ส่วนประกอบ และ หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

รูปภาพของ pnp33668

link : http://www.nsm.go.th/tips/image/temp_clip_image002.jpg

หลักการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราควรรู้
เมื่อเรานึกถึงคำว่า Technology เชื่อได้เลยว่า สิ่งที่เราจะนึกถึง ในลำดับแรกๆ ก็คือคอมพิวเตอร์ ที่ดูเหมือน จะเป็นตัวแทน ซึ่งกันและกัน บางคน อาจจะคิดว่า คอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องไกลตัว แต่เราเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ที่จะสัมผัส และทำความคุ้นเคยกับมัน คำว่าคอมพิวเตอร์นั้น มีความหมาย ที่กว้างขวางมาก ดังนั้น เพื่อให้เราทำความเข้าใจ ได้ตรงกันมากขึ้น เราจึงขอพุ่งเป้ามาที่ Personal Computer หรือ PC เพื่ออธิบายให้คุณ รู้จักการทำงานของมัน
ภายใน PC นั้น จะประกอบไปด้วยชิ้นส่วนต่างๆมากมาย ที่ถูกประกอบขึ้นมา โดยมี microprocessor เป็นศูนย์กลางในการทำงาน ชิ้นส่วนต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นมา นอกจาก microprocessor แล้ว ยังมีตั้งแต่ หน่วยความจำ, ฮาร์ดดิสก์, โมเด็ม ฯลฯ ซึ่งต่างก็ประสาน การทำงานร่วมกัน และเรากล่าวได้ว่า เจ้าเครื่อง PC นี้ ถือเป็นเครื่องอเนกประสงค์ ก็ว่าได้ เพราะมันสามารถ ตอบสนอง ความต้องการของคุณ ได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่ การทำงานพื้นฐาน อย่างการพิมพ์งาน, ตาราง ทำบัญชี รวมไปถึง การสื่อสาร ผ่าน email, chat หรือเล่นอินเตอร์เน็ต ซึ่งด้วย บทความนี้ จะช่วยให้คุณ เข้าใจพื้นฐานการทำงานของมัน และเรียนรู้ได้มากขึ้นว่า ส่วนประกอบทั้งหลายนั้น ประสานการทำงานร่วมกัน ได้อย่างไร

ส่วนประกอบใน PC

                     มาดูกันว่า ส่วนประกอบหลักๆ ภายใน PC นั้น มีอะไรกันบ้าง
      1. Central processing unit (CPU) - ถือเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด และเป็นศูนย์กลาง การทำงานของ PC ตัว CPU นั้น ถือว่าเป็น microprocessor ประเภทหนึ่ง ที่มีความสามารถ ในการจัดการคำสั่ง และการประมวลผลที่มีความซับซ้อน เป็นอย่างมาก ถ้าเราเปรียบ PC กับการทำงานของมนุษย์แล้ว เราจะเปรียบ CPU ได้เท่ากับเป็นสมองของมนุษย์เลยทีเดียว คุณคงจะคุ้นเคยกันดี เวลาเลือกซื้อ PC ที่มักจะต้องคำนึงถึง CPU กันก่อน ว่าจะเลือกใช้ Pentium III, Celeron หรือ Athlon ซึ่งนี่ก็คือตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็น ถึงความสำคัญของ CPU ได้เป็นอย่างดี
      2. Memory - หรือหน่วยความจำ ซึ่งถือว่า เป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูล ที่ทำงานได้รวดเร็วที่สุด ส่วนใหญ่แล้ว เราจะคุ้นเคยกันดี กับ กับคำว่า RAM ที่เสมือนหนึ่ง เป็นตัวแทนของหน่วยความจำกันแล้ว การทำงานของมัน จะทำงานควบคู่ไปกับ CPU จึงจำเป็น ต้องมีความเร็ว ในการทำงาน และอัตราการส่งผ่านข้อมูลที่สูง ซึ่งหากคุณ ยังมองไม่เห็นภาพว่า Memory นั้น สำคัญอย่างไร เราก็อยากจะอธิบายว่า มันก็เปรียบเสมือนกับโต๊ะทำงานของคุณ หากคุณ ไม่มีโต๊ะทำงาน เอาไว้กองเอกสารต่างๆ คุณคงจะยุ่งยากไม่น้อย กับการจัดการ กับข้อมูลเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ประเภทของหน่วยความจำ ก็มีอยู่หลากหลาย ไม่ใช่แค่เพียง RAM เท่านั้น นั่นคือ
• Random-access memory (RAM) - ถือเป็น หน่วยความจำ ที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุด และเป็นเสมือนหนึ่ง ตัวแทนของหน่วยความจำ ก็ว่าได้ การทำงานของ RAM นั้น จะเป็นเสมือนมือขวา ของ CPU โดยที่ข้อมูลแทบทั้งหมด จะต้องถูกส่งผ่านมายัง RAM เสียก่อน แล้วจึงค่อยส่งต่อไปให้ CPU อีกต่อหนึ่ง
• Read-only memory (ROM) - ถือเป็น หน่วยความจำถาวร ที่สามารถ เก็บข้อมูลเอาไว้ได้ภายใน แม้ว่าจะไม่มีประจุไฟฟ้า หล่อเลี้ยงอยู่ ( ต่างจาก RAM ที่เก็บข้อมูลได้ชั่วคราว เท่าที่มี ประจุไฟฟ้าอยู่เท่านั้น ) จุดประสงค์ ของ ROM นั่นคือ สำหรับ กักเก็บ ข้อมูลที่สำคัญๆ เอาไว้ อีกทั้ง ข้อมูลเหล่านี้ ยังไม่สามารถ ปรับเปลี่ยนได้ เพื่อป้องกัน ปัญหา การโดนไวรัสเล่นงาน หรือโดนผู้ไม่ประสงค์ดี จู่โจมเอาได้
• Basic input/output system (BIOS) - BIOS ถือเป็นส่วนสำคัญ ที่อยู่บนเมนบอร์ด เพื่อทำการ ควบคุม ค่าการทำงานต่างๆ ของระบบ และคำสั่งการสื่อสารต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ ในระหว่าง บูธเครื่อง ซึ่ง BIOS นั้น ก็ถือเป็น ROM อีกชนิดหนึ่ง

• Caching - ถือเป็น หน่วยความจำ ที่ทำงาน ได้อย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งโดยตัวมันเอง ยังมีความสามารถ เหนือกว่า RAM ด้วยซ้ำ การทำงานของ Cache นั้น จะคอยประสานการทำงาน ระหว่าง RAM และ CPU อีกต่อหนึ่ง โดยทุกวันนี้ CPU รุ่นใหม่ๆ จะมาพร้อม Cache ในตัวด้วยกันทั้งสิ้น เพื่อลดปัญหา คอขวด ที่อาจเกิดขึ้น จากการสื่อสาร ระหว่าง CPU และ RAM
      3. Mainboard - ถือเป็น อุปกรณ์ชิ้นใหญ่ที่สุด ที่อยู่ภายในเครื่อง PC โดยลักษณะของมันแล้ว จะเป็นแผ่น circuit board รูปร่างสีเหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งเต็มไปด้วย วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน นอกจากนี้ ตัวเมนบอร์ดเอง ยังเต็มไปด้วย Slot มากมาย เพื่อการติดตั้ง ชิ้นส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น CPU, RAM, Graphic Card, Sound Card รวมไปถึง อุปกรณ์ชิ้นใหญ่ อย่างฮาร์ดดิสก์, CD ROM ก็ต้อง ทำการเชื่อมข้อมูล เข้ามายัง เมนบอร์ดผ่าน IDE Slot เช่นเดียวกัน ดังนั้น หากเราเปรียบเทียบ กับตัว Case เป็นเสมือนบ้าน แล้วล่ะก็ ตัวเมนบอร์ดเอง ก็คงเสมือนกับเป็นพื้นบ้าน สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ นั่นเอง 

     4. Power supply - ถือเป็น หม้อแปลงไฟฟ้าของระบบ เนื่องจาก อุปกรณ์ทุกชิ้น ที่ติดตั้งอยู่ภายใน PC นั้น จะต้องได้รับ ไฟฟ้าหล่อเลี้ยง มาจาก Power Supply ด้วยกันทั้งสิ้น
     5. Hard disk - มันคือ คลังเก็บข้อมูลของระบบ คุณจะขาดฮาร์ดดิสก์ไปเสียไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว คุณจะไม่สามารถ จัดเก็บข้อมูลต่างๆ ลงไปใน PC ของคุณได้เลย โดยตัวมันแล้ว ถือว่าเป็น สื่อเก็บข้อมูลแบบถาวร ที่มีลักษณะเป็นจานแม่เหล็ก การทำงานของฮาร์ดดิสก์นั้น เปรียบเสมือน เป็นตู้ลิ้นชัก สำหรับเก็บเอกสารจำนวนมาก เพราะฉะนั้น หากเราเปรียบเทียบ กับการทำงานแบบปกติแล้ว เราจะเห็นได้ว่า เมื่อเรา จะเริ่มต้นทำงาน เราก็ต้อง หยิบเอกสารที่ต้องการ มาจากตู้ลิ้นชัก ( หรือ ฮาร์ดดิสก์ ) แล้วก็นำเอกสารเหล่านั้น มากางลงบนโต๊ะทำงาน ( เปรียบได้กับ RAM ) เพื่อเป็นพื้นที่ทำงานอีกทีหนึ่ง
      6. Operating system - หรือระบบปฏิบัติการ ซึ่งถือเป็นส่วนของซอฟต์แวร์ ที่ถูกจัดเก็บอยู่บนฮาร์ดดิสก์ ความสำคัญของ ระบบปฏิบัติการก็คือ มันเป็นพื้นฐาน การทำงานของ PC หากคุณไม่มีตัวระบบปฏิบัติการ คุณก็ไม่สามารถ เปิดเครื่อง PC และบูธขึ้นมาเพื่อทำงานได้เลย ตัวอย่างของระบบปฏิบัติการ ที่คุ้นเคยกันดี ก็เล่น Windows, Mac OS หรือ Linux
      7. Chipset - ถือเป็นชิ้นส่วน ที่ควบคุมการทำงาน ของทั้งระบบ ตั้งแต่ CPU, หน่วยความจำ, IDE Drive หรือแม้แต่กราฟฟิคการ์ด อย่างไรก็ตาม ตัว Chipset ดูเหมือนจะ งตัวเราสักหน่อย เนื่องจากว่า เวลาเลือกซื้อนั้น เราไม่ได้ซื้อ Chipset แยกมาต่างหาก แต่มันจะถูกรวมมาอยู่ในเมนบอร์ด ตั้งแต่โรงงานผลิตเลย
ระบบบัส และ Port ต่อเชื่อม - ภายในเมนบอร์ดนั้น จะประกอบไปด้วย ระบบบัส และ Port ต่อเชื่อมที่หลากหลาย ซึ่งถูกติดตั้งขึ้นมา เพื่อรองรับ อุปกรณ์ที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ IDE Interface ที่ใช้สำหรับต่อเชื่อมกับ ฮาร์ดดิสก์ และ CD-ROM ต่อมาก็เป็น PCI Slot ที่มีไว้ สำหรับการติดตั้ง อุปกรณ์อย่าง การ์ดเสียง และการ์ดเน็ตเวิร์ก สุดท้ายนั่นคือ AGP Slot สำหรับการติดตั้งกราฟฟิคการ์ด ซึ่งถือเป็น Port ความเร็วสูงที่สุดตัวหนึ่ง ในบรรดา ที่เรากล่าวถึงมา
      8. Sound card - PC ของคุณ อาจกลายเป็นใบ้ขึ้นมา หากขาด Sound Card เนื่องจากว่า มันเป็นตัวกลาง ในการควบคุม การทำงานที่เกี่ยวข้องกับเสียง ตั้งแต่ การบันทึกเสียง ไปจนถึงการเล่นไฟล์เสียงต่างๆ ซึ่งถือได้ว่า เป็นอุปกรณ์พื้นฐาน เพื่อรองรับระบบมัลติมีเดียนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนการผลิต ทำให้มีการพัฒนา Chipset ที่รวมเอาความสามารถของ sound Card มาด้วย แต่มันก็ให้ประสิทธิภาพที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก
     9. Graphic Card - ถือเป็นส่วนของการแสดงผล ซึ่งจะช่วยให้จอภาพของคุณ แสดงภาพต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ และก็เช่นเดียวกับ Sound Card
การเชื่อมต่อภายนอก
 ไม่ใช่แค่เพียง อุปกรณ์ที่ติดตั้งภายในเท่านั้น ยังมีอุปกรณ์ภายนอก อีกหลายชิ้น ที่ทำการเชื่อมต่ออยู่กับ PC ของคุณ ซึ่งคุณจำเป็น ต้องใช้งานมันทั้งสิ้น ส่วนใหญ่แล้ว เรามักเรียกอุปกรณ์จำพวกนี้ว่า อุปกรณ์ Input / Output มาทำความรู้จักกันว่า อุปกรณ์จำพวกนี้ มีอะไรกันบ้าง

      1. Monitor - จอภาพ อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ เพราะไม่เช่นนั้น คุณคงไม่สามารถ รับชมการแสดงผล ของ PC ได้เลย จอภาพนั้น จะอาศัยการทำงาน ของ Graphic Card หรือ VGA Card ซึ่งจะทำการประมวลผล ภาพการแสดงผลต่างๆ แล้วส่งต่อมายัง จอภาพผ่านทาง VGA Port
     2. Keyboard - เป็นอุปกรณ์ Input ข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ คีย์บอร์ด ก็คือแป้นพิมพ์ดีดนั่นเอง อาจจะมีลักษณะแตกต่างกันไปบ้าง ตามการออกแบบของแต่ละบริษัท
     3. Mouse - ลักษณะของเม้าส์ ก็เหมือนหนูขาวตัวเล็กๆ นั่นเอง และนี่ก็คือสาเหตุ ที่ทำให้อุปกรณ์ชนิดนี้มีชื่อว่า Mouse การทำงานของเม้าส์ จะมีไว้สำหรับ ชี้ตำแหน่งบนหน้าจอ คอมพิวเตอร์ เพื่อการสั่งงาน และเข้าถึง โปรแกรมต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
     4. สื่อบันทึกข้อมูล - สื่อบันทึกข้อมูล ที่เรากำลังพูดถึงนี้ ถือเป็นอุปกรณ์ ที่สามารถ เคลื่อนย้ายได้ เพื่อให้คุณ สามารถ Save และพกพา ไฟล์ข้อมูล ไปตามที่ต่างๆ ได้ตามต้องการ ( คงไม่ดีแน่ ที่จะมานั่งถอดฮาร์ดดิสก์ไปไหนต่อไหน ) ซึ่งก็จะมีตั้งแต่ Floppy disk CD-ROM / R / RW - Drive เป็นต้น
     5. Ports - ก็คือ ช่องสำหรับต่อเชื่อม ซึ่งถูกออกแบบมา สำหรับ เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ ตั้งแต่ เครื่องพิมพ์, สแกนเนอร์, โมเด็ม หรือแม้แต่ ฮาร์ดดิสก์แบบติดตั้งภายนอก สำหรับ Port ที่นิยมใช้งานกันในปัจจุบัน จะประกอบไปด้วย
• Parallel Port - ถือเป็น Port รุ่นเก่า ที่ให้ความเร็ว ในการต่อเชื่อม ที่ดีในระดับหนึ่ง ถึงวันนี้ แม้จะยังมี อุปกรณ์รองรับอยู่ แต่ก็พบไม่มากนัก ส่วนใหญ่ จะใช้ต่อเชื่อมกับ เครื่องพิมพ์ และ สแกนเนอร์ เป็นต้น
• Serial Port - เป็น Port รุ่นเก่า เช่นเดียวกับ Parallel Port นิยมใช้ต่อเชื่อมกับโมเด็มรุ่นเก่าๆ
• USB Port - ถือเป็น Port ที่มีความอเนกประสงค์มากที่สุด เพราะมีอุปกรณ์รองรับกับ USB มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพิมพ์, สแกนเนอร์, โมเด็ม, กล้องดิจิตอล หรือแม้แต่ CD-RW ด้วยข้อดี ที่ติดตั้งได้ง่ายดาย และให้ความเร็วที่น่าพอใจ
• Firewire (IEEE 1394) - ถือเป็น Port ความเร็วสูงที่สุด ในบรรดา Port ที่เราพูดถึง ความเร็วของมัน จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่มีผู้พัฒนา อุปกรณ์ ให้ทำงานรองรับ Firewire ตั้งแต่ฮาร์ดดิสก์ แบบ External, CD-RW ไปจนถึง กล้องวิดีโอดิจิตอล
• Internet และ Network - อุปกรณ์ เพื่อทำการต่อเชื่อมเข้ากับเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น โมเด็ม หรือการ์ดเน็ตเวิร์ก ต่างก็ต้องต่อเชื่อม เข้ากับ PC เช่นเดียวกัน โดย สำหรับโมเด็มนั้น เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็น สำหรับการติดต่อ กับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ซึ่งก็มีตั้งแต่ โมเด็มแบบอนาล็อกแบบ 56 kbps ไปจนถึงโมเด็มดิจิตอล ทั้งแบบ DSL, Cable และ อินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ในขณะที่การ์ดเน็ตเวิร์กนั้น ก็ช่วยให้ PC ของคุณ เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายได้ ซึ่งก็แบ่งออกเป็นหลายชนิด เช่นเดียวกัน ตั้งแต่ ความเร็วในระดับ 10 / 100 Mbps ไปจนถึงความเร็วในระดับ 1 Gbps เลยทีเดียว

 

การประสานการทำงาน
 

ถึงตอนนี้ คุณได้ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับ ส่วนประกอบต่างๆ ที่รวมกันขึ้นมาเป็น PC กันแล้ว มาดูกันว่า ส่วนประกอบเหล่านี้ ทำงานกันอย่างไร ตั้งแต่ เปิดเครื่อง ไปจนถึง บูธเสร็จเรียบร้อย ถึงได้ผสานพลังช่วยให้ PC กลายเป็นเครื่องมือ อันทรงประสิทธิภาพ เช่นนี้
     1. เมื่อคุณ กดปุ่มเปิดเครื่อง ทั้งบนตัวเครื่อง PC และจอภาพ นั่นหมายความว่า คุณ กำลัง ปล่อยให้กำลังไฟฟ้า ไหลผ่านเข้าสู่ระบบ และเริ่มต้น การทำงานของ PC ของคุณ
     2. ที่หน้าจอ คุณจะเห็นซอฟต์แวร์ BIOS กำลัง Run โปรแกรมต่างๆเริ่มต้น ตั้งแต่ช่วงของ การทดสอบแรกเริ่ม ที่เรียกว่า power-on self-test ( POST ) ซึ่งโดยปกติแล้ว คุณจะเห็นตัว BIOS แสดงรายละเอียด เกี่ยวกับ ขนาดของ Memory, ความเร็ว CPU หรือขนาดของฮาร์ดดิสก์ ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จากนั้น ในระหว่างที่บูธเครื่องนี้ ตัว BIOS ก็จะเตรียมการทำงาน และชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่อง ให้พร้อมรับการทำงาน ดังนี้
• BIOS จะเป็นผู้ตัดสินใจว่า Video Card ทำงานอย่างไร ในขั้นตอนแรก เพื่อให้สามารถ แสดงผลได้ เมื่อแรก เปิดเครื่อง ซึ่งตามปกติแล้ว ที่ตัว Video Card ( หรือ Graphic Card ) ก็จะมี BIOS ของมันเพื่อควบคุม การ ทำงานของ Graphic Processor และ หน่วยความจำ ที่ติดตั้ง อยู่บน Card ด้วย แต่ถ้าเป็นการ์ดแบบที่รวมอยู่บน Chipset ก็จะอาศัยข้อมูล ที่อยู่ใน ROM เพื่อทำการตั้งค่า BIOS
• ตัว BIOS จะทำการตรวจสอบ การทำงานของ RAM ตั้งแต่ ขนาด ความเร็ว และประสิทธิภาพ จากนั้น ก็จะ
ตรวจหา ตัว Input / Output, Drive Cd, Harddisk, Floppy Disk ซึ่งหากพบปัญหาเกิดขึ้น มันจะมีเสียงสัญญาณ ดัง และแสดงปัญหา ขึ้นมา ที่หน้าจอของคุณ
• เมื่อเตรียมพร้อม และทดสอบ อุปกรณ์ต่างๆ ว่าพร้อมทำงานเรียบร้อยแล้ว ตัว BIOS จะเตรียมระบบ เข้าสู่ bootstrap loader เพื่อเตรียมพร้อม ระบบปฏิบัติการ ให้ทำงานต่อไป

     3. The bootstrap loader จะทำการโหลดข้อมูล ของระบบปฏิบัติการ มาไว้บน RAM เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ ประมวลผล โดย CPU จากนั้น จะเข้าสู่ ขั้นตอน การเตรียมเครื่อง มือการทำงานต่างๆ ให้พร้อมตั้งแต่
• Processor management - เป็นตัวควบคุม จัดการ การทำงานของ CPU
• Memory management - เป็นการจัดการ ระบบไหลเวียนข้อมูล ระหว่างหน่วยความจำหลัก, หน่วยความจำ เสมือนกับฮาร์ดดิสก์ และ หน่วยความจำ Cache บน CPU • Device management - เตรียมพร้อม การต่อเชื่อมต่างๆ ให้พร้อมสำหรับ การทำงาน ตั้งแต่ Printer, Scannerหรืออุปกรณ์ ต่อพ่วงอื่นๆ
• Storage management - เตรียมการทำงาน ของฮาร์ดดิสก์ ให้พร้อมรับ สำหรับการเขียนอ่านข้อมูล
• Application Interface - เตรียมพร้อม ให้ระบบปฏิบัติการ และโปรแกรมต่างๆ สามารถสื่อสารร่วมกันได้
• User Interface - เตรียม Interface ของระบบปฏิบัติการ ให้พร้อมสำหรับการใช้งาน
     4. เมื่อ ระบบปฏิบัติการพร้อม สำหรับการใช้งาน จากนั้น ก็เป็นหน้าที่ของคุณ ในการเรียกใช้งานโปรแกรมต่างๆ ที่ต้องการ ผ่านการป้อนข้อมูลโดยเม้าส์ และคีย์บอร์ด
     5. เมื่อเรียกใช้งานโปรแกรม ระบบปฏิบัติการ จะเรียกข้อมูลมาจากฮาร์ดดิสก์ มาเตรียมที่ RAM เพื่อรองรับ การทำงานคู่ไปกับ CPU และในทางกลับกัน เมื่อคุณ ต้องทำการบันทึก ก็จะทำการย้อนการกระทำ จาก RAM มาบันทึกลงฮาร์ดดิสก์ สำหรับในบางครั้ง ที่โปรแกรม หรือไฟล์มีขนาดใหญ่มากๆ โดยที่ RAM ของคุณ ไม่สามารถรองรับได้ ระบบปฏิบัติการ ก็จะสร้างหน่วยความจำเสมือน โดยอาศัยพื้นที่บางส่วนบนฮาร์ดดิสก์ เพื่อรองรับการทำงานในกรณีนี้
     6. เมื่อคุณ ต้องการเลิกใช้งาน ก็คลิกที่ Start และเลือก Shut Down เพื่อปิด PC ซึ่งระบบปฏิบัติการ จะทำการ ตรวจสอบ การทำงานทั้งหมด เพื่อปิดโปรแกรมต่างๆ และพร้อมสำหรับการปิดเครื่อง จากนั้น เครื่องก็จะปิดลงอัตโนมัติ ซึ่งก็รวมไปถึง การตัดไฟ ออกจากระบบด้วย


   
30 ทิปเล็กน้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้ามในการใช้คอมพิวเตอร์
 
1. ในขณะที่คุณกำลังจะ Restart เครื่องใหม่ ก่อนที่จะกดปุ่ม OK ให้คุณกด Shift ค้างไว้ จะทำให้คุณ Restart ได้เร็วขึ้น
   
2. ในบาง Web Site หากคุณกด Ctrl ค้างไว้ และเลื่อน Scroll ที่ Mouse จะทำให้ตัวอักษรของ Web Site นั้นใหญ่ขึ้น
   
3. หากกดปุ่ม Refresh หรือ F5 แล้วยังเป็นข้อมูลเดิม ลองกด Ctrl + F5 รับรองจะได้ข้อมูลที่ใหม่ล่าสุดแน่ๆ
   
4. คุณสามารถเปิดไฟล์ Tips.txt ขึ้นมาเพื่ออ่านเทคนิคต่างๆ ได้ ซึ่งไฟล์นี้จะอยู่ใน c:\windows ของคุณ
   
5. ในระหว่างที่คุณกำหลังใช้งาน IE อยู่นั้น สามารถกดปุ่ม F4 เพื่อเป็นการเปิดดู URL List ในช่อง Address ได้เลย
   
6. การกดปุ่ม Esc ระหว่างการใช้ IE จะทำให้ IE ของคุณนั้นหยุดโหลดได้ โดยที่ไม่ต้องกดปุ่ม Stop
   
7. ระหว่างการใช้ IE สามารถกดปุ่ม Alt + D หรือ Ctrl + Tab เพื่อเข้า Address bar อย่างเร็วได้
   
8. คุณสามารถเพิ่มความเร็วให้กับ Internet ได้โดยทำการถอดสายเครื่องโทรศัพท์ ที่มีการต่อพ่วงอยู่กับสายที่ใช้ต่อ Internet ออก
   
9. คุณสามารถ ไปที่ Start -> Run และพิมพ์ว่า welcome กด Enter เพื่อเปิดหน้าต่างต้อนรับของ Windows ได้
   
10. ที่ Notepad หรือ ICQ หากคุณลืมเปลี่ยน Mode ภาษา ให้กดปุ่ม Ctrl + Back Space เพื่อแก้คำที่พิมพ์ผิดไปแล้ว
   
11. คุณสามารถ เปิด Folder Desktop อย่างรวดเร็ว โดย Start -> Run พิมพ์จุด (.) ลงไปแล้วกด Enter
   
12. ใน IE สามารถกด Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้า Page ลงได้ ส่วนเลื่อนขึ้นคือ Shift + Space Bar
   
13. ใน Windows คุณไม่สามารถ สร้าง Folder ที่ชื่อ \"con\" ได้
   
14. ใน IE ที่ช่อง Address ปุ่ม Ctrl+Enter สามารถช่วยคุณ ในการพิมพ์ URL ได้เร็วยิ่งขึ้น
   
15. การกด Ctrl ค้างเอาไว้ ตอนเวลา BOOT เครื่อง จะทำให้คุณไม่พลาด Startup Menu
   
16. คุณสามารถปิดนาฬิกาที่ Taskbar ได้ โดยคลิกขวาที่ Task bar > Properties > เอาเครื่องหมาย Show Click ออก
   
17. หากคุณกด F11 ใน Windows Explorer จะช่วยให้มีการทำงานที่สะดวกขึ้น
   
18. ใน ICQ การส่ง Message หากคุณกด Ctrl+Enter จะสะดวก กว่าการ Click Mouse ที่ปุ่ม send
   
19. คุณสามารถกด F2 เพื่อ ใช้ในการเปลี่ยนชื่อ Icon ต่างๆ ได้
   
20. การกด F5 ใน NotePad จะเป็นการแทรก เวลา และวันที่ ปัจจุบัน
   
21. การกด Windows + E จะเป็นเปิด Windows Explorer ขึ้นมา
   
22. เปิด System Properties อย่างรวดเร็วคือการกด Window + Pause Break
   
23. การย่อยทุกๆ หน้าต่างที่เปิดใช้งาน ให้ยุบไปให้หมด คือการกด Window + D ถ้าจะขยายคืนมาอีก ให้กดซ้ำ
   
24. การเคาะวรรคในโปรแกรม Dreamweaver คือ Shift + Ctrl + Space Bar ส่วนการเว้นบรรทัดคือ Shift + Enter
   
25. การลบไฟล์แบบ ไม่เก็บไว้ใน Recycle Bin คือการกด Shift + Delete
   
26. การกด Shift ค้างไว้ เวลาใส่แผ่น CD-Rom จะเป็นการไม่ให้มันเปิด Autorun ของแผ่น CD-Rom นั้นขึ้นมา
   
27. การ Restart เครื่องอย่างเร็ว คือไปที่ Start -> Shut Down... -> Restart จากนั้น ก่อนที่จะ OK ให้กด Shift ค้างเอาไว้
   
28. ในระหว่างใช้ Browser คุณสามารถกดปุ่ม Space Bar เพื่อเลื่อนหน้าลง และ Shift + Space Bar เพื่อนเลื่อนหน้าขึ้นได้
   
29. กด Shift + คลิก จะเป็นการเปิดหน้าต่างขึ้นมาใหม่ โดยไม่ต้อง back กลับ
   
30. คุณสามารถ ไปที่ Start -> Run และพิมพ์ว่า hwinfo /ui กด Enter เพื่อดูรายงานต่างๆ ของ HardWare
 

วิธีดูแลคอมพิวเตอร์...ให้มีสุขภาพดี


     1.H/D มีอายุการใช้งานที่ตั้งโดยโรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ปี ความจริงอายุขึ้นอยู่กับรุ่นที่ท่านซื้ออีกด้วย หากต้องการรู้ว่า ตัว H/D ที่ท่านซื้อไปมีอายุที่ถูกตั้งอยู่ที่เท่าไหร่ให้ดูที่อายุการรับประกันของแต่ละรุ่น เพราะทางฝ่ายวิศวกรรมได้คำนวณเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าในช่วงรับประกัน หากเป็น H/D ที่สมบูรณ์จะสามารถทนได้จนหมดอายุรับประกัน
     2.H/D กลัวที่สุดคือการตก เพราะอุปกรณ์ภายในมีชิ้นส่วนประกอบที่เล็กมาก การตกเพียงหนึ่งครั้งอาจทำให้ส่วนประกอบชิ้นเล็กๆเคลื่อนตัวไปได้ และจะเป็นจุดที่ก่อให้ H/D พังเร็วกว่ากำหนด
     3. การดีด การเคาะ การกระแทก ทั้งหลาย มีค่าเทียบเท่ากับการตกลงบนพื้น โดยมากศัพท์เทคนิคที่เรียกกัน มักจะเรียกว่า Shock ด้วยแรง G เท่าไหร่ ค่า G ที่พูดถึงคือ การ์วิตี้หรือแรงโน้มถ่วง แรงที่เคาะลงไปบนกล่อง H/D หากมากกว่าที่ H/D รุ่นนั้นๆ จะรับได้แล้วจะส่งผลให้หัวอ่านหมดสมรรถภาพการทำงานลงได้ ความสามารถในการป้องกันแรงกระแทกจะขึ้นอยู่กับรุ่น
     4.H/D โดยเฉพาะ รุ่น desktop ได้ถูกออกแบบมาให้ทำงานในสภาพแนวระนาบกับพื้นโลก เพราะหัวอ่านของ H/D ซึ่งจะมีสองหัวต่อหนึ่งจานแม่เหล็กจะถูกกำหนดค่าความโค้งมาไม่เท่ากัน เรียกว่า Up-head และ Dn-head ค่าความโค้งหรือค่าแรงกดจะเป็นตัวกำหนดว่าระยะห่างระหว่างหัวอ่านกับแม่เหล็กจะเป็นเท่าไหร่ โดยที่มี factor หลักคือแรงโน้มถ่วง
     5. การทำ Scan Disk เป็นสิ่งดีต่อสุขภาพคอมพิวเตอร์และการใช้งาน แต่ไม่เป็นสิ่งดีต่อสุขภาพ H/D เนื่องจากขณะทำ Scan Disk หัวอ่านจะต้องทำงานหนักมากเพื่อ read ตลอดเวลาที่ทำการ scan
     6. การทำ defragment ก้อไม่เป็นสิ่งดีต่อตัว H/D เอง แต่สมควรทำบ้างบางครั้งเพื่อสุขภาพคอมพิวเตอร์ คิดง่ายว่า หากแผ่นแม่เหล็กมีอายุการ read-write ประมาณ 1 ล้านครั้ง(ก่อนที่จะเสื่อมไปการเป็น bad-sector) หากเราทำ defragment บ่อยๆ เท่ากับเร่งการใช้งานแผ่นแม่เหล็กให้นับถอยหลังเร็วขึ้น อีกทั้งช่วงที่ทำ defragment จะส่งผลให้อุณหภูมิภายใจสูงขึ้นอย่างมาก จริงอยู่ว่าตัว H/D เองสามารถทนต่อความร้อนได้สูงถึง 70 องศาเซลเซียล แต่นั่นไม่ได้แปลว่าทุกตัวมีความสามารถทน ได้เท่ากันหมด เมื่ออุณหภูมิร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดๆหนึ่งแล้ว ตัวอุปกรณ์ที่ได้ cue ไว้ด้วยเทคนิคพิเศษ อาจหลุดหรือแยกออกจากกันได้ ถ้าท่านได้ยินเสียง แคร๊งๆ ภายในแสดงว่าตัวอุปกรณ์บางชิ้นได้หลุดออกมาแล้ว
     7. เรื่อง partition ... ความจริงมีอยู่ว่าในเวลาเปิดเครื่องตัว H/D จริงๆ แล้วไม่เคยหยุดหมุนเลย มันจะหมุนตลอดเวลาเพียงแต่ว่าจะเขียน-อ่าน หรือไม่เท่านั่น หากมีการเขียน-อ่าน ไฟสถานะการทำงานก้อจะแดงขึ้นมา , H/D มีส่วนที่เรียกอยู่สองส่วน cylender กับ sector
การทำ par จะเป็นการแบ่ง sector ในแนวตั้งออกเป็นส่วนๆ แต่จะไม่แบ่ง cylender
ดังนั้น ท่านที่บอกว่า การแบ่ง par จะส่งผลให้ H/D ช้าลงก้อมีส่วนถูก หาก ข้อมูลของไดร์ฟ C อยู่ใน Sector-A ที่ Cylender ในสุด และข้อมูลของไดร์ฟ D อยู่ที่ Sector-B ที่ Cylender นอกสุด แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าจะแบ่งหรือไม่แบ่ง partition การบันทึกข้อมูลของ H/D ก้อเป็น random access อยู่แล้ว นั่นแปลว่าหากเราไม่แบ่ง partition ทำการ copy ข้อมูลขนาดใหญ่ตัวหนึ่งลงไป ก้ออาจเป็นไปได้ว่า file นั้นจะถูกฉีกไปเก็บในจุดที่ต่างกัน(ตัวที่จะทราบว่า file นั้นอยู่ที่ใดคือ FAT ซึ่งจะทำงานร่วมกับ pcb board ของ H/D ที่มี cach 2MB นั่นแหละ) สรุปได้ว่า การแบ่ง partition ไม่ได้ส่งผลให้ H/D ช้าลงอย่างมีนัย หากต้องการให้ H/D ทำงานเร็วก้อให้ใช้วิธีทำ defragment เอา
 
link : http://www.nsm.go.th/tips/tips.html

หน่วยความจำหลัก (Main Memory Unit)
หน่วยความจำหลักที่นิยมใช้งานอยู่ในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

หน่วยความจำหลักแบบอ่านได้อย่างเดียว (Read Only Memory)

      นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า รอม (ROM) คือหน่วยความจำที่เก็บชุดคำสั่งที่ใช้ในการเริ่มต้นการทำงานหรือชุดคำสั่งที่สำคัญ ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ โดยคำสั่งที่ใช้ในชิปชื่อ ROM BIOS (Basic Input/Output System) เนื่องจากรอมมีคุณสมบัติในการเก็บข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหล่อเลี้ยง นั่นคือ แม้จะปิดเครื่องแล้วเมื่อเปิดเครื่องใหม่ข้อมูลในรอมก็ยังอยู่เหมือนเดิม แต่ข้อเสียของรอมคือหน่วยความจำชนิดนี้ไม่สามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมชุดคำสั่งได้ในภายหลัง รวมทั้งมีความเร็วในการทำงานช้ากว่าหน่วยความจำแบบแรม

      นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีรอมที่เป็นชิปพิเศษแบบต่าง ๆ อีก คือ

             PROM (Programmable Read-Only Memory)
             เป็นหน่วยความจำแบบรอม ที่สามารถบันทึกด้วยเครื่องบันทึกพิเศษได้หนึ่งครั้ง จากนั้นจะลบหรือแก้ไขไม่ได้

                EPROM (Erasable PROM)
             เป็นหน่วยความจำรอม ที่ใช้แสงอัลตราไวโอเลตในการเขียนข้อมูล สามารถนำออกจากคอมพิวเตอร์โดยใช้เครื่องมือพิเศษและบันทึกข้อมูลใหม่ได้

            EEPROM (Electrically Erasable PROM)
             จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดซึ่งรวมเอาข้อดีของรอมและแรมเข้าด้วยกัน เป็นชิปที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าในการหล่อเลี้ยงและสามารถเขียน                  แก้ไขหรือลบข้อมูลที่เก็บไว้ได้ด้วยโปรแกรมพิเศษ โดยไม่ต้องถอดออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้เปรียบเสมือนกับหน่วยเก็บข้อมูลสำรองที่มีความเร็วสูง หน่วยความจำชนิดนี้มีข้อด้อย 2 ประการเมื่อเทียบกับหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง นั่นคือราคาที่สูงและมีความจุข้อมูลต่ำกว่ามาก ทำให้การใช้งานยังจำกัดอยู่กับงานที่ต้องการความเร็วสูงและเก็บข้อมูลไม่มากนัก ตัวอย่างของหน่วยความจำเป็นแบบที่รู้จักกันดีคือ หน่วยความจำแบบ Flash ซึ่งนิยมนำมาใช้เก็บในเครื่องรุ่นใหม่ ๆ

หน่วยความจำหลักแบบแก้ไขได้ (Random Access Memory)
      นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า แรม (Ram) หมายถึงหน่วยความจำความเร็วสูงซึ่งเป็นที่เก็บโปรแกรมและข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีหน่วยความจำนี้โปรเซสเซอร์ก็จะทำงานไม่ได้เลย เนื่องจากหน่วยความจำแรมเป็นเสมือนกระดาษทด ที่เก็บข้อมูลทุกอย่างที่โปรเซสเซอร์ใช้ในขณะกำลังทำงานอยู่ เพราะอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลอื่น เช่น ดิสก์ไดรฟ์ จะมีความเร็วในการอ่านและบันทึกข้อมูลช้ามาก ขณะที่ซีพียูทำงานจึงต้องทำงานกับหน่วยความจำแรมที่มีความเร็วสูงเสมอ

โดยปกติแล้วถ้าคอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำมากก็สามารถทำงานได้เร็วขึ้น เพราะมีเนื้อที่สำหรับเก็บคำสั่งโปรแกรมต่าง ๆ ได้ทั้งหมด ไม่ต้องเรียกคำสั่งที่ใช้มาจากหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง ซึ่งจะทำให้การทำงานช้าลงอย่างมาก แผงวงจรหลัก (main board) ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยปกติจะถูกออกแบบมาให้สามารถเพิ่ม ชิปหน่วยความจำ (memory chip) ได้โดยง่าย เนื่องจากถ้าผู้ใช้ต้องทำงานกับโปรแกรมที่มีการคำนวณซับซ้อนหรือทำงานกับภาพกราฟิก ก็อาจจำเป็นต้องทำการเพิ่มหน่วยความจำให้มากขึ้น

คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ส่วนมากจำเป็นต้องมีหน่วยความจำ จำนวนมาก เนื่องจากมักจะนำคอมพิวเตอร์เหล่านั้นมาใช้ประมวลผลโปรแกรมจำนวนหลาย ๆ โปรแกรมพร้อม ๆ กันเสมอ เช่น ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Cray-4 ต้องใช้หน่วยความจำแรมอย่างน้อย 256 เมกะไบต์ เครื่องมินิคอมพิวเตอร์ DEC AXP/150 ใช้หน่วยความจำแรมอย่างน้อย 128 เมกะไบต์ เนื่องจากการที่มีผู้ใช้หลายคนทำงานพร้อม ๆ กัน โดยใช้หลักการของ มัลติโปรเซสซิ่ง (multiprocessing) จะต้องมีการแบ่งเนื้อที่ในหน่วยความจำ เพื่อเก็บโปรแกรมแต่ละโปรแกรมให้สามารถทำงานไปได้พร้อมกัน

หน่วยความจำแรมที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ

DRAM (Dynamic RAM)
เป็นหน่วยความจำที่มีการใช้งานกันมากที่สุดในปัจจุบัน จะมีวงจรคล้ายตัวเก็บประจุเพื่อจัดเก็บแต่ละบิตของข้อมูล ทำให้ต้องมีการย้ำสัญญาณไฟฟ้าเข้าไปก่อนที่จะสูญหาย เรียกว่า การรีเฟรช (Refresh) หน่วยความจำจะมีข้อดีที่ราคาต่ำ ข้อเสียคือมีความเร็วไม่สูงนักเนื่องจากต้องมีการรีเฟรชข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ซึ่งได้มีการนำเทคนิคต่าง ๆ มาลดเวลาในการเข้าถึงข้อมูล ทำให้เกิด DRAM ชนิดย่อย ๆ เช่น FPM (Fast Page Mode) RAM,EDO (Extended Data Output) RAM,SDRAM (Synchronous DRAM) เป็นต้น หน่วยความจำ DRAM จะมีความเร็วอยู่ระหว่าง

SRAM (Static RAM)
เป็นหน่วยความจำที่มีความเร็วสูง พลังงานที่ SRAM ใช้จะน้อยมาก โดยสามารถใช้พลังงานถ่านนาฬิกาในการทำงานได้ถึงหนึ่งปี ข้อเสียคือราคาสูง นิยมใช้ SRAM เป็นหน่วยความจำแคช เพื่อเสริมความเร็วให้กับหน่วยความจำ DRAM ในระบบคอมพิวเตอร์ความเร็วสูงเนื่องจากหน่วยความจำจะมีความเร็วต่ำกว่า 10 nanosesond

link : http://www.lks.ac.th/kuanjit/it03_2.htm

 หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage Unit)
    ใช้เป็นส่วนเพิ่มความจำให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น ทำงานติดต่ออยู่กับส่วนความจำหลัก
ส่วนความจำสำรองมีความจุมากและมีราคาถูก แต่เรียกหาข้อมูลได้ช้ากว่าส่วนความจำหลัก
คือ ทำงานได้ในเวลาเศษหนึ่งส่วนพันวินาที ในยุคสังคมสารสนเทศทุกวันนี้ ข้อมูลและ
โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะมีจำนวนหรือขนาดใหญ่มาก ตามความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี
และความซับซ้อนของปัญหาที่พบในงานต่าง ๆ หน่วยความจำหลักที่ใช้เก็บข้อมูลใน
คอมพิวเตอร์จึงต้องมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย โดยทั่วไปหน่วยความจำหลักจะมีขนาดจำกัด
ทำให้ไม่พอเพียงสำหรับการเก็บข้อมูลจำนวนมาก ในระบบคอมพิวเตอร์จึงมักจะติดตั้ง
หน่วยความจำสำรอง เพื่อนำมาใช้เก็บข้อมูลจำนวนมาก เป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้าน
จดจำของคอมพิวเตอร์ให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ถ้ามีการปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ในขณะ
ทำงานข้อมูลและโปรแกรมที่เก็บไว้ในหน่วยความจำหลักหรือแรมจะสูญหายไปหมด
หากมีขัอมูลส่วนใดที่ต้องการเก็บไว้ใช้งานในภายหลัง ก็สามารถเก็บว้ในหน่วยความจำรอง
 link : http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/storage.html

เป็นที่สำหรับเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ มีความจุสูงถึงหน่วยเมกะไบต์ จนถึง กิกะไบต์ และมีความเร็วสูงในการทำงาน และ การส่งผ่านข้อมูลมากกว่า Secondary Storage ทั่วไป ซึ่ง Harddisk จะประกอบไปด้วยจาน Disk หรือที่เรียกว่า Platters หลายๆ แผ่นมารวมกัน ซึ่งแต่ละด้านของ Plalter จะถูกปกคลุมไปด้วยสารประกอบ Oxide เพื่อให้สามารถบันทึกข้อมูลได้ Hard Disk ส่วนมากจะอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่สะดวกในการเคลื่อนย้าย บางทีถูกเรียกว่า Fixed Disk 
การทำงานของ Hard Disk ก็จะมีลักษณะคล้ายๆกับแผ่นดิสก์ โดยก่อนที่จะทำการบันทึกข้อมูล จำเป็นจะต้อง Format เพื่อให้มีการกำหนด Track, Cylinder, ต่างๆ ขึ้นมาก่อนเพื่อใช้ในการอ้างอิงตำแหน่ง นอกจากนี้แล้วมันยังสามารถจัดแบ่ง Partitions กล่าวคือ Hard Disk ตัวหนึ่งสามารถแบ่งได้หลาย Patition ขึ้นอยู่กับการแบ่ง Partition ก่อนการ Format (การกำหนด Partition สามารถทำได้โดยใช้คำสั่ง FDISK) นอกจากนี้ยังขึ้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์ว่าใช้ระบบ PCI หรือไม่ ถ้าไม่ใช้ระบบ PCI ในเครื่องจะมองเห็นฮาร์ดดิสก์ขนาดสูงสุดเพียง 540 MB แต่ถ้าเป็น PCI จะต้องมาตรวจสอบ OS(Operation System) ดูอีกทีว่าใช้อะไร เช่น ถ้าเป็น Windows 95 จะสามารถมองเห็น Hard Disk สูงสุดได้ที่ 1.27 GB ต่อ 1 Partition ซึ่งถ้าเรามี Hard Disk 1 ตัว แต่เป็น 2 GB ก็ต้องจัดแบ่งมันเป็น 2 Partition ถ้าเป็นระบบ Windows 95 OSR2 ก็จะสามารถมองเห็นได้เกิน 2 GB เป็นต้น  
ระบบควบคุมการทำงานของ Hard Disk ที่มีใช้งานอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้ ได้มีมาตรฐานที่รองรับการทำงานอยู่ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการเชื่อมต่อ ดังนี้
- IDE
- EIDE
 - SCSI 
link: http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/harddrive.html

แผ่นฟลอปปี้ดิสก์ (Floppy disk) หรือ ดิสก์เกตแม่เหล็กที่ประกอบด้วย Polyester Film Disk เคลือบด้วย Iron Oxide Compound แผ่นดิสก์หมุนรอบโดยอิสระภายใน Protective Flexible หรือ ปลอกพลาสติกหนาๆ ซึ่งจะเข้าถึงการเก็บเพื่อใช้งานหัวอ่านและเขียนของหน่วยดิสก์ไดร์ฟ แผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้วมีหน่วยความจำ 1.44 เมกะไบต์ เป็นที่นิยมใช้แพร่หลายมากที่สุด นอกจากนี้มีเทคโนโลยีรุ่นใหม่ LS-120 ที่มีหน่วยในการจัดเก็บ 120 เมกะไบต์ ซึ่งในปัจจุบันไม่นิยมใช้กันเนื่องจากความสะดวกของ flash drive  
 ในการ Format สำหรับดิสก์ 3-1/2 inch จะมี 80 Track และบางทีจะ Format เป็น 3,18,36 Sector ในแต่ละด้านของดิสก์ ซึ่งจะเห็นว่า จำนวน Track และ Sector มีมากกว่า แผ่นดิสก์ แบบ 5-1/4 inch ดังนั้นจึงสามารถจุข้อมูลได้มากกว่า ทั้งนี้จะขึ้นกับความจุของ Disk ด้วย
คำที่ควรทราบ
Formatting คือการเตรียม Disk สำหรับการใช้งาน ก่อนที่จะมีการใช้งาน Disk เหล่านี้ จะต้องมีการ Format ก่อน เพื่อเตรียมเนื้อที่ต่างๆ ให้กับ Disk เพื่อให้สามารถบันทึกข้อมูล ประกอบด้วย การกำหนด Track, Cylinder, Sector เป็นต้น
Track คือส่วนที่บันทึกข้อมูล มีลักษณะเป็นส่วนวงกลมแคบๆ ที่อยู่บน Disk Cylinder คือ Track ที่มีหมายเลขเดียวกัน เช่น Diskette ก็จะมี Track 0, Side1 และ Track 0, Side 2 ซึ่งทั้งหมดนี้ เรียกว่า Cylinder
Sector คือส่วนที่มีลักษณะเป็น Pie-Shapped ของ Diskette คำว่า Sector ส่วนมากจะใช้ในความหมายของ Track Sector ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้ 512 KB.
Cluster คือกลุ่มของ Track ที่มีตั้งแต่ 2-8 Track ขึ้นไป เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในการบันทึกข้อมูลลงใน Disk ถ้า file มีไม่กี่ตัวอักษรก็สามารถบันทึกได้ใน 1 Cluster แต่ถ้า file มีขนาดใหญ่มาก ก็สามารถบันทึกไว้ได้หลาย Cluste
link : http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/Floppy.html

ออพติคัลดิสก์ (optical disk) เป็นอุปกรณ์ที่ถูกพัฒนาให้มีความจุมากยิ่งขึ้น ได้แก่ ซีดี-รอม (Compact Disk Read Only Memory, CDROM) วอร์ม (Write Once Read Many, WORM) และแมคนิโต ออปติคัลดิสก์ (Magneto-optical disk, MO)
ออพติคัลดิสก์หรือสื่อแสง  คือ สื่อที่บันทึกและอ่านข้อมูลด้วยแสงเลเซอร์ ตัวอย่างของสื่อแสงที่เห็นกันอยู่ทั่วไปขณะนี้  ได้แก่  แผ่นเพลง  CD
แผ่น CD-ROM  และแผ่น DVD  ซึ่งกำลังเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมใช้กันมากในวงการสื่อประสม ประเภทของสื่อแสงที่ใช้ในการบันทึกข้อมูลแบ่งออกเป็น  
ชนิดของออพติคัลดิสก์
1)  สื่อที่อ่านอย่างเดียวโดยการบันทึกครั้งเดียวแต่อ่านได้หลายครั้ง  เช่น CD-ROM  , CD-R , DVD-R และ DVD + R
2)  สื่อที่ให้ผู้ใช้บันทึกข้อมูลได้เองหลายครั้งจนกว่าจะเต็มแผ่นและอ่านได้หลายครั้งเช่น CD-RW , DVD + RW , DVD-RW และ DVD-RAM
แผ่นซีดีรอม (CD ROM ย่อมาจาก Compact disc Read Only Memory) 
        เป็นสื่อในการเก็บข้อมูล แบบออปติคอล ( Optical Storage ) โดยใช้ลำแสงเลเซอร์ในการอ่านข้อมูล ซึ่งทำมากจาก แผ่นพลาสติก
ที่เคลือบด้วย อะลูมิเนียม และ อะคลีลิค โดยการบันทึกข้อมูล จะมีการบันทึกข้อมูลเป็น Land และ Pit โดยการยิงแสงไปยังจุดที่เป็นรอยต่อ
ระหว่าง Land และ Pit แล้วแสงจะสะท้อนมายังตัวรับแสง ค่าที่อ่านได้ จะมีค่าเป็น 1 แต่ถ้าแสงยิงไปยังจุดที่เรียบไม่เป็นรอยต่อ ระหว่าง Land และ Pit แสงจะสะท้อนออกจากตัวรับแสง ทำให้ค่าที่อ่านได้มีค่าเป็น 0
ประเภทของเครื่องอ่านซีดีรอม
ไดร์ฟซีดีรอม แบบออกได้เป็น 2 แบบ คือ แบบติดตั้งภายใน คือ ติดตั้งไดร์ฟซีดีรอมเข้าไปยังภายในตัวเครื่อง ( case ) ซึ่งมีข้อดี ด้านการจัดสรรที่ใช้งานบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ของเรา ทำให้มีพื้นที่ในการทำงานมากขึ้น
แบบติดตั้งภายนอก คือ ติดตั้งไดร์ฟซีดีรอม อยู่ภายนอกตัวเครื่อง ( case ) มีราคาแพงกว่าไดร์ฟซีดดีรอมแบบติดตั้งภายใน แต่สามารถพกพาไปใช้กับเครื่องคอมพิวดเตอร์เครื่องอื่นได้สะดวก

แคช และ บัฟเฟอร์
แคช และ บัฟเฟอร์ ( Cache ) เป็นอุปกรณ์ที่มีไว้สำหรับเก็บข้อมูลไว้ชั่วคราวก่อนที่จะส่งข้อมูล ไปประมวลผลต่อไป

เทคโนโลยีซีดีรอม
เทคโนโลยีซีดีรอม แบบที่นิยมใช้กันมีอยู่ 2 ประเภทคือ แบบ CLV (Constant Linear Velocity) ระบบนี้จะมีความเร็วในการหมุนแผ่นข้อมูลในความเร็วที่ต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับตัวอ่านข้อมูล โดยถ้าตัวอ่านข้อมูลอยู่ด้านใน แผ่นซีดีรอมจะหมุนด้วยความเร็วสูง และถ้าตัวอ่านข้อมูลอยู่ด้านนอก แผ่นซีดีรอมจะหมุนด้วยความเร็วต่ำ แบบ CAV (Constant Angular Velocity)
 
  คุณสมบัติของ CD-ROM 
1) ความจุข้อมูลมหาศาล  CD-ROM  แผ่นหนึ่งสามารถบรรจุข้อมูลได้มากสุดถึง  680  เมกกะไบท์ เปรียบเทียบได้กับจำนวนใดจำนวนหนึ่งของสิ่งเหล่านี้ ได้แก่  หนังสือ 250,000  หน้าหรือข้อความในกระดาษพิมพ์ดีดจำนวน  300,000  แผ่น  หรือหนังสือสารานุกรม  1 ชุดจำนวน  24  เล่ม  หรือภาพสี 5,000  ภาพ หรือเท่ากับข้อมูลในแผ่น floppy disk  ขนาด  1.4  เมกกะไบท์ 460  แผ่น  หรือใน  hard disk ขนาด 20 เมกกะไบท์ ถึง 34  ชุด ถ้าบุคคลหนึ่งอ่านหนังสือหนึ่งหน้าต่อหนึ่งนาทีโดยไม่หยุดพักในเวลา  12  ชั่วโมงต่อวัน ประมาณว่าจะต้องใช้เวลาเกือบ 11  เดือนจึงจะอ่านข้อมูลในแผ่น  CD-ROM  แผ่นหนึ่งได้หมด 
2) บันทึกข้อมูลนานาประเภท  เนื่องจากการบันทึกข้อมูลลงบนแผ่น  CD-ROM  อยู่ในลักษณะของดิจิทัล  (digital encoding)  จึงทำให้สามารถบันทึกข้อมูลในลักษณะตัวอักษร  ภาพถ่ายสีและขาวดำ ภาพเคลื่อนไหว ภาพกราฟิค เสียงพูด  และเสียงดนตรี ได้อย่างมีคุณภาพสูง
3) มาตรฐานสากล แผ่น  CD-ROM  อยู่ในรูปแบบมาตรฐานที่มีขนาดและลักษณะมาตรฐานเดียวกันหมดจึงทำให้สามารถใช้กับหน่วยขับ CD-ROM  หรือเครื่องเล่น CD-ROM ทั่วไปได้เหมือน ๆ กัน
4) ราคาไม่แพง  จากความนิยมใช้ CD-ROM  ในปัจจุบัน  จึงทำให้การผลิตแผ่นและเครื่องเล่นจำนวนมากมีต้นทุนที่ต่ำลง แผ่นและเครื่องเล่น CD-ROM  ทุกวันนี้จึงมีราคาลดลงมากจนสามารถซื้อหามาใช้กันได้อย่างแพร่หลายทั่วไป
5) การสืบค้นฉับไว  ถึงแม้ว่า CD-ROM  จะบรรจุข้อมูลจำนวนมหาศาลไว้ก็ตาม  แต่การค้นหาข้อมูลในแผ่น CD-ROM  อยู่ในลักษณะ  “เข้าถึงโดยสุ่ม”  (random access)  ซึ่งเป็นการเข้าถึงข้อมูลโดยใช้เวลาในการค้นหาได้รวดเร็วเท่ากันหมดไม่ว่า ข้อมูลนั้นจะอยู่ในที่ใดของแผ่นตามปกติแล้วจะใช้เวลาในการค้นหาเพียง 1  วินาทีเท่านั้น  จึงทำให้การค้นหาสะดวกรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำกว่าสื่อประเภทอื่น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับวีดีทัศน์หรือเทศเสียงที่ต้องมีการ เดินหน้าหรือถอยหลังเทปเพื่อค้นหาข้อมูล แต่อย่างไรก็ดี  ถึงแม้ว่าการค้นหาข้อมูลในแผ่น CD-ROM  จะเร็วกว่าสื่ออื่นหรือแม้แต่แผ่น  floppy disk  ก็ตาม แต่ก็ยังช้ากว่าการค้นหาข้อมูลบน hard disk  อยู่บ้าง
6) อายุการใช้งานนาน  กล่าวกันว่าแผ่น CD-ROM  จะมีอายุใช้งานทนทานได้นานตลอดไปชั่วอายุ โดยที่แผ่นไม่ฉีกขาดและไม่มีรอยขูดขีดของหัวเข็มเนื่องจากใช้แสงเลเซอร์ในการอ่านข้อมูล ถึงแม้จะมีควาบสกปรกจากรอยนิ้วมือหรือฝุ่นละอองก็สามารถล้างทำความสะอาดได้แต่ก็มีบางคนกล่าวว่าจะมีอายุเพียง  10-15  ปีเท่านั้นเนื่องจากความสกปรกและความร้อนชื้นต่าง ๆ จะทำลายแผ่นให้เสื่อมสภาพได้
7) ความคงทนของข้อมูล CD-ROM  เป็นสื่อที่ไม่กระทบกระเทือนต่อสนามแม่เหล็กจึงทำให้ข้อมูลอยู่คงที่ตลอดไป และที่สำคัญคือ  ไม่ติดไวรัสเนื่องจากไม่สามารถเขียนทับได้
8) ประหยัด  เมื่อเปรียบเทียบขนาดเนื้อที่การบันทึกข้อมูลระหว่างแผ่น CD-ROM  กับแผ่น floppy disk  แล้ว  จะเห็นได้ว่า CD-ROM  แผ่นหนึ่งสามารถบรรจุข้อมูลได้มากกว่าแผ่น  floppy disk  หลายร้อยเท่า  จึงทำให้ประหยัดเงินในการใช้ CD-ROM  เพียงแผ่นเดียวแต่บันทึกข้อมูลได้มากมายกว่า
9) ความสะดวก  เนื่องจาก CD-ROM  เป็นแผ่นที่มีขนาดเล็ก จึงทำให้ไม่เปลืองเนื้อที่ในการเก็บ  สามารถพกพาไปใช้ในที่ต่าง ๆ ได้โดยสะดวก และส่งต่อไปยังผู้อื่นได้ง่ายโดยทางไปรษณีย์ จากคุณสมบัติต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า CD-ROM  เป็นสื่อที่ได้เปรียบกว่าสื่อประเภทอื่น ๆ เป็นอย่างมากทั้งในด้านของลักษณะแผ่น ความทนทาน ความรวดเร็วในการสืบค้นข้อมูล  อีกทั้งยังให้ความสะดวกและความประหยัดแก่ผู้ใช้นานัปการ จึงทำให้ความนิยมใช้เทคโนโลยี CD-ROM  ในปัจจุบันทวีมากขึ้นเรื่อย ๆ ในวงการต่าง ๆ ทั่วโลก   แต่ปัจจุบัน CD-ROM กำลังถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี DVD ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าอยู่ 
แผ่นดีวีดี DVD (Digital Versatile Disk)
  ลักษณะภายนอกของแผ่นดีวีดี จะเหมือนกับแผ่น ซีดี (650 Mbytes) ทุกอย่าง แต่มีความจุสูงกว่ามาก (4.7 GBytes) เพราะ มีชั้นข้อมูลที่บางกว่าแผ่นซีดี จำนวน สองชั้น ทำให้มีความหนามากกว่า คือ 1.2 mm ในขณะที่แผ่นซีดีทั่วไปจะหนา 1 mm.
ฮาร์ดแวร์ ของดีวีดีก็จะซับซ้อนกว่า กล่าวคือจะต้องใช้แสงเลเซอร์ที่มีความถี่สูงกว่า ที่ใช้ในแผ่นซีดี เพื่ออ่านข้อมูลออกมา สามารถบันทึกได้สองหน้า ( ด้านหน้าและด้านหลัง ) ก็จะเพิ่มความจุเป็น 4 ชั้น หรือ ประมาณ 17 GB   ในกรณีที่เก็บข้อมูล สองชั้น ในด้านเดียวกัน จะทำได้โดยใช้สารเคลือบที่มีคุณสมบัติสะท้อนลำแสงได้แตกต่างกันสำหรับแต่ละชั้น ทำให้เพิ่มความจุในการเก็บขึ้นสองเท่า
  แผ่นดีวิดีที่สำหรับการบันทึก ( DVD-ROM format) เป็นแผ่นดีวิดีที่บันทึกข้อมูลได้อย่างเดียว เหมือนซีดีรอม โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่ 4.7 GB ถึง 17 GB แล้วแต่จำนวนชั้นและจำนวนด้านที่ใช้บันทึก แผ่นแบบนี้จะใช้งานได้กับไดรว์ดีวีดีทั่วไป โดยมองเห็นข้อมูลเป็นไฟล์ และ สามารถอ่านแผ่น ซีดีรอมธรรมดาได้ด้วย 
  แผ่นดีวิดีที่สำหรับการบันทึก มีหลากหลาย Format ที่กำลังพัฒนาและรอการพิสูจน์ว่าแบบไหนจะได้รับความนิยมมากกว่ากัน โดยสามารถกล่าวได้โดยสังเขปดังนี้
1) DVD-R (DVD Recordable) เป็นแผ่นดีวิดีที่สามารถบันทึกได้ครั้งเดียว มีทั้งแบบ (4.7 GB ต่อหน้า) หน้าเดียวหรือ สองหน้า 2) DVD-RAM (DVD Rewritable) เป็นแผ่นดีวิดีที่สามารถเขียนข้อมูลได้หลายครั้ง และ สามารถเขียนข้อมูลตรงไหนก็ได้ (Random Access) เหมือน ฮาร์ดดิสก์ทั่วไป โดยไม่จำเป็นเขียนหรือลบทั้งแผ่น ในคราวเดียว มีทั้งแบบ หน้าเดียวหรือ สองหน้า ขนาด 2.6 GB และ 4.7 GB ต่อแผ่น
3) DVD-RW เป็นแผ่นดีวิดีที่สามารถเขียนและลบข้อมูลได้หลายครั้งเหมือนแผ่น DVD-RAM ต่างกันตรงที่ แผ่นแบบนี้ต้องเขียนหรือลบทั้งแผ่น ในคราวเดียว (เหมือน CD-RW) โดย มีความจุ 4.7 GB ต่อหน้า
4) DVD+RW เป็นฟอร์แมต อนาคต ที่พัฒนาโดยกลุ่ม HP, Phillips, SONY และอีกหลายบริษัท โดยจะสามารถเขียนตรงไหนก็ได้เหมือน DVD-RAM และมีความจุ 4.7 GB ต่อหน้า 
link : http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/compact.html

ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ 
 
 
 
 
      คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ คอมพิวเตอร์มีจุดเด่นคือสามารถคิดคำนวณตัวเลขจำนวนมากได้รวดเร็วและแม่นยำ  การคิดคำนวณและจัดการข้อมูลทำได้รวดเร็ว  นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ยังสามารถเก็บข้อมูลได้มาก  เมื่อจัดเก็บแล้วสามารถเรียกค้น หรือคัดแยกได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว โดยที่การดำเนินการต่างๆ  จะเป็นไปตามเงื่อนไขที่โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์กำหนดไว้ 
 
      คอมพิวเตอร์ทำงานตามชุดคำสั่งหรือโปรแกรม     ตามหลักการที่จอห์น วอน นอยแมน เสนอและใช้กันมาจนถึงปัจจุบันคือ คอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำสำหรับเก็บซอฟต์แวร์และข้อมูล การทำงานของคอมพิวเตอร์จะทำงานตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว  ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ เรียกรวมว่า ฮาร์ดแวร์ (hardware) 
 
 
 
 
  


 


ส่วนประกอบพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์

 

 การทำงานของคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหน่วยสำคัญ 5 หน่วย คือ   
 
 
 1. หน่วยประมวลผลกลาง ทำหน้าที่ในการคิดคำนวณหรือประมวลผลข้อมูล โดยทำตามโปรแกรมที่เก็บไว้ในหน่วยความจำหลัก 
 
 2. หน่วยความจำหลัก เป็นหน่วยสำหรับเก็บข้อมูลและซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการประมวลผล ซึ่งหน่วยประมวลผลกลางสามารถอ่านเขียนจากหน่วยความจำหลักรวดเร็วมาก ทำให้หน่วยประมวลผลกลางนำมาตีความและกระทำตามได้อย่างรวดเร็ว 
 
  
 3. หน่วยความจำรอง มีไว้สำหรับเก็บข้อมูลหรือซอฟต์แวร์ที่มีจำนวนมาก และต้องการนำมาใช้อีกในภายหลัง หากจะใช้งานก็มีการโอนถ่ายจากหน่วยความจำรองมายังหน่วยความจำหลัก 
 
 4. หน่วยรับข้อมูล ทำหน้าที่รับข้อมูลเข้ามาเก็บไว้ในหน่วยความจำแล้วนำมาประมวลผลหรือเก็บไว้ในหน่วยความจำรอง 
 
 5. หน่วยส่งออก เป็นหน่วยที่นำข้อมูลที่ได้รับการประมวลผลแล้วมาแสดงผล หรือเก็บไว้ในหน่วยความจำรอง 
 
   
link : http://www.thaigoodview.com/roomnet/roomnet46/IT46_4/index.html-page4.htm

หน่วยส่งออก 
 
 
 
 หน่วยส่งออกเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น 
 
 
 1. จอภาพ (monitor) มีลักษณะเป็นจอภาพเหมือนจอโทรทัศน์ทั่วไป การส่งออกของข้อมูลจะปรากฏบนจอภาพ ซึ่งแสดงได้ทั้งตัวอักษร ตัวเลข เครื่องหมายพิเศษ และยังสามารถแสดงรูปภาพได้ด้วย จอภาพ มี 2 แบบคือ ซีอาร์ที (Cathode Ray Tube : CRT) ใช้เทคโนโลยีของหลอดรังสีอิเล็กตรอน เช่นเดียวกับจอโทรทัศน์ในการทำให้เกิดภาพ และจอแบบแอลซีดี (Liquid Crystral Display : LCD) ใช้เทคโนโลยีของการบรรจุของเหลวไว้ภายในจอ เช่นเดียวกับหน้าปัดนาฬิกาในระบบตัวเลข การแสดงผลบนจอภาพจะแสดงด้วยจุดเล็กๆ ตามแนวนอนและแนวตั้ง แต่เดิมจอภาพแสดงผลได้เพียงสีเดียว พัฒนาการต่อมาทำให้การแสดงผลเป็นสีหลายสีได้ นอกจากนี้ยังมีความละเอียดมากขึ้น เช่น จอภาพที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน แสดงผลในภาวะกราฟิกได้อย่างน้อยในแนวนอน 800 จุด ในแนวตั้ง 600 จุด และแสดงสีได้ถึงล้านสีขนาดของจอภาพจะวัดความยาวตามเส้นทแยงมุม จอภาพโดยทั่วไปจะมีขนาด 15 นิ้ว หรือ 17 นิ้ว การแสดงผลของจอภาพควบคุมโดยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์  
 
   
 
  
 2. เครื่องพิมพ์ (printer)  เครื่องพิมพ์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์มีหลายประเภทตามเทคโนโลยีการพิมพ์ เครื่องพิมพ์เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่พิมพ์ลงบนกระดาษ เครื่องพิมพ์ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์มีดังนี้ 
 
  
 
 
 
  

 เครื่องพิมพ์แบบจุด (dot matrix printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีหัวยิงเป็นเข็มขนาดเล็ก พุ่งไปชนแผ่นผ้าหมึก เพื่อให้หมึกติดบนกระดาษเป็นจุดเล็กๆ หลายๆ จุดเรียงกันเป็นตัวหนังสือหรือรูปภาพ หัวเข็มที่ใช้ยิงไปยังผ้าหมึกมีจำนวนหลายหัว โดยปกติใช้ขนาด 24 หัวเข็ม ซึ่งจัดวางเรียงกันในแนวตั้ง ทำให้ได้ตัวหนังสือที่ละเอียดพอควร
 


 

 เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (laser printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ให้ความคมชัดและความละเอียดสูง การพิมพ์จะใช้หลักการทางแสง ปกติมีความละเอียดไม่น้อยกว่า 600 จุดต่อนิ้ว เครื่องพิมพ์เลเซอร์จึงเป็นเครื่องพิมพ์ที่เหมาะกับงานพิมพ์ที่ต้องการคุณภาพ พัฒนาการทางเทคโนโลยีทำให้เครื่องพิมพ์ชนิดนี้ได้รับความนิยมสูงขึ้น เพราะเมื่อเทียบประสิทธิภาพต่อราคาแล้วเครื่องพิมพ์ชนิดนี้เหมาะที่จะใช้ในสำนักงาน แต่ไม่สามารถพิมพ์สำเนากระดาษคาร์บอนได้
 
 

 เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (inkjet printer) เป็นเครื่องพิมพ์ที่ใช้วิธีการพ่นหมึกและผสมสีจากแม่สีสามสีคือแดง เหลืองและน้ำเงิน โดยจะผสมสีให้ได้สีตามความต้องการและพ่นหมึกเพื่อให้ติดบนกระดาษ   ในปัจจุบันเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึกเป็นที่นิยมกันมาก เนื่องจากสามารถพิมพ์รูปภาพออกมาเป็นสีที่สวยงาม
 

 

 เครื่องพิมพ์รายบรรทัด (line printer) เครื่องพิมพ์ชนิดนี้มีความเร็วในการพิมพ์สูงมาก สามารถพิมพ์ได้หลายร้อยบรรทัดต่อนาที กล่าวคือ มีความเร็วในการพิมพ์ได้ถึง 2000 บรรทัดต่อนาที ลักษณะการพิมพ์มีหลายแบบ บางแบบใช้พิมพ์ด้วยแถบโซ่ตัวอักษรที่หมุนอยู่ และมีคันเคาะตัวอักษรในตำแหน่งที่กำหนด บางแบบใช้หัวยิงแบบจุด แต่มีจำนวนหัวยิงเป็นจำนวนมากเพื่อให้พิมพ์ได้เร็ว เครื่องพิมพ์ชนิดนี้จึงเหมาะกับศูนย์คอมพิวเตอร์ที่ต้องพิมพ์รายงานเป็นจำนวนมาก และพิมพ์อย่างต่อเนื่อง
 
 
link : http://www.thaigoodview.com/roomnet/roomnet46/IT46_4/index.html-page4.htm

หน่วยรับเข้า 
 
 
 
 จากรูปแบบการทำงานของคอมพิวเตอร์ หน่วยรับเข้าเป็นอุปกรณ์ที่นำข้อมูลหรือโปรแกรมเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจำหลัก และใช้ในการประมวลผล อุปกรณ์รับข้อมูลมีหลายประเภท 
 
 
 
 
 1. แผงแป้นอักขระ (keyboard) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลโดยรับข้อมูลจากการกดแป้นบนแผงแป้นอักขระแล้วส่งรหัสให้กับคอมพิวเตอร์ แผงแป้นอักขระมาตรฐานที่นิยมใช้กันมากในขณะนี้มีจำนวนแป้น 103 แป้น ถึงแม้จะมีจำนวนแป้นมากแล้ว แต่การป้อนข้อมูลก็ยังมีตัวยกแคร่ (shift) สำหรับใช้ควบคู่กับตัวอักษรอื่น เช่น กดแป้น shift เพื่อเลือกตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็กหรือตัวใหญ่ แผงแป้นอักขระที่ใช้ในประเทศไทยสามารถใช้พิมพ์ตัวอักษรภาษาไทยได้ การที่รับข้อมูลภาษาไทยได้เนื่องจากมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ทำงานภาษาไทยได้ 
 
  
 
 
 


แผงแป้นอักขระคอมพิวเตอร์ขนาด 103 แป้น

 

 

 

 

 

 


แป้นพิมพ์แบบพิเศษ ทำงานโดยฉายภาพแป้นพิมพ์ลงที่พื้นผิว และจะใช้ระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวของนิ้วมือ เพื่อให้ทราบว่ากำลังกดแป้นใดอยู่ จากนั้นจะส่งข้อมูลไปให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลต่อไป
 

 


 2. เมาส์ (mouse) แทร็กบอล (trackball) และก้านควบคุม (joystick)  การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจะเน้นให้ผู้ใช้ใช้งานได้ง่าย จึงมีการพัฒนาอุปกรณ์รับเข้าที่เหมาะสมกับโปรแกรม เช่น เมาส์  แทร็กบอล  และก้านควบคุม ซึ่งสามารถเลื่อนตัวชี้ไปบนจอแล้วเลือกสิ่งที่ต้องการได้ 
 
  
 
 
 
    

 

 

เมาส์ เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่สามารถเลื่อนตัวชี้ไปยังตำแหน่งที่ต้องการบนจอภาพ มีลักษณะเป็นปุ่มกดครอบอยู่กับลูกกลมที่เมื่อลากไปกับพื้นแล้ว จะมีการส่งสัญญาณตามแนวแกน x และแกน y เข้าสู่คอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันเมาส์มีหลายรูปแบบให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ตามความต้องการ


 

 

 

แทร็กบอล คือลูกกลมที่กลิ้งไปมาวางอยู่ในเบ้า ผู้ใช้สามารถบังคับลูกกลมให้หมุนไปมาเพื่อควบคุมการทำงานของตัวชี้บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันมีการสร้างแทรกบอลไว้กับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊ค เพราะสะดวกต่อการใช้ และใช้พื้นที่น้อย
 
 

 

 

 

 

 

 

 

 


ก้านควบคุม มีลักษณะเป็นก้านโยกซึ่งโยกได้หลายทิศทาง ขณะที่โยกก้านไปมาตำแหน่งของตัวชี้จะเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ก้านควบคุมมักเป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันมากในการเล่นเกม
 
 
 
 
 
   
 3. เครื่องกราดตรวจ (scanner)  เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีของการผ่านแสง เพื่อทำการอ่านรหัสสัญลักษณ์ หรือรูปภาพ แล้วให้คอมพิวเตอร์นำไปประมวลผลต่อไป เครื่องกราดตรวจช่วยให้การรับข้อมูลทำได้รวดเร็วกว่าการกดแป้นบนแผงแป้นอักขระ อีกทั้งยังลดข้อผิดพลาดอันอาจเกิดจากการกดแป้นอีกด้วย เครื่องกราดตรวจที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วๆ ไปได้แก่ 
 
  
 
 
 
  
 

 


เครื่องกราดตรวจรายหน้า (page scanner) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านรูปภาพหรือตัวหนังสือ เช่น รูปถ่าย และ สัญลักษณ์ต่างๆ เป็นต้น
 
 
 
  
  เครื่องอ่านรหัสแท่ง (barcode reader ) เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่ใช้สำหรับอ่านรหัสแท่ง (bar code) ซึ่งเป็นแถบเส้นที่ประกอบด้วยเส้นขนาดแตกต่างกันใช้แทนรหัสข้อมูลต่างๆ การอ่านจะใช้แสงส่องแถบเส้นทำให้เกิดการสะท้อนเพื่อรับรหัสเข้ามาตีความหาย ปัจจุบันนิยมใช้ในห้างสรรพสินค้า สินค้าทุกชนิดจะติดรหัสแท่งไว้ ผู้ขายใช้เครื่องอ่านรหัสแท่งเพื่อจะได้ทราบว่าเป็นรหัสของสินค้าใด ราคาเท่าใดและสามารถออกใบเสร็จรับเงินให้ได้อย่างอัตโนมัติ 
 
 
 
  เครื่องอ่านรหัสแท่ง   
 
 
 
 
 
 เครื่องอ่านอักขระหมึกแม่เหล็ก (Magnetic-Ink Character Recognition: MICR) ที่พบเห็นได้บ่อยครั้งคือ เครื่องอ่านตัวเลขที่พิมพ์อยู่บนตั๋วสัญญาใช้เงิน ตัวเลขเหล่านี้มีลักษณะพิเศษที่ทำให้เครื่องอ่านได้ เนื่องจากแต่ละวันธนาคารต้องรับและออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นจำนวนมาก จึงมีการใช้เครื่องอ่านตัวเลขช่วยในการอ่าน หรือเครื่องอ่านตัวเลขที่สำนักงาน ไปรษณีย์ใช้เพื่อช่วยแยกจดหมายตามรหัสไปรษณีย์ 
 
 


 
 
 

 จอสัมผัส (touch screen) สามารถเป็นได้ทั้งหน่วยรับเข้าและหน่วยส่งออก จอภาพสามารถรับข้อมูลไปประมวลผลได้โดยการสัมผัสบนบริเวณจอภาพ บริเวณจอภาพของจอสัมผัสประกอบด้วยตาข่ายของลำแสงอินฟาเรด เมื่อมีวัตถุมาสัมผัสบนจอภาพ จะมีการส่งสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งสามารถระบุตำแหน่งบนจอภาพให้กับโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ได้ การใช้งานจอสัมผัสมีความสะดวก แต่อาจผิดพลาดจากการระบุตำแหน่งบนจอภาพ ถ้าตำแหน่งบนจอภาพมีขนาดเล็กเกินไป จอสัมผัสประยุกต์ใช้กับงานหลายอย่าง เช่น การจองตั๋วชมภาพยนตร์ การจองที่นั่งเพื่อรับประทานอาหาร
 
 

 

 


กล้องถ่ายภาพดิจิตรอน สามารถถ่ายภาพและบันทึกไว้ในหน่วยความจำภายในตัวกล้อง จากนั้นสามารถส่งข้อมูลภาพเข้าสู่คอมพิวเตอร์ได้
 
 
 
 
 
 
 
       อุปกรณ์รับเข้ายังมีอีกหลายชนิด ตามพัฒนาการทางเทคโนโลยี ทั้งนี้เพื่อให้การรับข้อมูลเข้าระบบทำได้สะดวก แม่นยำ และสามารถนำไปใช้งานได้ดี ดังตัวอย่างเช่น พนักงานการไฟฟ้า ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดมือถือ บันทึกข้อมูลการใช้ไฟที่อ่านจากมิเตอร์ตามบ้าน การตรวจข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ใช้เครื่องอ่านข้อมูลคำตอบของนักเรียน แล้วตรวจให้คะแนนอย่างอัตโนมัติ การลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาบางมหาวิทยาลัยก็ใช้ระบบระบายดินสอดำลงบนกระดาษตามช่องที่กำหนด เพื่อให้เครื่องอ่านได้ และนำไปประมวลผลต่อไป 
 
link : http://www.thaigoodview.com/roomnet/roomnet46/IT46_4/index.html-page4.htm

       http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/input.html


สรุป

การทำงานของคอมพิวเตอร์มีส่วนประกอบที่สำคัญ 5 ส่วนได้แก่ 

 1. หน่วยประมวลผล 
ทำหน้าที่ในการคิดคำนวณหรือประมวลผลข้อมูล  โดยทำตามโปรแกรมที่เก็บไว้ในหน่วยความจำหลัก 
 
 2. หน่วยความจำหลัก 
เป็นหน่วยความจำที่หน่วยประมวลผลสามารถอ่านเขียนได้รวดเร็ว  ดังนั้นจึงนำโปรแกรมและข้อมูลมาเก็บไว้ที่หน่วยความจำหลักนี้  เพื่อให้หน่วยประมวลผลนำมาตีความและกระทำตามได้รวดเร็ว 
 
 3. หน่วยความจำรอง 
มีไว้สำหรับเก็บข้อมูล  หรือโปรแกรมที่มีจำนวนมาก  และหากจะใช้งานก็มีการถ่ายจากหน่วยความจำรองมายังหน่วยความจำหลัก 
 
 4. หน่วยรับข้อมูล 
ทำหน้าที่รับข้อมูลเข้ามาเก็บไว้ในหน่วยความจำแล้วนำมาประมวลผล 
 
 5. หน่วยส่งออก 
เป็นหน่วยที่นำข้อมูลที่ได้รับมาประมวลผลแล้วมาแสดงผล  
 
  

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 12 คน กำลังออนไลน์