บันทึกข้อมูลของอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนเมนบอร์ด เช่น ขนาดและประเภทของฮาร์ดดิสก์ที่ใช้ ขนาดของแรม หน่วยประมวลผลที่ใช้ การติดตั้งฟลอปปี้ไดรฟ์  เป็นต้น และใช้เก็บคำสั่งที่มักใช้บ่อยๆ เช่น คำสั่งเริ่มต้นการทำงานของคอมพิวเตอร์   ข้อมูลที่บันทึกในรอม จะยังคงอยู่แม้จะปิดเครื่อง  มักจะเป็นข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก โดยเฉพาะข้อมูลที่ใช้ในการเริ่มระบบ (Start Up) ข้อมูลควบคุมการรับส่งคำสั่งและข้อมูล ตลอดจนการแสดงผล
 
 
 ช่องเสียบอุปกรณ์เพิ่มเติม (Expansion Slot) ..     ช่องเสียบอุปกรณ์เพิ่มเติม (Expansion Slot)

 เรียกกันทั่วไปว่า "สล๊อต" ทำหน้าที่ให้การ์ดขยาย เสียบเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างการ์ดขยายกับเมนบอร์ด


 การ์ดขยาย (Expansion Card) ...        การ์ดขยาย (Expansion Card)

 เป็นอุปกรณ์คล้ายบัตร หรือการ์ดขนาดใหญ่ จึงเรียกว่า การ์ดขยาย ทำหน้าที่เฉพาะด้าน เช่น การ์ดแสดงผล การ์ดเสียง เป็นต้น
 
 จานบันทึกข้อมูลแบบแข็ง (Hard Disk)...   จานบันทึกข้อมูลแบบแข็ง
(Hard Disk)


 อุปกรณ์เก็บข้อมูลหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ มีความจุข้อมูลมากกว่าฟลอปปี้ดิสก์ ติดตั้งภายในตัวเครื่อง ปัจจุบันมีความจุในระดับกิกะไบต์ (คาดว่าจะมีความจุระดับ Tarabyte ในอนาคตอันใกล้) เวลาเปิดเครื่องใช้งาน โปรแกรมจะถูกอ่านจากฮาร์ดดิสก์ไปยังแรม
 
  อุปกรณ์อื่นๆ... 
 CD-ROM Drive... อุปกรณ์เล่นแผ่นซีดีรอม โดยคอมพิวเตอร์ จะอ่านข้อมูลที่บันทึกในแผ่นซีดี และแสดงผลออกมาทางจอภาพ
 
 Floppy Drive... ช่องสำหรับอ่านแผ่นบันทึกข้อมูล (ปัจจุบันขนาด 3.5 นิ้ว)  คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องมีไดรฟ์ชนิดนี้  แต่มีแนวโน้มว่าจะหมดยุคของฟลอปปี้ไดรฟ์ในอีกไม่กี่ปี
 
 Power Supply... ติดตั้งอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ด้านหลังทำหน้าที่แปลงระดับแรง ดันไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านหรือไฟฟ้าทั่วไปให้เหมาะกับที่ใช้ในคอมพิวเตอร์
 

Link : http://home.kku.ac.th/hslib/412141/412141_2548/c1s1intro.htm


อุปกรณ์รอบข้างของคอมพิวเตอร์
แผงแป้นอักขระ (Keyboard)
 แผงแป้นอักขระ หรือคีย์บอร์ด เป็นอุปกรณ์สำหรับนำเข้าข้อมูลชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า คล้ายแป้นพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ดีด ขนาดไม่ใหญ่มาก บนแป้นพิมพ์จะมีปุ่มตัวอักษร สัญลักษณ์ และอักขระต่างๆ ตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะมีปุ่มต่างๆ ทั้งสิ้น 101 ปุ่ม แต่ปัจจุบันอาจเพิ่มปุ่มพิเศษมากขึ้นอีก เพื่อสนับสนุนการใช้ งานโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ
 
แป้นพิมพ์ที่สำคัญ ...
        แป้น Escape ... ใช้สำหรับยกเลิกคำสั่ง หรือออกจากโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ มีจำนวน 1 แป้น อยู่ที่มุมบนซ้ายสุด
 


         กลุ่มแป้น Function ...   มีทั้งหมด 12 ปุ่ม ตั้งแต่ F1ถึง F12 ช่วยอำนวยความสะดวกใน การทำงานด้วยโปรแกรมต่างๆ ให้ทำงานได้เร็วขึ้น เช่น กด F1 เป็นการเรียกใช้งานระบบความช่วยเหลือ (Help)
 


     แป้น Backspace  ...  ใช้ลบตัวอักษรที่อยู่ก่อนเคอร์เซอร์ ทีละหนึ่งตัว มี 1 ปุ่ม อยู่ด้านบนถัดจากแป้น F11,F12 ลงมา
 


    กลุ่มแป้นสำหรับแก้ไขข้อความ ...  มีอยู่ 6 แป้น ถัดจากแป้น F12 ลงมา ประกอบด้วยแป้น Insert, Delete, Home, End, PageUp, PageDown ใช้มากในโปรแกรมประเภทเวิร์ด สำหรับแทรกข้อความ ลบข้อความ เลื่อนตำแหน่ง เคอร์เซอร์และตำแหน่งของกระดาษ
 


       แป้น Enter ...  มีอยู่ 2 แป้น ทำหน้าที่บอกให้คอมพิวเตอร์เริ่มทำตามคำสั่งที่พิมพ์ไว้ เช่น โปรแกรม Internet Explorer  พิมพ์ชื่อเว็บไซต์ในช่อง Address แล้วต้อง Enter คอมพิวเตอร์จะติดต่อไปยังเว็บไซต์  ในโปรแกรมประมวลผลคำ (Word Processing)  กด Enter หมายถึง การขึ้นบรรทัดใหม่ ในโปรแกรมตารางคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ (Spreadsheet)  กด Enter หมายถึง ป้อนข้อมูลเข้าไปในเซลล์เรียบร้อยแล้ว
 


       แป้น Control (Ctrl)  และแป้น Alternate (Alt) ...  มีอยู่อย่างละ 2 ปุ่ม ทางซ้ายและขวามือ ทำหน้าที่ร่วมกับแป้นอื่น เพื่อให้เกิดคำสั่งพิเศษเพิ่มขึ้นมาก เช่น Ctrl+S หมายถึง การบันทึกข้อมูล, Ctrl+Alt+Del หมายถึง  เปิดหน้าต่าง Task Manager เพื่อดูสภาวะการทำงานของโปรแกรมที่กำลังใช้งาน เป็นต้น
 


      กลุ่มแป้นนัมเบอร์ (Numberic Keypad) ...
 อยู่ทางขวาของแป้นพิมพ์ มี 2 สถานะคือ ตัวเลข 0-9 และคีย์ลูกศร ถ้าอยู่ในสวานะที่ปุ่ม Num Lock มีติดอยู่ แสดงว่าแป้นชุดนี้เป็นตัวเลข  หรือถ้าไฟของปุ่ม Num Lock ดับ แสดงว่าแป้นชุดนี้เป็นคีย์ลูกศร
 


       กลุ่มแป้นเลื่อนเคอร์เซอร์ ...
 ใช้เลื่อนเคอร์เซอร์ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนจอภาพ
 


       แป้นสเปซบาร์ (Spacebar) ...
 มี 1 แป้น เป็นแป้นที่ยาวที่สุดของแป้นพิมพ์ อยู่ด้านล่างสุด ทำหน้าที่พิมพ์ตัวอักษรที่เป็นช่องว่าง ครั้งละ 1 ตัวอักษร
 


     แป้นชิฟต์ (Shift) ...  มีอยู่ 2 แป้น ซ้าย-ขวา ทำหน้าที่คอยเรียกใช้งานตัวอักษรอีกชุดหนึ่ง ที่อยู่ด้านบนของแป้นพิมพ์ เหมือนกับการยกแคร่ของแป้นพิมพ์ดีด
 


       แป้น Caps Lock ...
 อยู่เหนือปุ่มชิฟต์ (Shift) ทางซ้าย  มีหน้าที่ทำให้คีย์บอร์ดอยู่ในสภาวะ เรียกใช้งานตัวอักษรชุดที่อยู่ด้านบนของแป้นพิมพ์ตลอดเวลา
 


      ไฟแสดงสถานะ ...  เป็นไฟเล็กๆ ทางขวามือด้านบนสุดของแป้นพิมพ์  ใช้แสดงสถานะของการใช้งานปุ่ม  Num Lock, Caps Lock และ Scroll Lock
 


     กลุ่มแป้นพิมพ์อักขระ ...
 มีจำนวน 47 แป้น เป็นแป้นกลุ่มใหญ่ของแป้นพิมพ์ อยู่ตรงกลาง  มีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ตำแหน่งคล้ายกับพิมพ์ดีดทั่วไป
 


    ความต้องการคีย์บอร์ดที่สะดวกต่อการพกพา ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ คือคีย์บอร์ดแบบพับได้ ซึ่งทำได้สารพลาสติกที่มีการใส่วงจรภายใน ที่สามารถพับม้วนได้สะดวก
 


 แป้นพิมพ์เป็นอุปกรณ์หลักเพื่อป้อนข้อมูลที่ใช้งานมากที่สุด จึงต้องใช้งานให้คล่อง ผู้ที่เคยเรียนพิมพ์ดีดมาจะใช้งานคอมพิวเตอร์ได้คล่องกว่าผู้ที่ไม่เคยเรียนพิมพ์ดีดมาก่อน ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนควรจะหัดพิมพ์สัมผัสให้คล่อง และเรียนรู้การใช้งานแป้นพิมพ์พิเศษต่างๆ ตามที่โปรแกรมกำหนดและหมั่นใช้งานบ่อยๆ ก็จะสามารถพิมพ์คอมพิวเตอร์ได้คล่องมือและสนุกสนาน
 
เมาส์ (Mouse) ...
 
 เป็นอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลเช่นเดียวกับคีย์บอร์ด ทำหน้าที่เลื่อนเคอร์เซอร์ หรือสัญลักษณ์ตัวชี้เมาส์ (Mouse Pointer) ที่ปรากฏบนจอภาพ  การเลือกคำสั่งโดยใช้เมาส์จะให้ความสะดวกกว่าการใช้คีย์บอร์ด โดยเฉพาะในโปรแกรม ประเภท  Windows  สามารถใช้งานได้ง่ายๆ ด้วยการขยับเมาส์เพียงเล็กน้อย
 เมาส์มีรูปร่างหลากหลายรูปแบบ มีสีสันต่างๆ กันไปตามการออกแบบของผู้ผลิต
 
 หน้าที่ของเมาส์ โดยสรุปมีดังนี้

1. เลือกคำสั่งบนเมนู                                   

2. ใช้เลื่อนสัญรูป (Icon)

3. ปรับเปลี่ยนขนาดของวินโดว์หรือหน้าต่าง

4. เริ่มต้นใช้งานโปรแกรม

5. เลือกออปชันต่าง ๆ
 
 ส่วนประกอบที่สำคัญ

      ลูกกลิ้งกลม สำหรับหมุนเพื่อเลื่อนตัวชี้เมาส์

       เมาส์รุ่น แบบใช้แสง (Optical) ทำงานโดยการวัดตำแหน่งของแสงที่สะท้อนกลับมา 

     ล้อหมุนตรงกลางระหว่างปุ่มซ้ายขวา ปุ่มคำสั่งเพื่อเลื่อนภาพขึ้นหรือลง  ในบางโปรแกรม Microsoft Word หรือ Internet Explorer  


 
 การใช้เมาส์ที่ถูกต้อง

      จับเมาส์ด้วยนิ้วโป้งและนิ้วนาง นิ้วชี้จะอยู่ที่ปุ่มด้านซ้าย ส่วนนิ้วกลางวางที่ปุ่มขวา อุ้งมือสำหรับบังคับให้เลื่อนเมาส์ไปมา  เมื่อเราเลื่อนเมาส์ ตัวชี้เมาส์บนจอภาพจะเลื่อนไปมา  แสดงว่าเมาส์กำลังทำงานตามปกติ
 
 
 
 
 
 การใช้เมาส์มีลักษณะดังนี้

1.  การเลื่อนตัวชี้เมาส์ คือ การขยับเมาส์ไปมา

2. Click คือ การชี้ที่ส่วนต่างๆ ที่ปรากฏบนจอภาพ แล้วการกดปุ่มซ้ายของเมาส์หนึ่งครึ่ง

3. การดับเบิลคลิก (Double Click) คือ การกดปุ่มซ้ายบนเมาส์ติดกัน 2 ครั้งอย่างรวดเร็ว เพื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา การดับเบิลคลิกมีค่าเท่ากับการกดคีย์ Enter 

4. การลากแล้วปล่อย (Drag and Drop) คือ การเลื่อนตัวชี้เมาส์ไปชี้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของไอคอน ข้อความ หรือภาพที่ต้องการ   แล้วกดปุ่มซ้ายของเมาส์ค้างไว้  จากนั้นขยับเมาส์เพื่อเลื่อนตัวชี้เมาส์ ไปยังตำแหน่งที่ต้องการบนจอภาพ   แล้วจึงปล่อยปุ่มซ้ายเมาส์

5. การคลิกเมาส์ปุ่มขวา (Right Click) คือ การคลิกที่ปุ่มขวาของเมาส์หนึ่งครั้ง ใช้เพื่อเปิดเมนูย่อยขึ้นมา นิยมใช้ในการเปิด โปรแกรม Windows

6. การเลื่อนล้อหมุน (Wheeling) คือ การขยับล้อที่อยู่กลางเมาส์ ระหว่างปุ่มซ้ายและขวาให้เลื่อนไปมา ใช้เพื่อเลื่อนภาพที่ปรากฏบนจอให้ขึ้นหรือลง
 
 
 แผ่นรองเมาส์ (Mouse Pad)

ควรจะใช้แผ่นรองเมาส์ (Mouse Pad)  ที่มีพื้นผิวเรียบ และสะอาด เพื่อให้ลูกกลิ้งเลื่อนไปมาได้ เมาส์แบบลูกกลิ้ง ควรจะถอดมาทำความสะอาดบ่อยๆ เพื่อให้ลูกกลิ้งขยับเลื่อนไปมาได้สะดวก หรือหากใช้เมาส์แบบแสง  แผ่นรองเมาส์ ไม่ควรจะเป็นภาพที่มีลวดลาย หรือมีสีสันตัดกันมากๆ  เพราะแต่ละสีจะมีค่าของแสงสะท้อนไม่เท่ากัน ซึ่งจะเป็นผลให้ขยับตัวชี้เมาส์ไปยังตำแหน่งที่ต้องการได้ยาก  
 
จอภาพ (Monitor) ...
 ในอดีตจอภาพมีหลายแบบ
 3.1.1   ลักษณะของจอภาพด้านประสิทธิภาพ ...
 o   จอภาพสีเดียว (Monochrome)
 เป็นจอภาพที่ใช้กันทั่วไปในสมัยก่อน แต่ปัจจุบันใช้เฉพาะในบางที่เช่น เครื่องคิดเงินในร้านค้า หรือตู้ ATM ของบางธนาคาร   เป็นต้น  มีลักษณะการแสดงผลเป็นสีเดียวเช่น สีขาว สีเขียว หรือสีส้ม และแสดงได้เฉพาะตัวอักษรเท่านั้น
 
o   จอภาพแบบ VGA (Video Graphics Array)  
 มีความละเอียดของพิกเซล 640x480 จุด เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วๆ ไป มีขนาดของจอภาพ 14 หรือ 15 นิ้ว โดยวัดระยะจากมุมหนึ่งไปยังอีกมุมหนึ่งในแนวทแยงบนจอภาพ
 
o   จอภาพแบบ SVGA (Super Video Graphics Array)
 จะมีความละเอียดของพิกเซล 800x600 จุด เหมาะสำหรับใช้ในงานธุรกิจ หรือตามสำนักงานทั่วๆ ไป ขนาดที่นิยมคือ 14 หรือ 15 นิ้ว ส่วนจอที่มีความละเอียดของ พิกเซล 1,280x1,024 จุด เหมาะสำหรับใช้ในงานออกแบบกราฟิกต่าง ๆ
 
 
 3.1.2   ลักษณะของจอภาพด้านสถาปัตยกรรมทางฮาร์ดแวร์  มีดังนี้ ...
 จอแบบโค้ง หรือจอหลอดภาพ  CRT และ Trinitron ·        จอภาพ CRT (Cathode-Ray tube)

 เป็นจอภาพที่ใช้เทคโนโลยีหลอดภาพแบบ CRT มีหลักการทำงานคล้ายเครื่องรับโทรทัศน์ ซึ่งจอภาพในปัจจุบันจะมีให้เลือกอยู่ 2 แบบ ได้แก่
 
 o        จอภาพแบบธรรมดา หรือ Shadow Mask
เป็นจอภาพที่ใช้หลอดภาพแบบ CRT ธรรมดา
มีราคาถูกที่สุด และมีการใช้งานกันมาก
ในปัจจุบัน    พื้นผิวหน้าจอส่วนใหญ่จะเป็น
แบบที่มีความโค้งแต่ก็จะมีแบบที่ทำการลด
ส่วนโค้งของพื้นผิวหน้าจอให้เกือบแบนเรียบ
ด้วย ที่เรียกว่า แบบ Flat Square (FST) ซึ่งเป็นแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
 

 o        จอภาพแบบไตรนิตรอน (Trinitron)
เป็นจอภาพที่ใช้หลอดภาพ CRT แบบ Trinitron
ที่พัฒนาโดยบริษัท Sony มีคุณสมบัติพิเศษกว่า
หลอดภาพแบบ CRT ธรรมดาคือ ภาพที่แสดง
จะมีความสว่างสีสันสดใสสมจริงมากกว่า และช่วยถนอมสายตาในการใช้งานนานๆ จอ Trinitron    ซึ่งปัจจุบันนี้แทบจะถูกแทนที่
ด้วยแบบใหม่เรียกว่า Flat Display Trinitron (FD Trinitron) ซึ่งก็ใช้หลอดภาพ Trinitron เช่นกันแต่หน้าจอ จะมีลักษณะแบนราบ  
 ไม่หลอกสายตา
 
 
 จอภาพแบบแบน (LCD) ...  
 o        จอภาพแบบแบน (LCD; Liquid Crystal Display) 
 จอภาพผลึกเหลวใช้งานกับคอมพิวเตอร์ประเภทพกพาเป็นส่วนใหญ่ เป็นแบ่งได้เป็น
 
 o        Active matrix จอภาพสีสดใสมองเห็นจากหลายมุม เนื่องจากให้ความสว่าง และสีสันในอัตราที่สูง มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า TFT – Thin Film Transistor และเนื่องจากคุณสมบัติดังกล่าว ทำให้ราคาของจอประเภทนี้สูงด้วย

o        Passive matrix color จอภาพสีค่อนข้างแห้ง   เนื่องจากมีความสว่างน้อย และสีสันไม่มากนัก ทำให้ไม่สามารถมองจากมุมมองอื่นได้ นอกจากมองจากมุมตรง เรียกอีกชื่อได้ว่า DSTN – Double Super Twisted Nematic
การ์ดแสดงผล (Video Card)  ...
 
 หรือ Video  Adapter บางครั้งเรียกว่า Graphics  Board เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตัวหนึ่งที่เสียบเข้าไปในเมนบอร์ด ทำหน้าที่นำข้อมูลจากการประมวลผลของซีพียู มาประมวลจากดิจิตอลเป็นอนาล็อก แล้วส่งไปยังวงจรควบคุมสี (RGB Circuit) ที่จอภาพ เพื่อให้ปรากฏเป็นภาพบนหน้าจอ ภายในการ์ดแสดงผลนั้นจะมีหน่วยประมวลผล และหน่วยความจำ ซึ่งจะทำหน้าที่ประมวลผลภาพ แล้วส่งผลลัพธ์ไปยังจอภาพ หน่วยความจำของการ์ดแสดงผลในปัจจุบันมีขนาดถึง 64  MB หน่วยความจำของการ์ดแสดงผลแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
 
1. ดีแรม (Dynamic Random Access Memory – DRAM)
 ความสามารถในการรับ–ส่งข้อมูลค่อนข้างต่ำ  ราคาไม่สูงนัก ปกติการ์ดแสดงผลที่ใช้งานอยู่ทั่วไปมักใช้หน่วยความจำประเภทนี้
 
2. วีแรม (Video Random Access Memory – VRAM)
 มีความสามารถในการรับ–ส่งข้อมูลสูง ใช้ในงานกราฟิก หรืองานที่ต้องการภาพสวยงาม
 
 
 นอกจากนี้ยังมีหน่วยความจำของการ์ดแสดงผลอีก 2 ประเภท แต่ไม่นิยมใช้มากนัก คือ EDO RAM (Extended  Data Out RAM) และ WRAM (Window RAM)


 
เครื่องพิมพ์ (Printer) ...
 เครื่องพิมพ์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า พรินเตอร์ (Printer) เป็นอุปกรณ์แสดงผล (Output Device) โดยพิมพ์ข้อความออกมาทางกระดาษ  แผ่นใส  หรือโปสเตอร์ สามารถพิมพ์ได้ทั้งขาวดำและสี
 งานที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายประเภท เช่น รายงานจดหมาย การทำอาร์ตเวิร์ก ใบเสร็จ ฯลฯ การที่เราจะใช้เครื่องพิมพ์นั้น สิ่งที่จำเป็นจะต้องรู้ มีดังนี้
 1. ความเร็วในการพิมพ์ (Speed)
 การดูว่าเครื่องพิมพ์นั้นๆ พิมพ์ได้เร็วหรือช้า ดูจากอัตราความเร็วในการพิมพ์ จำนวนหน้าต่อนาที ที่เรียกว่า   ppm  (page  per  minute) หรือจำนวนตัวอักษรในหนึ่งวินาที ที่เรียกว่า cps (characters per second) เช่น เครื่องพิมพ์ EPson Stylus Color 850 10.0 ppm for black หมายความว่า ความเร็วในการพิมพ์ขาวดำได้สูงสุด 10 หน้าต่อนาที

2. ความละเอียดในการพิมพ์  (Resolution)
 เป็นการบอกคุณภาพของเครื่องพิมพ์ว่าสามารถพิมพ์งานได้ละเอียดมากหรือน้อยโดยจะวัดเป็นจำนวนจุดที่พิมพ์ในหนึ่งนิ้วที่เรียกว่า dpi (dots per inches) เพราะตัวหนังสอหรือภาพที่พิมพ์อกมานั้นเกิดมาจากจุดเล็กๆ นับพันนับหมื่นจุด มาประกอบกันขึ้นเป็นตัวอักษรหรือภาพ ดังนั้น หากจำนวน  dpi มากแสดงว่าเครื่องพิมพ์นั้นพิมพ์งานได้ละเอียดมาก เช่น เครื่อง  Canon  BJC – 6000  Resolution  1440 x dpi black  แสดงว่า เครื่องพิมพ์รุ่นนี้พิมพ์งานขาวดำได้ละเอียด 1440 x  720 จุดต่อนิ้ว เป็นต้น


 เครื่องพิมพ์ที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป แบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ 
 4.1 เครื่องพิมพ์แบบกระแทก (Dot – Matrix  Printer)

  ใช้ระบบหัวเข็มกระแทกบนผ้าหมึกให้มีรอยหมึกบนกระดาษ โดยที่หัวพิมพ์จะมีชุดเข็มเรียงกันเป็นชุด เพื่อกระแทกผ้าหมึกให้หมึกติดลงบนกระดาษทีละจุดเรียงกันเป็นตัวอักษร  ดังนั้น เวลาพิมพ์จะมีเสียงกระแทกหัวเข็มดังพอสมควร งานที่ได้มีคุณภาพปานกลาง แต่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง เพราะราคาไม่แพง

 จุดเด่นของเครื่องพิมพ์ชนิดหัวเข็มอีกอย่างหนึ่งคือ สามารถพิมพ์กระดาษซ้อนกันหลายๆ แผ่นที่มีหมึกก็อปปี้ได้ เหมาะที่จะใช้ตามห้างร้าน หรือบริษัทที่พิมพ์ใบเสร็จหรือใบบิลแก่ลูกค้า

ความเร็วในการพิมพ์ โดยทั่วไปพิมพ์ได้ 25 ถึง 450 cps (character per second) หรือตัวอักษรต่อวินาที ส่วนความละเอียดในการพิมพ์ขึ้นอยู่กับชุดหัวพิมพ์ ถ้าหัวพิมพ์ 9 เข็ม งานจะออกมาค่อนข้างหยาบ แต่ถ้ามีหัวพิมพ์ถึง 24 เข็ม งานจะออกมาละเอียดกว่า
หมึกที่ใช้พิมพ์สำหรับเครื่องพิมพ์แบบจุดจะเป็นผ้าหมึก โดยผ้าหมึกในตลับจะถูกเลื่อนไปเรื่อยๆ จนหมดม้วน จึงเปลี่ยนใหม่

กระดาษที่ใช้กับเครื่องพิมพ์แบบนี้ใช้ได้ทั้งกระดาษที่สอดทีละแผ่น และกระดาษต่อเนื่อง ที่ยาวติดต่อกัน โดยมีความกว้างขนาด A4 หรือใหญ่กว่าก็ได้


4.2 เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก (Ink Jet Printer)

 เป็นเครื่องที่ใช้วิธีการฉีดพ่นหมึกเข้าไปเป็นจุดๆ บนกระดาษ สามารถพิมพ์สีหรือขาวดำได้ คุณภาพของงานพิมพ์สวยงามกว่าเครื่องพิมพ์แบบจุด นิยมใช้ในงานตามโรงพิมพ์ทั่วไป

ความเร็วในการพิมพ์ ถ้าเป็นพิมพ์สีดำจะมีความเร็วปานกลางคือ ตั้งแต่ 1–10 ppm (page per minute) แต่ถ้าเป็นพิมพ์สี ความเร็วจะลดลงอยู่ที่ 1–6 ppm แล้วแต่ประสิทธิภาพของแต่ละรุ่น

ความละเอียดของงานที่ได้ ปัจจุบันเครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึกได้รับพัฒนาการความละเอียดมากขึ้น บางรุ่นสามารถทำได้มากถึง 1440x720 dpi  แต่ส่วนใหญ่จะมีความละเอียดอยู่ที่ 720  x 360 dpi

หมึกพิมพ์ที่นิยมใช้กันทั่วไปจะเก็บในตลับหมึก เมื่อใช้หมดแล้วจะเปลี่ยนตลับใหม่ ข้อควรระวังของเครื่องพิมพ์แบบนี้ก็คือ หมึกจะแห้งช้า ทำให้เลอะกระดาษ จึงควรเลือกใช้หมึกประเภทแห้งเร็ว

กระดาษที่ใช้พิมพ์ทั่วไป จะใช้ขนาด A4  หรือ 8.5x11  นิ้ว  บางรุ่นอาจใช้กระดาษใหญ่กว่านี้ได้ สีที่สามารถจะเป็นแม่สีหลัก คือ ฟ้า แดง เหลือง และดำ

 4.3 เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer)

 เป็นเครื่องพิมพ์ที่ได้รับความนิยมนำมาใช้งานในสำนักงานทั่วไป อย่างไรก็ตามเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ยังมีราคาสูงกว่าเครื่องพิมพ์แบบจุดและแบบฉีดหมึก จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ส่วนตัวเพราะไม่คุ้มค่า

ความเร็วในการพิมพ์ เครื่องพิมพ์เลเซอร์สามารถพิมพ์ได้เร็วตั้งแต่ 4 ถึง 20 หน้าต่อนาที (ppm) ขึ้นไป ส่วนความละเอียดมีตั้งแต่ 300-1200 dpi จึงทำให้ผลงานพิมพ์คมชัดมากเหมาะสำหรับนำมาใช้งานกราฟิก ออกแบบสถาปัตยกรรม และทำสิ่งพิมพ์ตามโรงพิมพ์

หมึกพิมพ์ของเครื่องพิมพ์เลเซอร์จะเก็บในตลับที่เรียกว่า “โทนเนอร์” ภายในเป็นผงหมึกเช่นเดียวกับหมึกของเครื่องถ่ายเอกสาร เมื่อหมึกหมด ถ้าไม่เปลี่ยนตลับใหม่สามารถเติมหมึกใหม่ได้ แต่คุณภาพอาจจะไม่ดีเท่าของใหม่

กระดาษที่ใช้โดยปกติจะใช้ขนาด 8.5x11 นิ้ว (A4) แต่ก็สามารถใช้กระดาษขนาดใหญ่หรือเล็กกว่านี้ได้ เครื่องพิมพ์เลเซอร์ส่วนใหญ่นิยมพิมพ์ขาว–ดำ แต่บางรุ่นก็สามารถพิมพ์สีได้ซึ่งก็จะมีราคาสูงกว่าเครื่องพิมพ์ขาว–ดำทั่วไปมาก ในการใช้เครื่องพิมพ์นั้น สิ่งที่เราควรทราบมีดังนี้
 
  จอภาพที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ... เป็นจอแบบ SVGA ขนาด 17 นิ้ว สามารถแสดงความละเอียดของภาพ ได้สูงสุดขนาด 1,280x1,024 พิกเซล  เน้นเรื่องความปลอดภัยต่อผู้ใช้จากการแผ่รังสี มีคุณสมบัติประหยัดพลังงาน
 
สแกนเนอร์ (Scanner) ...
 สแกนเนอร์ (Scanner) เป็นอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลประเภทที่ไม่สะดวกในการป้อนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ทางคีย์บอร์ดได้ เช่น ภาพโลโก้  วิวทิวทัศน์  ภาพถ่ายรูปคน สัตว์ ฯลฯ 

เราสามารถใช้สแกนเนอร์สแกนภาพเข้าเก็บไว้ในเครื่อง เพื่อนำภาพมาแก้ไขสี รูปร่าง ตัดแต่ง และนำภาพไปประกอบงานพิมพ์อื่นๆได้

สแกนเนอร์ภาพนิ่ง เป็นสแกนเนอร์ที่เก็บภาพนิ่ง และสแกนข้อความประเภท Text จากเอกสาร โดยไม่ต้องพิมพ์ใหม่ได้

ประเภทของสแกนเนอร์ สแกนเนอร์แบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ
 
 5.1 สแกนเนอร์มือถือ (Hand-Held Scanner)
มีขนาดเล็ก  ราคาไม่แพงนัก เก็บภาพขนาดเล็กๆซึ่งไม่ต้องการความละเอียดมากนักได้ เช่น โลโก้ ลายเซ็น เป็นต้น

5.2 สแกนเนอร์ดึงกระดาษ (Sheet-Feed Scanner)
เป็นสแกนเนอร์ที่ใหญ่กว่าสแกนเนอร์มือถือ ใช้หลักการดึงกระดาษขึ้นมาสแกนทีละแผ่น แต่มีข้อจำกัดคือ ถ้าต้องการแสดงภาพจากหนังสือที่เป็นรูปเล่มต้องฉีกกระดาษออกมาทีละแผ่นทำให้ไม่สะดวกในการสแกน คุณภาพที่ได้จากสแกนเนอร์ประเภทนี้อยู่ในระดับปานกลาง

5.3 สแกนเนอร์แท่นเรียบ ( Flatbed Scanner)
เป็นสแกนเนอร์ที่มีกระจกใสไว้สำหรับวางภาพที่จะสแกน เหมือนเครื่องถ่ายเอกสาร คุณภาพของงานสแกนประเภทนี้จะดีกว่าสแกนเนอร์แบบมือถือ หรือสแกนเนอร์แบบดึงกระดาษ แต่ราคาสูงกว่าเช่นกัน
 
การเลือกใช้สแกนเนอร์ มีข้อควรพิจารณา ดังนี้

1. ความละเอียดของงานสแกน ความละเอียดของภาพมีหน่วยวัดเป็นจุดต่อนิ้ว (dpi = dot per inches) สแกนเนอร์ที่มีคุณภาพดีสามารถสแกนได้ละเอียดมากถึง 1200 dpi โดยปกติการใช้สแกนเนอร์ธรรมดาจะใช้ความละเอียดเพียง 300 dpi ก็พอ ไม่จำเป็นต้องให้ความละเอียดมาก เพราะจะทำให้ใช้เวลาในการสแกนมาก

2.  การสแกนสี การสแกนเฉดเทา (Grayscale Scanner) จะสแกนภาพออกมาเป็นสีเทา ปัจจุบันไม่นิยมใช้งานแล้ว แต่นิยมใช้สแกนเนอร์สี (Color Scanner) ซึ่งเหมาะสำหรับการสแกนภาพถ่ายและภาพจากสิ่งพิมพ์ต่างๆ
โมเด็ม (Modulator and Demodulator) เป็นอุปกรณ์รอบข้างสำหรับต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างกันมากๆ โดยอาศัยเครือข่ายของโทรศัพท์เข้ามาช่วยในการสื่อสารรับ-ส่งข้อมูล

ความเร็วของโมเด็มมีหน่วยเป็น บิตต่อวินาที (bit per second : bps) หมายความว่า ในหนึ่งวินาที จะมีข้อมูลถูกส่งออกหรือรับเข้ามาจำนวนกี่บิต เช่น โมเด็มที่มีความเร็ว 56 Kbps จะสามารถ รับ-ส่งข้อมูลได้ 56 กิโลบิตในหนึ่งวินาที
 
 
 โมเด็มที่ใช้งานตามบ้านในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้ตามลักษณะการติดตั้งใช้งาน และตามลักษณะของสัญญาณ ดังนี้คือ

โมเด็มตามลักษณะการติดตั้งใช้งาน มี 2 ประเภท คือ

       โมเด็มที่ติดตั้งภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ (Internal Modem) ซึ่งจะติดตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ราคาไม่แพง แต่ไม่สะดวกในการเคลื่อนย้าย

        โมเด็มที่ติดตั้งภายนอก (External Modem) จะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมมีสายต่อเข้ากับ CPU นิยมใช้มากเพราะเคลื่อนย้ายสะดวก ติดตั้งง่าย และคุณภาพดีพอสมควร

โมเด็มตามลักษณะสัญญาณ มี 2 ประเภท คือ

        โมเด็มแบบสัญญาณเสียง (Voice Modem) เป็นโมเด็มรูปแบบเดิมที่ใช้งานโดยทั่วไป โมเด็มจะทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัล (Digital) ที่ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์แปลงให้เป็นสัญญาณอนาล็อก (Analog) เพื่อส่งไปตามสายโทรศัพท์ และเมื่อถึงปลายทางโมเด็มที่ปลายทาง ก็จะแปลงกลับจากสัญญาณอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิทัล  โมเด็มประเภทนี้ มีความเร็วสูงสุดในการส่งสัญญาณอยู่ที่ 56 Kbps
        โมเด็มแบบสัญญาณดิจิตอล หรือโมเด็มเอดีเอสแอล (ADSL Modem, ADSL = Asymmetric Digital Subscriber Line) เป็นโมเด็มที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ใช้กับระบบเครือข่ายโทรศัพท์ดิจิตอลความเร็วสูง หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โมเด็มประเภทนี้จะส่งสัญญาณดิจิทัลไปตามสายโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องแปลงเป็นสัญญาณอนาล็อกก่อน ความเร็วในการรับสัญญาณ (Download) กับความเร็วในการส่งสัญญาณ (Upload) ของโมเด็มประเภทนี้จะไม่เท่ากัน โดยความเร็วในการรับสัญญาณ จะมากกว่าความเร็วในการส่งสัญญาณ  โดยความเร็วในการรับสัญญาณอยู่ที่  128 kbps ถึง 2 Mbps ซึ่งเร็วกว่าโมเด็มแบบเดิม 2 - 8 เท่า 

การเลือกใช้งานโมเด็ม มีข้อพิจารณา ดังนี้

1. ประเภทของระบบโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อ  ถ้าเป็นการต่ออินเทอร์เน็ตโดยใช้ระบบโทรศัพท์ในรูปแบบเดิม  จะต้องเลือกใช้โมเด็มแบบสัญญาณเสียง ซึ่งมีความเร็วอยู่ที่ 56 Kbps  แต่ถ้าเป็นระบบโทรศัพท์ที่สามารถใช้สัญญาณ ADSL ได้  ก็จะสามารถใช้โมเด็มแบบ ADSL ได้ โดยจะต้องเลือกใช้โมเด็มที่มีความเร็วในอัตราเดียวกับที่เช่าใช้บริการ ADSL เช่น ถ้าเช่าใช้บริการ ADSL ที่ความเร็วในการรับสัญญาณที่ 128 Kbps ก็จะต้องเลือกใช้โมเด็มที่สามารถรับสัญญาณได้ไม่น้อยกว่า 128 Kbps

2. ความประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย โมเด็มในรูปแบบเดิม จะเสียค่าบริการติดต่อผ่านคู่สายโทรศัพท์ตามระยะเวลาที่ใช้ เช่น หากติดต่อใช้บริการอินเทอร์เน็ตจากศูนย์บริการท้องถิ่น ก็จะเสียค่าบริการคิดอัตราเป็นครั้งละ  แต่ถ้าติดต่อไปยังศูนย์บริการในจังหวัดอื่น ก็จะเสียค่าบริการเป็นนาที   ส่วนการใช้โมเด็ม ADSL จะเสียค่าบริการในอัตราเหมาจ่ายเป็นรายเดือน  สามารถใช้บริการได้ตลอด 24 ชม. ทุกวัน
 
การ์ดเสียง (Sound Card) ...
 ปัจจุบันการ์ดเสียงเป็นอุปกรณ์ที่พัฒนาไปมาก ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถแสดงเสียงได้เหมือนเครื่องเสียง การ์ดเสียงมีชื่อเรียกหลายชื่อ บางทีเรียก ซาวด์การ์ด (Sound Card) ซาวด์บอร์ด (Sound Board) หรือออร์ดิโอซาวด์ (Audio Sound)

อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการ์ดเสียง คือ ลำโพงหรือหูฟัง โดยปกติคอมพิวเตอร์จะมีลำโพงเล็กๆ ติดไว้ข้างในมาพร้อมกับเครื่อง แต่ปัจจุบันจะมีลำโพงขนาดใหญ่ขึ้น บางรุ่นมีลำโพงข้างนอกแถมมาให้ด้วย นอกจากนั้น การ์ดเสียงสามารถจะติดตั้งไมโครโฟน สำหรับบันทึกเสียงเก็บเป็นไฟล์เอาไว้ได้ด้วย
 
 
 การเลือกใช้การ์ดเสียง ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

1.   คุณภาพของเสียง การจะดูว่าการ์ดเสียงให้คุณภาพของเสียงดีหรือไม่ แค่ไหนให้ดูจาก Sampling Size  และ Sampling Rate การ์ดเสียงที่มีขนาดพอใช้งานได้ควรจะมี Sampling Size 16 บิต และ Sampling Rate 44.1 Khz

2.   การพูด และฟังพร้อมกัน การ์ดเสียงที่ดีจะต้องสามารถสื่อสาร 2 ทางได้ คือ พูด และฟังโต้ตอบกันได้ ในการใช้งานระบบเครือข่าย
 

Link : http://home.kku.ac.th/hslib/412141/412141_2548/c1s2periperial.htm


หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ...
 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit – CPU) บางทีก็เรียกว่า ไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor) หรือ ชิป (Chip) เป็นหัวใจของคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่ในการคิดคำนวณ ประมวลผล และควบคุมการทำงานของอุปกรณ์อื่นในระบบ
 ลักษณะของซีพียู
 เป็นชิ้นส่วนขนาดเล็กมาก ภายในประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ประกอบกันเป็นวงจรหลายล้านตัว ตัวอย่างเช่น ซีพียูรุ่นเพนเทียม จะมีทรานซิสเตอร์เล็กๆจำนวนมากถึง 3.1 ล้านตัว

ซีพียูมีหน่วยที่ใช้ในการบอกขนาดของการคำนวณเรียกว่า บิต (Bit) ถ้าจำนวนบิตมากจะสามารถทำงานได้เร็ว ซีพียูปัจจุบันทำงานที่ 32 บิต
 
  ความเร็วของซีพียู (Speed)
 มีหน่วยวัดเป็น เมกะเฮริตซ์ (MHz = MegaHertz) ถ้าค่าตัวเลขยิ่งสูงแสดงว่ายิ่งมีความเร็วมาก ปัจจุบันความเร็วของซีพียู สามารถทำงานได้ถึงระดับ กิกะเฮริตซ์  (GHz = Gigahertz)  โดยมีความเร็วระหว่าง 2-3 GHz ในการเลือกใช้ซีพียู ผู้จำหน่ายจะบอกไว้ว่า เครื่องรุ่นนี้มีความเร็วเท่าไหร่ เช่น Pentium IV 2.8 GHz  หมายความว่าเป็น CPU รุ่นเพนเทียมโฟว์ มีความเร็วในการทำงานที่ 2.8 กิกะเฮริตซ์
 
   ซีพียูรุ่นต่างๆ
 โดยทั่วไปมีผู้ผลิตซีพียูหลักๆ คือ บริษัท Intel, AMD, Cyrix และ Motorola  โดยบริษัท Intel เป็นผู้นำในการผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก
 
 
หน่วยความจำ  (Memory)...
 หน่วยความจำของคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้
 
 2.1 หน่วยความจำรอม (ROM) ...

 คำว่า ROM ย่อมาจาก  Read Only Memory เป็นหน่วยเก็บข้อมูลแบบถาวร รอมใช้บันทึกรายละเอียดของอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนเมนบอร์ด เช่น ขนาดและประเภทของฮาร์ดดิสก์ (harddisk) ที่ใช้ ปริมาณความจุของแรม (RAM) หน่วยประมวลผล (CPU) ที่ใช้ การติดตั้งฟลอปปี้ไดรฟ์ (floppy drive) เป็นต้น ข้อมูลที่บันทึกในรอม จะยังคงอยู่แม้จะปิดเครื่อง  หน้าที่ของรอมคือจะตรวจสอบว่ามีอุปกรณ์ใดบ้าง ที่ติดตั้งใช้งาน  หากตรวจสอบไม่อุปกรณ์ที่สำคัญๆ  เช่น ไม่พบฮาร์ดดิสก์  ซีพียู หรือแรม   รอมจะหยุดการทำงาน
 
 2.2 หน่วยความจำแรม  (RAM) ...

 คำว่า RAM  ย่อมาจาก  Random Access Memory เป็น เป็นหน่วยเก็บข้อมูลหลัก แต่เป็นการเก็บแบบชั่วคราวของคอมพิวเตอร์  เนื่องจาก RAM สามารถส่งข้อมูลให้กับ CPU ได้ด้วยความรวดเร็ว (เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์ ฟลอปปี้ดิสก์ หรือหน่วยเก็บข้อมูลอื่นๆ)  แต่ในขณะเดียวกัน ข้อมูลใน RAM จะสูญหายทันที เมื่อปิดเครื่อง  การใช้งานจริง จึงต้องบันทึกข้อมูลไว้ในฮาร์ดดิสก์ก่อนปิดเครื่อง
 
 3. หน่วยความจำแคช (Memory Cache) และบัส (Bus) ...
 3.1 หน่วยความจำแคช (Memory Cache)  ...

 หน่วยความจำแคชเป็นหน่วยความจำที่ช่วยให้ซีพียูทำงานได้เร็วขึ้น  เป็นการเก็บข้อมูลที่
ซีพียูเคยเรียกใช้แล้ว เอาไว้ในกรณีที่เราต้องการเรียกใช้ก็มาเรียกข้อมูลจากแคช
ซึ่งจะอ่านข้อมูลได้เร็วกว่าอ่านข้อมูลจากหน่วยความจำดิสก์มาก
 
 หน่วยความจำแคช มี 2 ประเภท คือ...

 แคชภายใน...

 ติดตั้งอยู่ภายในซีพียู   เวลาเครื่องประมวลผล ก็จะเรียกเก็บข้อมูลที่เก็บไว้ที่แคชใกล้ๆ ซีพียูมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว
 
 
 แคชภายนอก...

 จะติดตั้งอยู่บนเมนบอร์ดเหมือนแรม ถ้าเครื่องไม่พบแคชในซีพียูก็จะมองหาแคชภายนอก ถ้าพบก็จะนำมาใช้งาน ซึ่งก็จะทำงานได้ช้ากว่าแคชภายในอยู่บ้าง
 
 
 
 
 3.2 บัส (Bus) ...

 เป็นเส้นทางวิ่งระหว่างข้อมูลหรือคำสั่ง ที่อยู่บน Main board เช่น จาก Extension slot ไปยังอุปกรณ์อื่นๆ  จากหน่วยบันทึกข้อมูล ไปยัง RAM หรือ จาก RAM ไปยัง CPU 
 
 §การวัดขนาดความกว้างของบัส 
 เราเรียกว่า “บิต”  8 บิต เท่ากับ 1 ไบต์ หรือ 1 ตัวอักษร
 
§ส่วนความเร็วของ บัส
 วัดด้วยหน่วยเมกะเฮิรตซ์ (Mhz) หรือหนึ่งล้านรอบต่อวินาที
 
 
 บัสที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ บัสแบบ PCI (Peripheral Component  Interconnect)  มีความกว้างของสัญญาณที่ใช้รับส่งข้อมูลถึง 32 หรือ 64 บิต ความเร็วมากกว่า 300 MHz ขึ้นไป นอกจากนี้ PCI ยังสนับสนุนคุณสมบัติ Plug and Play ที่ใช้ในการติดตั้งโปรแกรมที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์ใหม่ด้วย
 
 
 หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง ...
 หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง สาเหตุที่เรียกว่า หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เพราะคอมพิวเตอร์หรือซีพียูจะเรียกใช้ข้อมูลจากแรม ที่เป็นหน่วยเก็บข้อมูลหลักก่อน และหากข้อมูลที่ต้องการไม่มีในแรม ก็จะทำการอ่านข้อมูลจากหน่วยเก็บข้อมูลสำรองไปเก็บไว้ที่แรมก่อน ทั้งนี้เพราะหน่วยเก็บข้อมูลหลัก สามารถทำงานติดต่อกับซีพียูได้ด้วยความรวดเร็วกว่าหน่วยความจำสำรอง   แต่หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง มีข้อดีคือ สามารถจะเก็บรักษาข้อมูลไว้ได้ แม้ว่าจะปิดเครื่อง และเก็บข้อมูลได้มากกว่าหน่วยเก็บข้อมูลหลัก  
 หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง ในปัจจุบันมีหลากหลายประเภทดังนี้ 
 4.1 ฟลอปปี้ดิสก์ (Floppy Disk)  ...

  หรือที่นิยมเรียกว่า ดิสเก็ตต์ (diskette) มีลักษณะเป็นแผ่นแม่เหล็ก ทรงกลม  มีพลาสติกแข็งเป็นกรอบสี่เหลี่ยมครอบไว้ชั้นนอก ขนาด 3.5 นิ้ว สามารถจุข้อมูลได้ 1.44 MB ก่อนการใช้งานจะต้องทำการฟอร์แมตแผ่นก่อน
 
 ปัจจุบันแผ่นดิสเก็ตต์จะฟอร์แมตมาจากโรงงานผู้ผลิตแล้ว สามารถนำมาใช้งานได้ทันที  การใช้งานจะสอดแผ่นในเครื่องอ่านฟลอปปี้ดิสก์ (Floppy Drive) ซึ่งเป็นอุปกรณ์อ่านและเขียนแผ่นดิสก์ ติดตั้งอยู่ภายในตัวถังของเครื่อง ฟลอปปี้ดิสก์เก็บข้อมูลได้ไม่มากนัก เหมาะสำหรับการพกพา เพราะมีขนาดเล็กสามารถนำข้อมูลไปใช้งานกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ได้สะดวก
 
 
 
 
 
 4.2 ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) ...

 เป็นหน่วยเก็บข้อมูลขนาดใหญ่สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าฟลอปปี้ดิสก์หลายล้านเท่า ฮาร์ดดิสก์ติดตั้งในตัวเครื่องพร้อมกับอุปกรณ์อื่นๆ มีขนาดประมาณ 3.5 นิ้ว แต่มีความหนากว่าฟลอปปี้ดิสก์  มีตัวอ่านข้อมูลอยู่ภายใน  ในปัจจุบันมีฮาร์ดดิสก์ตั้งแต่  40  กิกะไบต์ (GB) ขึ้นไป จึงสามารถเก็บข้อมูลได้มาก  โปรแกรมต่างๆ ในปัจจุบันต้องการพื้นที่ในการเก็บข้อมูลมาก  โดยเฉพาะโปรแกรมประเภทกราฟิกหรือมัลติมีเดีย จำเป็นต้องใช้พื้นที่เก็บข้อมูลมากพอจึงจะใช้งานได้
 
 
 
 4.3 ซีดี–รอม (CD-ROM)  ...

 ย่อมาจากคำว่า Compact Disk Read – Only Memory เป็นหน่วยเก็บข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากราคาไม่แพง มีอายุการใช้หลายปี และมีขนาดเล็ก ซีดีรอมเป็นแผ่นพลาสติกกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 4.75 นิ้ว ผิวหน้าเคลือบด้วยโลหะสะท้อนแสง เพื่อป้องกันข้อมูลที่บันทึกไว้บันทึกและอ่านข้อมูลด้วยแสงเลเซอร์
 
 
 
 ปกติซีดีรอมในปัจจุบัน มีความจุประมาณ 700 MB หรือเท่ากับหนังสือประมาณ 700,000 หน้า หรือเท่ากับฟลอปปี้ดิสก์ขนาด 1.44 MB ถึง 700 แผ่น สามารถบันทึกข้อมูลได้มาก โดยเฉพาะงานด้านมัลติมีเดียทั้งภาพ แสง เสียง ในเวลาเดียวกัน 
 
 
 4.4  DVD-ROM : (Digital Video Disk Read – Only Memory)  ...

 เป็นหน่วยเก็บข้อมูลรองชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมมากลักษณะคล้ายซีดีรอมแต่สามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าซีดีรอมหลายเท่า คือ ขนาดมาตรฐานเก็บข้อมูลได้ 4.7 GB หรือ 7 เท่าของซีดีรอม และพัฒนาต่อเนื่องไปตลอด
 
 
 
 ดีวีดีแผ่นหนึ่งสามารถบรรจุภาพยนตร์ความยาวถึง 133 นาทีได้โดยใช้ลักษณะการบีบอัดข้อมูลแบบ MPEG-2 และระบบเสียงแบบดอลบี (Dolby AC-3) ปัจจุบันดีวีดีจึงนิยมใช้ในการบันทึกภาพยนตร์และมัลติมีเดีย ซึ่งต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลมากกว่าแผ่น CD-ROM
 
 เปรียบเทียบคุณสมบัติ CD-ROM & DVD-ROM ...

   
 หน่วยความจำแรม มีหน่วยวัดเป็น ไบต์ (byte) ซึ่งถ้าเป็นเครื่องรุ่นเก่าจะนิยมใช้หน่วยความจำแรม 8 หรือ 16 เมกะไบต์ (Megabyte) แต่ถ้าเป็นเครื่องรุ่นใหม่ๆ จะใช้แรมขนาด 128 MB หรือ 256 MB ขึ้นไป ซึ่งจะทำให้สามารถทำงานกับโปรแกรมรุ่นใหม่ หรือกับแฟ้มข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ๆ เช่น งานมัลติมีเดียหรืองานกราฟิกได้ 
 
Link : http://home.kku.ac.th/hslib/412141/412141_2548/c1s3cpu.htm


Microsoft Windows ...

 เป็นระบบปฏิบัติการ ซึ่งเป็นตัวกลางในการควบคุมฮาร์ดแวร์ สามารถจัดการข้อมูลที่อยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น การเข้าถึงข้อมูลหรือโปรแกรม ที่อยู่ในหน่วยบันทึกข้อมูล  เพื่อส่งต่อให้กับโปรแกรมใช้งานต่างๆ ทำการแก้ไข ลบ หรือ จัดระเบียบข้อมูล
 
 บริษัท ไมโครซอฟท์ ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Windows.XP ซึ่งคำว่า XP ย่อมาจาก eXPerience หมายถึง ประสบการณ์ที่สะสมมานาน เป็นการรวบรวมประสบการณ์และข้อดีของ Windows รุ่นต่างๆ ไว้ด้วยกัน  ความสามารถ และการออกแบบของ Windows XP นั้น เป็นการผสมผสานการทำงานระหว่าง Windows.Me และ Windows.2000 ให้มีความสามารถและสวยงามมากยิ่งขึ้น โดยที่
 
ชุดโปรแกรมของ Windows.XP ...

 รุ่น Home Edition ...

 เหมาะสำหรับผู้ใช้งานตามบ้านทั่วไป หรือ นักเล่นเกมส์ โดยมีการออกแบบที่น่าใช้มากยิ่งขึ้น และจัดสรรให้ใช้งานทั่วไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความหลากหลาย มีโปรแกรมด้านมัลติมีเดีย ดูหนังฟังเพลงบนเครื่อง PC พร้อมทั้งท่องอินเทอร์เน็ตที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
 
 
 รุ่น Professional Edition ...

 เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทางธุรกิจ หรือ ผู้ใช้งานตามบ้านที่ต้องการประสิทธิภาพในการทำงาน และความปลอดภัยของข้อมูลในระดับสูง
 
 
 รุ่น Professional 64-Bit Edition ...

 เหมาะกับงานที่ต้องการการประมวลผลสูงกว่าปกติ โดยถูกออกแบบมารองรับการทำงานแบบ 64 บิต เพื่อใช้กับ CPU Itanium (Pentium 4)
 
 
 ความต้องการทรัพยากรระบบ ...

 ระบบปฏิบัติการ Windows.XP นั้น จะต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นมากกว่า Windows รุ่นก่อนๆ อย่าง Windows 98 หรือ Windows Me อยู่ค่อนข้างมาก เนื่องจากประสิทธิภาพและระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วอย่างต่ำ 233 MHz แต่หากต้องการประสิทธิภาพในการทำงานที่ค่อนข้างสูง ควรใช้ความเร็วซีพียู 300 MHz ขึ้นไป หน่วยความจำ (RAM) อย่างน้อย 64 MB แต่แนะนำ 128 MB ขึ้นไป แผ่นบันทึกข้อมูลแบบแข็ง (Hard Disk) มีเนื้อที่เหลืออย่างน้อย 1.5 GB จอภาพสีและถ้าจะให้สะดวกยิ่งขึ้นก็จำเป็นจะต้องมีหน่วยขับซีดีรอม (CD-ROM Drive) เมาส์ (Mouse) และแผงแป้นอักขระ (Keyboard) ด้วย
 
 
 
 1. การใช้เมาส์ (Mouse) ...
 เมาส์ (Mouse) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับควบคุมตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพให้ผู้ใช้สั่งงานโดยการกดปุ่มบนเกมส์ เช่น การเลือกเมนูคำสั่ง การย้ายข้อความ โดยทั่วไปเมาส์ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน อาจมีปุ่มกด 2 ปุ่ม หรือมากกว่า แต่ที่นิยมใช้ในปัจจุบันจะเป็นแบบ 2 ปุ่ม  คือ ปุ่มซ้ายและขวา โดยมีลักษณะการใช้งานดังต่อไปนี้ ...

 คลิก (Click) เลื่อนตัวชี้เมาส์ไปตำแหน่งที่ต้องการเลือก คลิกแล้วปล่อยที่ปุ่มด้านซ้ายของเมาส์ 1 ครั้ง ส่วนใหญ่เป็นการเลือกไอคอนหรือปุ่มคำสั่งหรือคลิกเลือกเมนูที่ต้องการ
 
 
คลิกขวา (Right-click)  เลื่อนตัวชี้เมาส์ไปตำแหน่งที่ต้องการเลือก คลิกแล้วปล่อยที่ปุ่มด้านขวาของเมาส์ 1 ครั้ง มักเป็นการเลือกใช้เมนูลัด
 
 
ดับเบิลคลิก (Double-click)  เลื่อนตัวชี้เมาส์ไปตำแหน่งที่ต้องการเลือก   คลิกแล้วปล่อยที่ปุ่มด้ายซ้ายของเมาส์ติดกันอย่างรวดเร็ว 2 ครั้ง
 
 
แดรก (Drag)  เลื่อนตัวชี้เมาส์ไปตำแหน่งที่ต้องการเลือกกดที่ปุ่มด้านซ้ายของเมาส์ค้างไว้  พร้อมกับลากเมาส์ไปในทิศทางที่ต้องการ มักใช้ในการเคลื่อนย้ายวัตถุ หรือการสร้างขอบเขตของการเลือกวัตถุ
 
 2. เริ่มเข้าสู่ Microsoft Windows XP...
 การเข้าสู่การทำงานของ Windows.XP จะเกิดขึ้นหลังจากเปิดสวิตซ์เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows.XP เอาไว้แล้ว โดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะทำการโหลดระบบปฏิบัติการโดยอัตโนมัติ ซึ่งการเริ่มต้นการทำงานในช่วงนี้เรียกว่า การบูตระบบ (Booting System) หน้าจอจะแสดงสัญลักษณ์ Windows XP ในขณะที่กำลังบูตระบบ และหลังจากนั้นจะเข้าสู่หน้าจอแสดงรายชื่อผู้ใช้งาน (User Account) ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ เพื่อให้ผู้ใช้เลือกชื่อผู้ใช้งานเพื่อเข้าสู่ระบบ (logon) และหลังจากเลือกแล้ว หากไม่มีการตั้งรหัสผ่าน (Password) ก็จะเข้าสู่หน้าจอเริ่มต้นการใช้งานของ Windows XP Home Edition แต่หากมีการตั้งรหัสผ่านจะต้องกรอกรหัสผ่านให้ถูกต้อง จึงจะสามารถใช้งาน Windows XP ได้
 
 สำหรับชื่อผู้ใช้งาน (User Account) นั้น ในการติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows XP จะมีขั้นตอนให้กำหนดชื่อผู้ใช้งาน และรหัสผ่าน เพื่อกำหนดสภาพแวดล้อม และรักษาความปลอดภัยของข้อมูลของผู้ใช้แต่ละคน และยังสามารถที่จะเพิ่มหรือลบชื่อผู้ใช้งานได้ภายหลัง
 
 
การเปิดใช้งานโปรแกรมจากปุ่ม Start ...
 ในการเปิดใช้งานโปรแกรม หรือ เข้าถึงทรัพยากรต่างๆ นั้น สามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีโดยทั่วไปที่นิยม คือ จะใช้ปุ่ม   ซึ่งภายในปุ่ม Start แบบใหม่ของ Windows XP Home Edition ได้จัดให้มีสิ่งต่างๆ ซึ่งจำเป็นต่อการใช้งานไว้อย่างครบถ้วน และสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยจะแสดงส่วนประกอบต่างๆ
 การออกจากระบบ Windows XP โดยการ Log Off ...
 การออกจากระบบ (Log Off) ... เป็นการเลิกติดต่อกับ Windows XP จาก User Account ที่กำลังใช้งาน แต่ไม่ได้เป็นการปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องก็ยังทำงานอยู่ ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นไม่ได้ใช้งานเพียงคนเดียว เมื่อผู้ใช้สิ้นสุดการทำงาน หรือไม่ได้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ควรออกจากระบบ (Log Off) เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้
 
 วิธีออกจากระบบ...
คลิกปุ่ม Start บนแถบงาน (Taskbar) หรือกดแป้น <Ctrl> + <Esc>

คลิกเลือก Log Off

จะปรากฏหน้าต่าง Log Off Windows ให้เลือก

 

Link : http://home.kku.ac.th/hslib/412141/412141_2548/c2s1milestone.htm

 


Links :

http://home.kku.ac.th/hslib/412141/412141_2548/c2s2filefolder.htm

http://home.kku.ac.th/hslib/412141/412141_2548/c2s3explorer.htm

http://home.kku.ac.th/hslib/412141/412141_2548/c2s4desktop.htm

http://home.kku.ac.th/hslib/412141/412141_2548/c6s1internet.htm

http://home.kku.ac.th/hslib/412141/412141_2548/c6s2dns.htm

http://home.kku.ac.th/hslib/412141/412141_2548/c3word.htm

สรุป

การทำงานของคอมพิวเตอร์
ขั้นตอนการทำงานที่สำคัญของคอมพิวเตอร์ 4 ขั้นตอน
1. การรับข้อมูลและคำสั่ง (Input)
คอมพิวเตอร์รับข้อมูลและคำสั่งผ่านอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล

2. การประมวลผลหรือคิดคำนวณ (Processing)
ข้อมูลที่คอมพิวเตอร์รับเข้ามา จะถูกประมวลผลโดยการทำงาน
ของหน่วยประมวลผลกลาง (CPU : Central Processing Unit)
ตามคำสั่งของโปรแกรม หรือซอฟต์แวร์

3. การแสดงผลลัพธ์ (Output)
คอมพิวเตอร์จะแสดงผลลัพธ์ของข้อมูลที่ป้อน  หรือแสดงผลจากการประมวลผล 
ทางอุปกรณ์แสดงผล

4. การเก็บข้อมูล (Storage)
ผลลัพธ์จากการประมวลผลสามารถเก็บไว้ในหน่วยเก็บข้อมูล

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 9 คน กำลังออนไลน์