ส่วนประกอบ และ หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

รูปภาพของ pnp31264

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
แม้คอมพิวเตอร์ดูเหมือนว่ามีความซับซ้อนมากน้อยเพียงไรแต่เราสามารถแบ่งการทำงานของเครื่องได้เป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้
 รับข้อมูล (Input) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่รับคำสั่งจากผู้ใช้เข้าไปในเครื่องโดยผ่านอุปกรณ์ เช่น คีบอร์ด เมาส์ จอยสติ๊ก เป็นต้น
 ประมวลผล จะทำการประมวลข้อมูลตามคำสั่งที่ได้รับ โดยหน่วยประมวลผลที่มีชื่อเรียกว่า ซีพียู (CPU: Central Processing Unit)
      นั้นเปรียบได้เหมือนป็นสมองของคอมพิวเตอร์ ซึ่งสมรรถนะของเครื่องจะขึ้นกับความเร็วในการทำงานของหน่วยประมวลผล
     
      สำหรับชุดคำสั่งที่ป้อนให้หน่วยประมวลผลนั้นเรียกว่าโปรแกรม ซึ่งเป็นชุดคำสั่งที่ให้คอมพิวเตอร์ทำหน้าที่บางอย่างเฉพาะเจาะจง
 แสดงผล เป็นส่วนที่แสดงหรือส่งข้อมูลที่ได้จากการประมวลผลให้ผู้ใช้ ซึ่งอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่นี้ ได้แก่ จอภาพ (แสดงภาพหรือข้อความ)
      ลำโพง(ส่งเสียง) เป็นต้น

      นอกจากการทำงานของเครื่อง 3 ขั้นตอน ยังมีส่วนประกอบสำคัญได้แก่ หน่วยความจำ (Memory) ในเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมี
หน่วยความจำสำหรับพักข้อมูลที่ต้องนำมาใช้ในการประมวลผล โดยรูปแบบการเก็บข้อมูลในเครื่องนั้นมีหน่วยเป็นบิต ที่มีค่าได้เพียง 2 ค่าคือ
0 หรือ 1 เท่านั้น เมื่อเรานำข้อมูลมาเรียงต่อกันหลายบิต ก็จะทำให้เราสามารถแทนค่าได้มากขึ้น โดยข้อมูลที่มีขนาด 8 บิต มีชื่อเรียกว่า ไบต์
      เราใช้หน่วยไบต์ในการวัดขนาดของหน่วยความจำในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเรามักได้ยินคำ เช่น กิโลไบต์ ,เมกะไบต์และกิกะไบต์
      เราสามารถแสดงการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นผังแบบง่ายๆได้ดังรูป

link : http://image.modify.in.th/images/9147p11.gif

อ้างอิง : http://www.modify.in.th/computer-Article/computer-id142.aspx

หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage Unit)
    ใช้เป็นส่วนเพิ่มความจำให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น ทำงานติดต่ออยู่กับส่วนความจำหลักส่วนความจำสำรองมีความจุมากและมีราคาถูก แต่เรียกหาข้อมูลได้ช้ากว่าส่วนความจำหลัก  คือ ทำงานได้ในเวลาเศษหนึ่งส่วนพันวินาที ในยุคสังคมสารสนเทศทุกวันนี้ ข้อมูลและโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะมีจำนวนหรือขนาดใหญ่มาก ตามความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีและความซับซ้อนของปัญหาที่พบในงานต่าง ๆ หน่วยความจำหลักที่ใช้เก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์จึงต้องมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย โดยทั่วไปหน่วยความจำหลักจะมีขนาดจำกัดทำให้ไม่พอเพียงสำหรับการเก็บข้อมูลจำนวนมาก ในระบบคอมพิวเตอร์จึงมักจะติดตั้งหน่วยความจำสำรอง เพื่อนำมาใช้เก็บข้อมูลจำนวนมาก เป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านจดจำของคอมพิวเตอร์ให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ถ้ามีการปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ในขณะทำงานข้อมูลและโปรแกรมที่เก็บไว้ในหน่วยความจำหลักหรือแรมจะสูญหายไปหมดหากมีขัอมูลส่วนใดที่ต้องการเก็บไว้ใช้งานในภายหลัง ก็สามารถเก็บว้ในหน่วยความจำรอง

อ้างอิง : http://www.sema.go.th/node/1427


 เป็นหน่วยรับข้อมูลที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในการป้อนข้อมูลสำหรับ
เทอร์มินัล และไมโครคอมพิวเตอร์ โดยทั่วไปจะมีลักษณะคล้ายแป้นของเครื่องพิมพ์ดีด แต่มี
จำนวนแป้นมากกว่า และถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน คือ
แป้นอักขระ (Character Keys )     จะมีลักษณะการจัดวางตัวอักษรเหมือนแป้นเครื่องพิมพ์ดีด
แป้นควบคุม (Control Keys)         เป็นแป้นพิมพ์ที่ทำหน้าที่ร่วมกับแป้นพิมพ์อื่น ๆ เช่น แป้น Ctrl
แป้น Shift และแป้น Alt เป็นต้น
แป้นฟังก์ชั่น (Function Keys)       คือแป้นที่อยู่แถวบนสุด มีลักษณะเป็น F1, F2,…,F12
                                              ซอฟต์แวร์แต่ละชนิดอาจกำหนดแป้นเหล่านี้ให้มีหน้าที่เฉพาะ
                                              อย่างแตกต่างกันไป
แป้นตัวเลข (Numeric Keys)        เป็นแป้นที่แยกจากแป้นอักขระมาอยู่ทางด้านขวา มีลักษณะ 
                                             คล้ายเครื่องคิดเลข ช่วยอำนวยความสะดวกในการบันทึกตัวเลขเข้าสู่ เครื่องคอมพิวเตอร์
       นอกจากแป้นพิมพ์ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปแล้ว ยังมีแป้นพิมพ์แบบไร้สาย (wireless) ที่สามารถทำงานกับคอมพิวเตอร์ ผ่านแสงอินฟาเรด และยังมีปุ่มเมาส์อยู่บนแป้นพิมพ์ด้วย นอกจากนี้ยังมีแป้นพิมพ์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับงานเฉพาะด้าน เพื่อเป็นการอำนวย ความสะดวกและรวดเร็วในการบันทึก ตัวอย่างเช่น แป้นพิมพ์เพื่องานธนาคาร ร้านอาหารจานด่วน (fast food) ตู้ถอนเงินอัตโนมัติ (ATM) เป็นต้น                                    

อ้างอิง : http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/keyboard.html

 เมาส์ (Mouse)
      มีหลายขนาดและมีรูปร่างแตกต่างกันไป ที่นิยมใช้มีขนาดเท่ากับฝ่ามือ มีลูกกลมกลิ้งอยู่ด้านล่าง ส่วนด้านบนจะมีปุ่มให้กด
จำนวนสอง สาม หรือสี่ปุ่มแต่ที่นิยมใช้กันมากคือสองปุ่ม ใช้ส่งข้อมูลเข้าสู่หน่วยความจำหลักโดยการเลื่อนเมาส์ให้ลูกกลมด้านล่างหมุน เพื่อเป็นการเลื่อน ตัวชี้ตำแหน่ง (cursor) บนจอภาพไปยังตำแหน่งที่ต้องการบนจอภาพ ทำให้การโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทำให้รวดเร็วกว่าแป้นพิมพ์ ผู้ใช้อาจใช้เมาส์วาดรูป เลือกทางเลือก
จากเมนู และเปลี่ยนแปลงหรือย้ายข้อความ เมาส์ยังไม่สามารถใช้ในการป้อนตัวอักษรได้ จึงยังคงต้องใช้คู่กับแป้นพิมพ์ในกรณีที่มีการพิมพ์ตัวอักษร แต่สำหรับผู้ที่เริ่มต้นใช้คอมพิวเตอร์ การใช้เมาส์เพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยกว่าการใช้
แป้นพิมพ์เมาส์สามารถแบ่งออกตามโครงสร้างและรูปแบบการใช้งานได้ 3 แบบ คือ 
 1.เมาส์แบบลูกกลิ้ง ชนิดตัวเมาส์เคลื่อนที่ (Ball Mouse) อาศัยกำหนดจุด X และ Y โดยกลิ้งลูกยางทรงกลมไปบนพื้นเรียบ
   (นิยมใช้แผ่นยางรอง เพื่อป้องกันการลื่น)
 2. เมาส์แบบลูกกลิ้ง ชนิดตัวเมาส์อยู่กับที่ (Track Ball) อาศัยลูกยางทรงกลมที่ถูกกลิ้งโดยนิ้วมือผู้ใช้ โดยทั่วไปมักใช้กับเครื่อง
   คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กหรือในบริเวณที่มีเนื้อที่จำกัด ซึ่งไม่สะดวกที่จะใช้เมาส์แบบเคลื่อนที่ เช่น ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค    (Notebook Computer) หรือ คอมพิวเตอร์แลปทอป (Laptop Computer) เป็นต้น 
 3. เมาส์แบบแสง (Optical Mouse) มีลักษณะการใช้งานเช่นเดียวกับ Ball Mouse แต่อาศัยแสงแทนลูกกลิ้งในการกำหนด
   จุดตัด โดยแสงจากตัวเมาส์พุ่งลงสู่พื้นแล้วสะท้อนกลับขึ้นสู่ตัวรับแสงบนตัวเมาส์อีกครั้ง (แผ่นรองเป็นแบบสะท้อนแสง) 
         การทำงานของเมาส์
แบบลูกลิ้ง
1. ball เป็นส่วนที่อยู่ใน เมาส์สัมผัสระหว่าง พื้นโต๊ะ กับ roller เมื่อเคลื่อน เมาส์
2. Two rollers จะมี roller 2 อัน ตั้งฉากกัน คอยตรวจสอบว่าจะเคลื่อนที่ตามแนวแกน x และ y เท่าไหร่
3.แต่ละ roller จะต่อกัน shaft ซื่งเป็นแกนของ disk และเมื่อ roller หมุนก็จะทำให้ shaft กับ disk หมุนด้วย
4.ที่อีกด้านของ disk จะมี infrared LED และ infrared sensor ซื่งจะมีรูซึ่งจะคอยดักแสงทำให้เกิด pulse ของแสง อัตราเร็วของ pulse จะแปรผันตรงกับความเร็วของ mouse และระยะทาง 5.ส่วนที่เป็นวงจรที่อยู่บนบอร์ดจะทำหน้าที่แปลงสัญญาณของ pulse มาให้คอมพิวเตอร์เข้าใจผ่านทาง port ps2
แบบ Optical
เปิดตัวด้วยบริษัท Agilent Technologiesเมื่อปี ค.ศ. 1999 ทำงานด้วย red LED โดยจะรับการสะท้อนของแสงด้วย CMOS ด้วยเทคโนโลยี DSP Digital Signal Processor ซึ่งจะสามารถรับคำสั่งได้ถึง 18 MIPS (18ล้านคำสั่งต่อวินาที) จากนั้นจะตรวจจับรูปแบบของภาพปัจจุบันกับรูปแบบของการเคลื่อนที่จากภาพที่ แล้วการเคลื่อนไหวจะขึ้นอยู่กับรูปแบบของลำดับที่เกิดตามรูปภาพ โดยDSP จะทำนายว่า mouse นั้นเคลื่อนที่ไปไกลแค่ไหนพร้อมกับส่งข้อมูลไปให้กับคอมพิวเตอร์ curser บอจอคอมพิวเตอร์ก็จะเคลื่อนที่ไปเนื่องจากข้อมูลที่ได้รับจาก mouse การทำงานทั้งหมดนี้นั้นจะเกิดขึ้น 100 ครั้งภายใน 1 วินาที ซึ่งจะทำให้การทำงานของ curser นั้นเป็นไปอย่างราบรื่นมาก
ข้อดีของเมาส์แบบ Optical
ข้อดีของเมาส์แบบ Optical ที่มีมากกว่าเมาส์แบบลูกกลิ้งคือ
1.ไม่มีลูกกลิ้งทำให้ไม่มีส่วนที่จะ เคลื่อนที่เองดังนั้นจึงเกิดโอกาสที่ผิดพลาดน้อยกว่า
2. จะไม่ทำให้ส่วนภายในของเมาส์และหน้าสัมผัสกับส่วนของ
3. มีความละเอียดมากกว่าจึงทำให้มีความราบรื่นกว่า 

อ้างอิง : http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/mouse.htm

 เป็นอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลประเภทที่สะดวกในการป้อนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ทางคีย์บอร์ดได้ เช่น ภาพโลโก้ วิวทิวทัศน์ ภาพถ่ายรูปคน สัตว์ ฯลฯ หน่วยประมวลผลจะนำข้อมูลที่ได้รับมานั้นแสดงเป็นภาพให้ปรากฏอยู่บนจอภาพ เพื่อนำมาแก้ไขสี รูปร่าง ตัดแต่ง
และนำภาพไปประกอบงานพิมพ์อื่นๆ ได้ การทำงานของสแกนเนอร์อาศัยหลักของการสะท้อนแสง โดยเมื่อเราวางภาพลงไปใน
สแกนเนอร์ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะวิธีการใช้งานของสแกนเนอร์แต่ละแบบว่าจะใส่ภาพเข้าไปอย่างไร สแกนเนอร์จะทำการฉายแสง
ไปกระทบกับวัตถุให้สะท้อนไปตกบนตัวรับแสงทีละแถว ข้อมูลในแถวนั้นๆ ก็จะถูกแปลงเป็นจุดเล็กๆ ในลักษณะสัญญาณดิจิตัล
เข้าไปเก็บในหน่วยความจำ สแกนเนอร์แบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ
       1. สแกนเนอร์มือถือ (Hand-Held Scanner) มีขนาดเล็ก ราคาไม่แพงนัก เก็บภาพขนาดเล็กๆ ซึ่งไม่ต้องการความละเอียด
         มากนักได้ เช่น โลโก้ ลายเซ็น เป็นต้น 
       2. สแกนเนอร์ดึงกระดาษ (Sheet-Fed Scanner) เป็นสแกนเนอร์ที่ใหญ่กว่าสแกนเนอร์มือถือ ใช้หลักการดึงกระดาษขึ้น
        มาสแกนทีละแผ่น แต่มีข้อจำกัดคือถ้าต้องการสแกนภาพจากหนังสือที่เป็นรูปเล่ม ต้องฉีกกระดาษออกมาทีละแผ่น ทำให้ไม่
        สะดวกในการสแกน คุณภาพที่ได้จากสแกนเนอร์ประเภทนี้อยู่ในระดับปานกลาง 
    3. สแกนเนอร์แท่นเรียบ (Flatbed Scanner) เป็นสแกนเนอร์ที่มีกระจกใสไว้สำหรับวางภาพที่จะสแกน เหมือนเครื่อง
       ถ่ายเอกสาร คุณภาพของงานสแกนประเภทนี้จะดีกว่าสแกนเนอร์แบบมือถือ หรือสแกนเนอร์แบบดึงกระดาษ แต่ราคาสูง
       กว่าเช่นกัน 
            การทำงานของ Scanner เริ่มต้น ทำการเปิดฝา Scanner แล้วนำเอกสารที่ต้องการวางหันหน้าที่ต้องการเข้าหาพื้น
กระจก จากนั้นจึง ปิดฝา Scanner เครื่อง Scanner จะเริ่มทำงาน โดยหลอดไฟที่ติดอยู่ที่หัวสแกนจะสว่างขึ้น และจะเคลื่อน
ที่ตามหัวสแกนโดยมีสายพานเป็นตัวลากจูงให้หัวสแกนเคลื่อนที่ ซึ่งสายพานจะคล้องอยู่กับ Stepper Motor และมี
Stabilizer bar เป็นตัวควบคุมการเคลื่อนที่ไม่ให้สั่นสะเทือน ขณะที่กำลังทำการสแกนอยู่นั้น แสงสะท้อนของเอกสารที่ได้
จากการส่องแสงจากหลอดไฟจะผ่านเข้ากระจกชิ้นอื่น และจะสะท้อนไปยังกระจกชิ้นอื่นๆ ต่อเนื่องกันไป จนกระทั้งกระจกชิ้น
สุดท้าย จะสะท้อนภาพไปที่เลนส์ จากนั้น เลนส์จะทำการรวมแสงผ่าน Filter แสงที่ได้จะถูกส่งเข้าไปยัง Charge-coupled device array ( CCD ) โดย CCD array คือไดโอดขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่ไว้สำหรับจับแสง และเปลี่ยนพลังงานของแสง
เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า ซึ่งสัญญาณทางไฟฟ้า จะแปรตามความเข้มของแสงอีกทีหนึ่ง 

อ้างอิง : http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/scanner.html

 

จอภาพแบบสัมผัส เป็นจอภาพชนิดพิเศษที่ให้ผู้ใช้งานใช้นิ้วสัมผัสบนจอภาพเพื่อป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ
แทนที่จะใช้การพิมพ์ทางแป้นพิมพ์ หรือสั่งงาน ด้วยการคลิกเมาส์ การใช้งานระบบจอภาพสัมผัส
ผู้ใช้จะต้องสัมผัสจอภาพที่อาจเป็นข้อความตัวเลข หรือสัญลักษณ์ตำแหน่ง จากนั้นโปรแกรมจะทำหน้าที่
แปลงเป็นสัญญาณเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์              
                จอภาพสัมผัสไม่นิยมใช้กับงานที่ต้องป้อนข้อมูลจำนวนมากเข้าสู่ระบบส่วนใหญ่นิยมใช้
กับงานเฉพาะอย่างที่ให้ผู้ใช้เลือกจากรายการที่กำหนดไว้ เช่นการให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก
ร้านอาหารจานด่วน สถานีบริการน้ำมัน ตู้เกมตามศูนย์การค้า เป็นต้น

อ้างอิง : http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/touchscreen.html

 จอยสติก จะเป็นก้านสำหรับใช้โยกขึ้นลง / ซ้ายขวา เพื่อย้ายตำแหน่งของตัวชี้ตำแหน่งบนจอภาพ มีหลักการทำงานเช่นเดียวกับเมาส์ แต่จะมีแป้นกดเพิ่มเติมมาจำนวนหนึ่งสำหรับสั่งงานพิเศษ  นิยมใช้กับการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์หรือควบคุมหุ่นยนต์

อ้างอิง : http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/joystick.html

หน่วยประมวลผลกลาง หรือไมโครโพรเซสเซอร์ของไมโครคอมพิวเตอร์ มีหน้าหน้าที่นำคำสั่งและข้อมูลที่เก็บไว้ใน หน่วยความจำมาแปลความหมาย
และกระทำตามคำสั่งพื้นฐานของไมโครโพรเซสเซอร์ซึ่งแทนด้วยรหัสเลขฐานสองการทำงานของคอมพิวเตอร์ ใช้หลักการเก็บคำสั่งไว้ที่หน่วยความจำ ซีพียูอ่านคำสั่งจากหน่วยความจำมาแปล ความหมาย และกระทำตามเรียงกันไปทีละคำสั่ง หน้าที่หลักของซีพียู คือควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ ทั้งระบบ ตลอดจนทำการประมวลผลกลไกการทำงานของซีพียู มีความสลับซับซ้อน ผู้พัฒนาซีพียูได้สร้างกลไกให้ทำงานได้ดีขึ้น โดยแบ่งการทำงาน เป็นส่วน ๆ มีการทำงานแบบขนาน และทำงานเหลื่อมกันเพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น

link : http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/images/cpu_unit.gif

อ้างอิง : http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/cpu.html

จุดกำเนิดของไมโครโพรเซสเซอร์ ตัวแรกที่เกิดขึ้นในโลกและเริ่มต้นศตวรรษของไมโครคอมพิวเตอร์ ถือกำเนิดมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน
ปี พ.ศ. 1971 จากไมโครโพรเซสเซอร์เบอร์ 4004 โดยแนวความคิดและการออกแบบของ มาร์เชียน ฮี ฮอฟฟ์ (Marcian E Hoff)    แห่งบริษัท อินเทล และพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

link : http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/images/cpu4.jpg

             การพัฒนาซีพียูก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และถูกพัฒนาให้อยู่ในรูปไมโครชิบที่เรียกว่าไมโครโพรเซสเซอร์ ไมโครโพรเซสเซอร์จึงเป็นหัวใจหลักของระบบคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ถึงไมโครคอมพิวเตอร์ ล้วนแล้วแต่ใช้ไมโครชิปเป็นซีพียูหลัก ในเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ เช่น ES9000 ของบริษัทไอบีเอ็มก็ใช้ไมโครชิปเป็น ซีพียู แต่อาจจะมีมากกว่าหนึ่งชิปประกอบรวมเป็นซีพียู
             เทคโนโลยีไมโครโพรเซสเซอร์ได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มจากปี พ.ศ. 2518 บริษัทอินเทลได้พัฒนา ไมโครโพรเซสเซอร์ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ ไมโครโพรเซสเซอร์เบอร์ 8080 ซึ่งเป็นซีพียูขนาด 8 บิต ซีพียูรุ่นนี้จะรับข้อมูล เข้ามาประมวลผลด้วยตัวเลขฐานสองครั้งละ 8 บิต และทำงานภายใต้ระบบปฎิบัติการซีพีเอ็ม (CP/M) ต่อมาบริษัทแอปเปิ้ล ก็เลือก ซีพียู 6502 ของบริษัทมอสเทคมาผลิตเป็นเครื่องแอปเปิ้ลทู ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคนั้น

อ้างอิง : http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/cpu4.html

หน่วยประมวลผลกลางประกอบด้วยส่วนใหญ่ ๆ 2 ส่วน คือ หน่วยคำนวณ และ หน่วยควบคุม
1.หน่วยควบคุม (Arithmetic and logic unit) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงาน ควบคุมการเขียนอ่านข้อมูลระหว่างหน่วยความจำของซีพีย
ูควบคุมกลไกการทำงาน ทั้งหมดของระบบ ควบคุมจังหวะเวลา โดยมีสัญญาณนาฬิกา เป็นตัวกำหนดจังหวะการทำงาน
2. หน่วยคำนวน (Control Unit) เป็นหน่วยที่มีหน้าที่นำเอาข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสองมาประมวลผลทางคณิตศาสตร์ และตรรกะ
เช่น การบวก การลบ การเปรียบเทียบ และ การสลับตัวเลข เป็นต้นการคำนวณทำได้เร็วตามจังหวะการควบคุม ของหน่วยควบคุม  
 

หน่วยควบคุม (Control Unit) หน่วยควบคุมทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของหน่วยทุกๆ หน่วย ใน CPU และอุปกรณ์อื่นที่ต่อพ่วง เปรียบเสมือนสมองที่ควบคุมการทำงานส่วนประกอบต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ เช่น แปลคำสั่งที่ป้อน
ควบคุมให้หน่วยรับข้อมูลรับข้อมูลเข้ามาเพื่อทำการประมวลผล ตัดสินใจว่าจะให้เก็บข้อมูลไว้ที่ไหน ถูกต้องหรือไม่
ควบคุมให้ ALU ทำการคำนวณข้อมูลที่รับเข้ามา ตลอดจนควบคุมการแสดงผลลัพธ์ เป็นต้น รับชุดคำสั่งจาก RAM
แล้วทำการอ่านและแปลชุดคำสั่ง ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ภายในระบบ โดยเฉพาะส่วนประกอบของ Processor
ควบคุมการไหลของโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่ RAM และออกจาก RAM และควบคุมการไหลของสารสนเทศ (Processed data)
เข้าสู่ RAM ตาม Address ที่ว่างก่อนนำไปแสดงผล

 

หน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU; Arithmetic and Logic Unit) หน่วยคำนวณและตรรกะ ทำหน้าที่คำนวณทางคณิตศาสตร์ (Arithmetic operations) และการคำนวณทางตรรกศาสตร์ (Logical operations) โดยปฏิบัติการเกี่ยวกับการคำนวณได้แก่ การบวก (Addition) ลบ (Subtraction)
คูณ (Multiplication) หาร (Division) สำหรับการคำนวณทางตรรกศาสตร์ ประกอบด้วย การเปรียบเทียบค่าจริง หรือเท็จ
โดยอาศัยตัวปฏิบัติการพื้นฐาน 3 ค่าคือ เงื่อนไขเท่ากับ (=, Equal to condition) เงื่อนไขน้อยกว่า (<, Less than condition)
เงื่อนไขมากกว่า (>, Greater than condition) สำหรับตัวปฏิบัติการทางตรรกะ สามารถนำมาผสมกันได้ทั้งหมด 6 รูปแบบ
คือ เงื่อนไขเท่ากับ (=, Equal to condition) เงื่อนไขน้อยกว่า (<, Less than condition) เงื่อนไขมากกว่า (>, Greater than condition) เงื่อนไขน้อยกว่าหรือเท่ากับ (<=, Less than or equal condition) เงื่อนไขมากกว่าหรือเท่ากับ (>=, Greater than or equal condition) เงื่อนไขน้อยกว่าหรือมากกว่า (< >, Less than or greater than condition) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่มีค่าคือ "ไม่เท่ากับ (not equal to)" นั่นเอง


อ้างอิง : http://www.sema.go.th/files/Content/Technic/k4/0047/web-stfx/cpu3.html


สรุป

การทํางานของคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็น 4 ส่วน
1. หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)
ทําหน้าที่ในการรับข้อมูลหรือคําสั่งจากภายนอกเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจํา
เพื่อเตรียมประมวลผลข้อมูลที่ต้องการ
2.หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit)
ทํ าหน้าที่ในการคํานวณและประมวลผล แบ่งออกเป็น 2 หน่วยย่อย
- หน่วยควบคุม  
- หน่วยคํานวณและตรรก
3. หน่วยความจํ า (Memory)
าหน้าที่ในการเก็บข้อมูลหรือคําสั่งต่างๆ ที่รับจากภายนอกเข้ามาเก็บไว้ เพื่อประมวลผลและยัง
เก็บผลที่ได้จากการประมวลผลไว้เพื่อแสดงผล
4. หน่วยแสดงผล (Output Unit)
ทําหน้าที่ในการแสดงผลลัทธ์ที่ได้หลังจากการคํานวณและประมวลผล สําหรับอุปกรณ์ที่ ทําหน้าที่
ในการแสดงผลข้อมูล

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 9 คน กำลังออนไลน์