งานเข้า จัดการให้แล้วเสร็จ ในวันที่ 8 ธ.ค. 2552 นะคะ ม.2/4

รูปภาพของ sasrungtip

งานเข้า  จัดการให้แล้วเสร็จ ในวันที่ 8 ธ.ค. 2552 นะคะ  ม.2/4

ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูล ขั้นตอนการจัดทำ.....ในสิ่งที่นักเรียนสนใจ โดยเข้าระบบ สร้างเนื้อหา บล็อก แล้วคัดลอกมาวาง อย่าลืมบอกที่มาข้อข้อมูลด้วย  แล้วส่ง node มาให้ครู ตรงแสดงความคิดว่า node ใด เช่น http://www.thaigoodview.com/node/48784

รูปภาพของ sas14494

ประวัติอำเภอเวียงสา
ประวัติอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

ความเป็นมา
อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ตามพงศาวดารจังหวัดน่านได้บันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ. 2139 สมัยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 31 ระบุว่าได้เวียงป้อเป็นหัวเมืองประเทศราชขึ้นตรงต่อนครน่าน ซึ่งเจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน ได้ทำการก่อสร้างเวียงป้อขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2336 ตั้งอยู่บริเวณวัดศรีกลางเวียงในปัจจุบัน และได้แต่งตั้งให้มีผู้ครองเวียงเป็นเชื้อสายของเจ้าผู้ครองนครน่าน ชื่อว่า “เจ้าอินต๊ะวงษา” แต่ประชาชนนิยมเรียกว่า “เจ้าหลวงเวียงสา” มาเป็นเจ้าครองเมืององค์แรกตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2427 ต่อมาในปี พ.ศ. 2440 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเวียงป้อไปขึ้นกับแขวงบริเวณน่านใต้ ต่อมาได้ตั้งเป็น “กิ่งอำเภอเวียงสา” และได้รับยกฐานะเป็น “อำเภอเวียงสา” เมื่อปี พ.ศ. 2451 มีเจ้ามหาเทพวงษารัฐ เป็นนายอำเภอคนแรก และได้มีการเปลี่ยนชื่ออำเภออีก 3 ครั้ง ดังนี้
พ.ศ. 2461 เปลี่ยนชื่อจากอำเภอเวียงสา เป็น “ อำเภอบุญยืน ”
พ.ศ. 2482 เปลี่ยนชื่อจากอำเภอบุญยืน เป็น อำเภอสา ตามระเบียบการตั้งชื่ออำเภอ
ของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งให้ตั้งตามชื่อสิ่งสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ที่มีอยู่ในท้องที่อำเภอนั้น ๆ คือ ลำน้ำสา
พ.ศ. 2526 เปลี่ยนชื่อจากอำเภอสา เป็น อำเภอเวียงสา
อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของตัวจังหวัดน่านระยะทาง 25 กิโลเมตร
ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 640 กิโลเมตร

ลักษณะภูมิประเทศ
อำเภอเวียงสา มีบริเวณที่ราบกว้างขวางอุดมสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำ 7 สายไหลผ่าน ได้แก่ แม่น้ำน่าน แม่น้ำว้า ลำน้ำสา ลำน้ำปั้ว ลำน้ำสาคร ลำน้ำฮ้า และลำน้ำแหง จึงเป็นแหล่งผลิตธัญพืชและสัตว์น้ำหลากชนิด มีพื้นที่ประมาณ 1,931 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,206,875 ไร่

อาณาเขตติดต่อ
ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอบ้านหลวง อำเภอเมืองน่านและกิ่งอำเภอภูเพียง
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่

ลักษณะการปกครองและจำนวนประชากร
1. ลักษณะการปกครองท้องที่ แบ่งออกเป็น 17 ตำบล 127 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งสิ้น 71,490 คน แยกเป็นชาย 36,062 คน หญิง 35,428 คน
2. ลักษณะปกครองท้องถิ่น แบ่งออกเป็นเทศบาลตำบล 1 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล
15 แห่ง
ข้อมูลเศรษฐกิจ
อำเภอเวียงสา มีประชากรส่วนใหญ่อาชีพเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ทำนาข้าวบริเวณที่ราบลุ่ม พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ พืชไร่ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง ส่วนผลไม้ที่ทำการเพาะปลูกมาก ได้แก่ ลำไย มะขาม มะม่วง ลิ้นจี่ และส้มเขียวหวาน (สีทอง) รองลงมามา มีอาชีพจากเงินเดือนและค่าจ้างประจำรายเดือน ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 39,210 บาท ต่อคนต่อปี (สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเวียงสา. 2548)

ข้อมูลด้านสังคม
1. สถานศึกษา
- โรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 46 โรง
- โรงเรียนขยายโอกาส จำนวน 15 โรง
- โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 5 โรง
- วิทยาลัยการอาชีพ จำนวน 1 แห่ง
- ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน จำนวน 1 แห่ง
2. สถานบริการสาธารณสุข
- โรงพยาบาล ขนาด 60 เตียง จำนวน 1 แห่ง
- สถานีอนามัย จำนวน 23 แห่ง
- สถานบริการสาธารณสุขชุมชน จำนวน 3 แห่ง
3. จำนวนบุคลากรด้านสาธารณสุข
- แพทย์ จำนวน 4 คน สัดส่วน 1: 17,872
- ทันตแพทย์ จำนวน 3 คน สัดส่วน 1: 23,830
- เภสัชกร จำนวน 5 คน สัดส่วน 1: 14,298
- พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 66 คน สัดส่วน 1: 1,083
- พยาบาลเทคนิค จำนวน 4 คน
- นักวิชาการสาธารณสุข จำนวน 21 คน
- เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป จำนวน 1 คน
- เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข จำนวน 21 คน
- เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน จำนวน 30 คน
- เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข จำนวน 6 คน
- เจ้าพนักงานเภสัชกรรม จำนวน 3 คน
- เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวน 2 คน
- นักกายภาพบำบัด จำนวน 1 คน
- นักเทคนิคการแพทย์ จำนวน 1 คน
- นายช่างเทคนิค จำนวน 1 คน
- เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี จำนวน 2 คน
- เจ้าหน้าที่ธุรการ จำนวน 1 คน
- เจ้าหน้าที่เวชสถิติ จำนวน 1 คน
- เจ้าหน้าที่รังสีการแพทย์ จำนวน 1 คน
- ผู้ช่วยทันตแพทย์ จำนวน 1 คน
- ลูกจ้างประจำ จำนวน 37 คน
- ลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 60 คน

ข้อมูลด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่น
อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มีวัฒนธรรมสอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของทุกพื้นที่ มีความหลากหลาย
ตามเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ และภาษา จัดเป็นกลุ่มได้ 9 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชาวพื้นเมืองเวียงสา กลุ่มชาวเชียงแสน กลุ่มชาวไทยพรวน กลุ่มชาวลาว กลุ่มชาวม้ง กลุ่มชาวเมี้ยน กลุ่มชาวลั๊วะ กลุ่มชาวขมุ และกลุ่มชาวเผ่าตองเหลือง

ข้อมูลด้านประเพณี
งานประเพณีที่สำคัญของอำเภอเวียงสา ได้แก่ งานเทศกาลออกพรรษาของวัดบุญยืนพระอารามหลวง จะมีงานทานสลากภัตร ซึ่งเป็นประเพณีสืบทอดกันมาไม่ต่ำกว่า 200 ปี และในงานดังกล่าวจะมีการแข่งขันเรือยาวประเพณีของหมู่บ้านต่างๆในอำเภอและอำเภอใกล้เคียง ณ บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำน่าน บ้านบุญยืน ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

http://www.sasuksa.org/index.php?option=com_content&view=article&id=49&Itemid=56

รูปภาพของ sas14473
  • จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย มีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่ยาวนาน มีชื่อเรียกในพงศาวดารว่า นันทบุรี มีพื้นที่กว้างใหญ่ เป็นอันดับ 13 ของประเทศ แต่มีประชากรเบาบางเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ พื้นที่เต็มไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน และมีลำน้ำหลายสายเช่น ลำน้ำน่าน ลำน้ำว้า ทั้งยังมีประชากรหลายชาติพันธุ์ นับว่าเป็นดินแดนของความหลากหลายอีกแห่งหนึ่งของประเทศ

  • ตราประจำจังหวัด: รูปพระธาตุแช่แห้งอยู่บนหลังโคอุศุภราช
  • ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกเสี้ยวดอกขาว (ชื่อวิทยาศาสตร์: Bauhinia variegata)
  • ต้นไม้ประจำจังหวัด: เสี้ยวดอกขาว (ชื่อวิทยาศาสตร์: Bauhinia variegata)
  • คำขวัญประจำจังหวัด: แข่งเรือลือเลื่อง เมืองงาช้างดำ จิตรกรรมวัดภูมินทร์ แดนดินส้มสีทอง เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง
  • อาณาเขต

    พื้นที่จังหวัดน่าน มีเขตแดนด้านเหนือและตะวันออกติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ด้านใต้ติดกับจังหวัดอุตรดิตถ์ ทางตะวันตกติดกับจังหวัดพะเยาและจังหวัดแพร่ นอกจากนี้แล้ว จังหวัดน่านยังมีด่านเข้าออกกับประเทศลาวหลายแห่งด้วยกัน เช่น จุดผ่านแดนถาวรสากลห้วยโก๋น-น้ำเงิน จุดผ่อนปรนบ้านใหม่ชายแดน และจุดผ่อนปรนบ้านห้วยสะแตง

    ภูมิศาสตร์

    จังหวัดน่านมีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขา โดยเฉพาะบริเวณชายแดนด้านเหนือและตะวันออกซึ่งเป็นรอยต่อกับลาว แต่ก็ยังมีแม่น้ำสายสำคัญด้วยนั่นคือ แม่น้ำน่านซึ่งมีต้นกำเนิดทางตอนเหนือของจังหวัด แล้วไหลลงไปยังเขื่อนสิริกิติ์ในจังหวัดอุตรดิตถ์ และบรรจบกับแม่น้ำปิงที่จังหวัดนครสวรรค์เป็นแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ยังมีลำน้ำสาขาต่าง ๆ ที่สำคัญ ได้แก่ ลำน้ำสา ลำน้ำว้า ลำน้ำสมุน ลำน้ำปัว ลำน้ำย่าง เป็นต้น

    เมื่อถึงฤดูหนาว อากาศหนาวจัด เนื่องจากแวดล้อมไปด้วยภูเขาสูง ยอดเขาที่สูงที่สุดคือ ดอยภูคา ในอำเภอปัว มีความสูงถึง 1,980 เมตร

  • ประวัติศาสตร์

    เมืองน่านในอดีตเป็นนครรัฐเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำน่านและแม่น้ำสาขาในหุบเขาทางตะวันออกของภาคเหนือ

    ประวัติศาสตร์เมืองน่านเริ่มปรากฏขึ้นราว พ.ศ. 1825 ภายใต้การนำของพญาภูคาและนางพญาจำปาผู้เป็นชายา ซึ่งทั้งสองเป็นชาวเมืองเงินยาง ได้เป็นแกนนำพาผู้คนอพยพมาตั้งศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองล่าง ต่อมาเพี้ยนเป็นเมืองย่าง (เชื่อกันว่าคือบริเวณริมฝั่งด้านใต้ของแม่น้ำย่างบริเวณตำบลศิลาเพชร อำเภอปัว เลยไปถึงลำน้ำบั่ว ใกล้ทิวเขาดอยภูคาในเขตบ้านเสี้ยว บ้านทุ่งฆ้อง บ้านลอมกลาง ตำบลยม อำเภอท่าวังผา) เพราะปรากฏร่องรอยชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ำ คันดิน และกำแพงเมืองซ้อนกันอยู่ เห็นชัดเจนที่สุดคือบริเวณข้างพระธาตุจอมพริกบ้านเสี้ยวมีกำแพงเมืองปรากฏอยู่ซึ่งเป็นปราการทิศใต้ และป้อมปราการทิศเหนือลักษณะที่ปรากฏเป็นสันกำแพงดินบนยอดดอยม่อนหลวง บ้านลอมกลาง เป็นกำแพงเมืองสูงถึง 3 ชั้น ในแต่ละชั้นกว้าง 3 เมตร สูง 5 เมตร ขนานไปกับยอดดอยม่อนหลวง ต่อมาพระยาภูคา ได้ขยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยส่งราชบุตรบุญธรรม 2 คนไปสร้างเมืองใหม่ โดยขุนนุ่นผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี (เมืองพระบาง) และขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนครหรือเมืองปัว

    ภายหลังขุนฟองถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนราชบุตรจึงได้ขึ้นครองเมืองปัวแทน ด้านพญาภูคาครองเมืองย่างมานานและมีอายุมากขึ้น มีความประสงค์จะให้เจ้าเก้าเถื่อนผู้หลานมาครองเมืองย่างแทน จึงให้เสนาอำมาตย์ไปเชิญ เจ้าเก้าเถื่อนเกรงใจปู่จึงยอมไปอยู่เมืองย่างและมอบให้ชายาคือนางพญาแม่ท้าวคำปินดูแลรักษาเมืองปัวแทน เมื่อพญาภูคาถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนจึงครองเมืองย่างแทน ในช่วงที่เมืองปัวว่างจากผู้นำ เนื่องจากเจ้าเก้าเถื่อนไปครองเมืองย่างแทนปู่นั้น พญางำเมืองเจ้าผู้ครองเมืองพะเยา จึงได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครองบ้านเมืองในเขตเมืองน่านทั้งหมด นางพญาแม่เท้าคำปินพร้อมด้วยบุตรในครรภ์ได้หลบหนีไปอยู่บ้านห้วยแร้ง จนคลอดได้บุตรชายชื่อว่าเจ้าขุนใส เติบใหญ่ได้เป็นขุนนางรับใช้พญางำเมืองจนเป็นที่โปรดปราน พญางำเมืองจึงสถาปนาให้เป็นเจ้าขุนใสยศ ครองเมืองปราด ภายหลังมีกำลังพลมากขึ้นจึงยกทัพมาต่อสู้จนหลุดพ้นจากอำนาจเมืองพะเยา และได้รับการสถาปนาเป็นพญาผานอง ขึ้นครองเมืองปัวอย่างอิสระระหว่างปี 1865-1894 รวม 30 ปีจึงพิราลัย

    องค์พระบรมธาตุแช่แห้ง อนุสรณ์ความรักและความสัมพันธ์ ระหว่างเมืองน่านกับเมืองสุโขทัยในอดีต

    ในสมัยของพญาการเมือง (กรานเมือง) โอรสของพญาผานอง เมืองปัวได้มีการขยายตัวมากขึ้น ตลอดจนมีความสัมพันธ์กับเมืองสุโขทัยอย่างใกล้ชิด พงศาวดารเมืองน่านกล่าวถึงพญาการเมืองว่า ได้รับเชิญจากเจ้าเมืองสุโขทัย (พระมหาธรรมราชาลิไท) ไปร่วมสร้างวัดหลวงอภัย (วัดอัมพวนาราม) ขากลับเจ้าเมืองสุโขทัย ได้พระราชทานพระธาตุ 7 องค์ พระพิมพ์ทองคำ 20 องค์ พระพิมพ์เงิน 20 องค์ ให้กับพญาการเมืองมาบูชา ณ เมืองปัว ด้วยพญาการเมืองได้ปรึกษาพระมหาเถรธรรมบาลจึงได้ก่อสร้างพระธาตุแช่แห้งขึ้นที่บนภูเพียงแช่แห้ง พร้อมทั้งได้อพยพผู้คนจากเมืองปัวลงมาสร้างเมืองใหม่ที่บริเวณพระธาตุแช่แห้ง เรียกว่า ภูเพียงแช่แห้งในปี พ.ศ. 1902 โดยมีพระธาตุแช่แห้งเป็นศูนย์กลางเมือง (มวลสารจากพระธาตุแช่แห้งใช้ทำพระสมเด็จจิตรลดา) หลังจากพญาการเมืองถึงแก่พิราลัย โอรสคือพญาผากองขึ้นครองแทน อยู่มาเกิดปัญหาความแห้งแล้ง จึงย้ายเมืองมาสร้างใหม่ที่ริมแม่น้ำน่านด้านตะวันตกบริเวณบ้านห้วยไค้ คือบริเวณที่ตั้งของจังหวัดน่านในปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 1911

    ในสมัยเจ้าปู่เข่งครองเมืองระหว่างปี พ.ศ. 1950-1960 ได้สร้างวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร วัดพระธาตุเขาน้อย (มวลสารจากพระธาตุเขาน้อยใช้ทำพระสมเด็จจิตรลดา) วัดพญาภู แต่สร้างไม่ทันเสร็จก็ถึงแก่พิราลัยเสียก่อน พญางั่วฬารผาสุมผู้เป็นหลานได้สร้างต่อจนแล้วเสร็จและได้สร้างพระพุทธรูปทองคำปางลีลา ปัจจุบันคือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร

 ด.ช.วิวัฒน์ แก้วกลางเมือง

เลขที่ 5 ม.2/4

 

รูปภาพของ sas14559

                     ประวัติฟุตบอลไทย

กีฬาฟุตบอลในประเทศไทย ได้มีการเล่นตั้งแต่สมัย "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสิทร์ เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ส่งพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าหลานยาเธอ และข้าราชบริพารไปศึกษาวิชาการด้านต่างๆ ที่ประเทศอังกฤษ และผู้ที่นำกีฬาฟุตบอลกลับมายังประเทศไทยเป็นคนแรกคือ "เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)" หรือ ที่ประชนชาวไทยมักเรียกชื่อสั้นๆว่า "ครูเทพ" ซึ่งท่านได้แต่งเพลงกราวกีฬาที่พร้อมไปด้วยเรื่องน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริง เชื่อกันว่าเพลงกราวกีฬาที่ครูเทพแต่งไว้นี้จะต้องเป็น "เพลงอมตะ" และจะต้องคงอยู่คู่ฟ้าไทย

เมื่อปี พ.ศ. 2454-2458 ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการครั้งแรก เมื่อท่านได้นำฟุตบอลเข้ามาเล่นในประเทศไทยได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆมากมาย โดยหลายคนกล่าวว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่เหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศร้อน เหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศหนาวมากกว่าและเป็นเกมที่ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้เล่นและผู้ชมได้ง่าย ซึ่งข้อวิจารณ์ดังกล่าวถ้ามองอย่างผิวเผินอาจคล้อยตามได้ แต่ภายหลังข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ได้ค่อยหมดไปจนกระทั่งกลายเป็น กีฬายอดนิยมที่สุดของประชาชนชาวไทยและชาวโลกทั่วทุกมุมโลก ซึ่งมีวิวัฒนาการดังกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลต่อไปนี้

พ.ศ. 2440 รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จนิวัติพระนคร กีฬาฟุตบอลได้รับความสนใจมากขึ้นจากบรรดาข้าราชการบรรดาครูอาจารย์ ตลอดจนชาวอังกฤษในประเทศไทยและผู้สนใจชาวไทยจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ กอร์ปกับครูเทพท่านได้เพียรพยายามปลูกฝังการเล่นฟุตบอลในโรงเรียนอย่างจริงจังและแพร่หลายมากในโอกาสต่อมา

พ.ศ. 2443 (รศ. 119) การแข่งขันฟุตบอลเป็นทางการครั้งแรกของไทยได้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2443 (รศ. 119) ณ สนามหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ออกกำลังกายและประกอบงานพิธีต่างๆการแข่งขันฟุตบอลคู่ประวัติศาสตร์ของไทย ระหว่าง "ชุดบางกอก" กับ "ชุดกรมศึกษาธิการ" จากกระทรวงธรรมการหรือเรียกชื่อการแข่งขันครั้งนี้ว่า "การแข่งขันฟุตบอลตามข้อบังคับของแอสโซซิเอชั่น" เพราะสมัยก่อนเรียกว่า "แอสโซซิเอชั่นฟุตบอล" (ASSOCIATIONS FOOTBALL) สมัยปัจจุบันอาจเรียกได้ว่า "การแข่งขันฟุตบอลของสมาคม" หรือ "ฟุตบอลสมาคม" ผลการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษดังกล่าวปรากฏว่า "ชุดกรมศึกษาธิการ" เสมอกับ "ชุดบางกอก" 2-2 (ครึ่งแรก 1-0) ต่อมาครูเทพท่านได้วางแผนการจัดการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนอย่างเป็นทางการพร้อมแปลกติกาฟุตบอลแบบสากลมาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งนี้ด้วย

พ.ศ. 2444 (รศ. 120) หนังสือวิทยาจารย์ เล่มที่ 1 ตอนที่ 7 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2444 ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องกติกาการแข่งขันฟุตบอลสากลและการแข่งขันอย่างเป็นแบบแผนสากล

การแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งแรกของประเทศไทยได้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2444 นี้ ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียนชายอายุไม่เกิน 20 ปี ใช้วิธีจัดการแข่งขันแบบน็อกเอาต์ หรือแบบแพ้คัดออก (KNOCKOUT OR ELIMINATIONS) ภายใต้การดำเนินการจัดการแข่งขันของ "กรมศึกษาธิการ" สำหรับทีมชนะเลิศติดต่อกัน 3 ปี จะได้รับโล่รางวัลเป็นกรรมสิทธิ์

พ.ศ. 2448 (รศ. 124) เดือนพฤศจิกายน สามัคยาจารย์ สมาคม ได้เกิดขึ้นครั้งแรกเป็นการแข่งขันฟุตบอลของบรรดาครูและสมาชิกครู โดยใช้ชื่อว่า "ฟุตบอลสามัคยาจารย์"

พ.ศ. 2450-2452 (รศ. 126-128) ผู้ตัดสินฟุตบอลชาวอังชื่อ "มร.อี.เอส.สมิธ" อดีตนักฟุตบอลอาชีพได้มาทำการตัดสินในประเทศไทย เป็นเวลา 2 ปี ทำให้คนไทยโดยเฉพาะครู-อาจารย์ และผู้สนใจได้เรียนรู้กติกาและสิ่งใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาก

พ.ศ. 2451 (รศ. 127) มีการจัดการแข่งขัน "เตะฟุตบอลไกล" ครั้งแรก

พ.ศ. 2452 (รศ. 128) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสวรรคต เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2452 นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของผู้สนับสนุนฟุตบอลไทยในยุคนั้น ซึ่งต่อมาในปีนี้ กรมศึกษาธิการก็ได้ประกาศใช้วิธีการแข่งขัน "แบบพบกันหมด" (ROUND ROBIN) แทนวิธีจัดการแข่งขันแบบแพ้คัดออกสำหรับคะแนนที่ใช้นับเป็นแบบของแคนาดา (CANADIAN SYSTEM) คือ ชนะ 2 คะแนน เสมอ 1คะแนน แพ้ 0 คะแนน และยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงมีความสนพระทัยกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างยิ่งถึงกับทรงกีฬาฟุตบอลเอง และทรงตั้งทีมฟุตบอลส่วนพระองค์เองชื่อทีม "เสือป่า" และได้เสด็จพระราช ดำเนินประทับทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอลเป็นพระราชกิจวัตรเสมอมา โดยเฉพาะมวยไทยพระองค์ทรงเคย ปลอมพระองค์เป็นสามัญชนขึ้นต่อยมวยไทยจนได้ฉายาว่า "พระเจ้าเสือป่า" พระองค์ท่านทรงพระปรีชาสามารถมาก จนเป็นที่ยกย่องของพสกนิกรทั่วไปจนตราบเท่าทุกวันนี้

จากพระราชกิจวัตรของพระองค์รัชกาลที่ 6 ทางด้านฟุตบอลนับได้ว่าเป็นยุคทองของไทยอย่างแท้จริงอีกทั้งยังมีการเผยแพร่ข่าวสาร หนังสือพิมพ์ และบทความต่างๆทางด้านฟุตบอลดังกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลต่อไปนี้

พ.ศ. 2457 (รศ. 133) พระยาโอวาทวรกิจ" (แหมผลพันชิน) หรือนามปากกา "ครูทอง" ได้เขียนบทความกีฬา "เรื่องจรรยาของผู้เล่นและผู้ดูฟุตบอล" และ "คุณพระวรเวทย์ พิสิฐ" (วรเวทย์ ศิวะศริยานนท์) ได้เขียน
บทความกีฬา "เรื่องการเล่นฟุตบอล" และ "พระยาพาณิชศาสตร์วิธาน" (อู๋ พรรธนะแพทย์) ได้เขียนบทความกีฬาที่ประทับใจชาวไทยอย่างยิ่ง "เรื่องอย่าสำหรับนักเลงฟุตบอล"

พ.ศ. 2458 (รศ. 134) ประชาชนชาวไทยสนใจกีฬาฟุตบอลอย่างกว้างขวาง เนื่องจาก กรมศึกษาธิการได้พัฒนาวิธีการเล่น วิธีจัดการแข่งขัน การตัดสิน กติกาฟุตบอลที่สากลยอมรับ ตลอดจนระเบียบการแข่งขันที่รัดกุมยิ่งขึ้น และผู้ใหญ่ในวงการให้ความสนใจอย่างแท้จริงนับตั้งแต่พระองค์รัชกาลที่ 6 เองลงมาถึงพระบรมวงศานุวงศ์จนถึงสามัญชน และชาวต่างชาติ และในปี พ.ศ. 2458 จึงได้มีการแข่งขันฟุตบอลประเภทสโมสรครั้งแรกเป็นการชิงถ้วยพระราชทานและเรียกชื่อการแข่งขันฟุตบอลประเภทนี้ว่า "การแข่งขันฟุตบอลถ้วยทองของหลวง" การแข่งขันฟุตบอลสโมสรนี้เป็นการแข่งขันระหว่าง ทหาร-ตำรวจ-เสือป่า ซึ่งผู้เล่นจะต้องมีอายุเกินกว่าระดับทีมนักเรียน นับว่าเป็นการเพิ่มประเภทการแข่งขันฟุตบอล

ราชกรีฑาสโมสร หรือสปอร์ตคลับ นับได้ว่าเป็นสโมสรแรกของไทยและเป็นศูนย์รวมของชาวต่างประเทศในกรุงเทพฯ ซึ่งยังอยู่ในปัจจุบัน และสโมสรสปอร์ตคลับเป็นศูนย์กลางของกีฬาหลายประเภท โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลได้มีผู้เล่นระดับชาติจากประเทศอังกฤษมาเข้าร่วมทีมอยู่หลายคน เช่น มร.เอ.พี.โคลปี. อาจารย์โรงเรียนราชวิทยาลัย นับได้ว่าเป็นทีมฟุตบอลที่ดี มีความพร้อมมากทั้งทางด้านผู้เล่น งบประมาณและสนามแข่งขันมาตรฐาน จึงต้องเป็นเจ้าภาพให้ทีมต่างๆของไทยเรามาเยือนอยู่เสมอ ทำให้วงการฟุตบอลไทยในยุคนั้นได้พัฒนายิ่งขึ้น และรัชกาลที่ 6 ทรงสนพระทัยโดยเสด็จมาเป็นองค์ประธานพระราชทานรางวัลเป็นพระราชกิจวัตร ทำให้ประชาชนเรียกการแข่งขันสมัยนั้นว่า "ฟุตบอลหน้าพระที่นั่ง" และระหว่างพักครึ่งเวลามีการแสดง "พวกฟุตบอลตลกหลวง" นับเป็นพิธีชื่นชอบของปวงชนชาวไทยสมัยนั้นเป็นอย่างยิ่ง และการแข่งขันฟุตบอลสโมสรครั้งแรกนี้ มีทีมสมัครเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 12 ทีม ใช้เวลาในการแข่งขัน 46 วัน (11 ก.ย.-27 ต.ค. 2458) จำนวน 29 แมตช์ ณ สนามเสือป่า ถนนหน้าพระลาน สวนดุสิต กรุงเทพมหานคร หรือสนามหน้ากองอำนวนการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติปัจจุบันพระองค์รัชกาลที่ 6 ได้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการแข่งขันนับว่าฟุตบอลไทยมีระบบในการบริหารมานานนับถึง 72 ปีแล้ว

ความเจริญก้าวหน้าของฟุตบอลภายในประเทศได้แผ่ขยายกว้างขวางทั่วประเทศไปสู่สโมสรกีฬา-ต่างจังหวัดหรือชนบทอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นที่นิยมกันทั่วไปภายใต้การสนับสนุนของรัชกาลที่ 6 และพระองค์ท่านทรงเล็งเห็นกาลไกลว่าควรที่ตะตั้งศูนย์กลางหรือสมาคมอย่างมีระบบแบบแผนที่ดี โดยมีคณะกรรมการบริหารสมาคมและทรงมีพระบรมราชโองการก่อตั้ง "สโมสรคณะฟุตบอลสยาม" ขึ้นมาโดยพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ทรงเล่นฟุตบอลเอง

รัชกาลที่ 6 ได้ทรงมีวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งสยามดังนี้คือ

1. เพื่อให้ผู้เล่นฟุตบอลมีพลานามัยที่สมบูรณ์
2. เพื่อก่อให้เกิดความสามัคคี
3. เพื่อก่อให้เกิดไหวพริบ และเป็นกีฬาที่ประหยัดดี
4. เพื่อเป็นการศึกษากลยุทธ์ในการรุกและการรับเช่นเดียวกับกองทัพทหารหาญ

จากวัตถุประสงค์ดังกล่าว นับเป็นสิ่งที่ผลักดันให้สมาคมฟุตบอลแห่งสยามดำเนินกิจการเจริญก้าวหน้ามาจนตราบถึงทุกวันนี้ ซึ่งมีกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลดังนี้
พ.ศ. 2458 (ร.ศ. 134) การแข่งขันระหว่างชาติครั้งแรกของประเทศไทย เมื่อวันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 ณ สนามราชกรีฑาสโมสร (สนามม้าปทุมวันปัจจุบัน) ระหว่าง "ทีมชาติสยาม" กับ "ทีมราชกรีฑาสโมสร" ต่อหน้าพระที่นั่ง และมี "มร.ดักลาส โรเบิร์ตสัน" เป็นผู้ตัดสิน ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่าทีมชาติสยามชนะทีมราชกรีฑาสโมสร 2-1 ประตู (ครึ่งแรก 0-0) และครั้งที่ 2 เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2458 เป็นการแข่งขันระหว่างชาตินัดที่ 2 แบบเหย้าเยือนต่า หน้าพระที่นั่ง ณ สนามเสือป่าสวนดุสิตและผลปรากฏว่า ทีมชาติสยามเสมอกับทีมราชกรีฑา สโมสร หรือทีมรวมต่างชาติ 1-1 ประตู (ครึ่งแรก 0-0)

สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย(THE FOOTBALL ASSOCIATION OF THAILAND)

มีวิวัฒนาการตามลำดับต่อไปนี้

พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งสยามขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน พุทธศักราช 2459 และตราข้อบังคับขึ้นใช้ในสนามฟุตบอลแห่งสยามด้วยซึ่งมีชื่อย่อว่า ส.ฟ.ท. และเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า "THE FOOTBALL ASSOCIATION OF THAILAND UNDER THE PATRONAGE OF HIS MAJESTY THE KING" ใช้อักษรย่อว่า F.A.T. และสมาคมฯ จัดการแข่งขันถ้วยใหญ่และถ้วยน้อยเป็นครั้งแรกในปีนี้ด้วย

พ.ศ. 2468 เป็นภาคีสมาชิกสมาพันธ์ฟุตบอลระหว่างชาติ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พุทธศักราช 2468
ชุดฟุตบอลเสือป่าพรานหลวง ได้รับถ้วยของพระยาประสิทธิ์ศุภการ (เจ้าพระยารามราฆพ) ซึ่งเล่นกับชุดฟุตบอลกรมทหารรักษาวัง เมื่อ พ.ศ. 2459-2460 ได้รับไว้เป็นกรรมสิทธิ์ โดยชนะ 2 ปีติดต่อกัน
 รายนามผู้เล่น
1. ผัน ทัพภเวส
2. ครูเพิ่ม เมษประสาท (พระดรุณรักษา)
3. ครูเธียร วรธีระ (หลวงวิเศษธีระการ)
4. จรูญฯ (พระทิพย์จักษุศาสตร์)
5. ก้อนดิน ราหุลหัต (หลวงศิริธารา)
6. ครูสำลี จุโฬฑก (หลวงวิศาลธีระการ)
7. ครูหับ ปีตะนีละผลิน (หลวงประสิทธิ์นนทเวท)
8. ตุ๋ย ศิลปี (หลวงจิตร์เจนสาคร)
9. แฉล้ม กฤษณมระ (พระประสิทธิ์บรรณสาร)
10. จิ๋ว รามนัฎ (หลวงยงเยี่ยงครู)
11. ลิ้ม ทูตจิตร์ (พระวิสิษฐ์เภสัช)

ชุดฟุตบอลสโมสรกรมหรสพ ได้รับพระราชทาน "ถ้วยใหญ่" ของสมาคมฟุตบอลแห่งสยาม ในพระบรม
ราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2459
 รายนามผู้เล่น
1. ครูเพิ่ม เมษประสาท (พระดรุณรักษา)
2. ครูเธียร วรธีระ (หลวงวิเศษธีระการ)
3. เจ็ก สุนทรกนิษฐ์
4. บุญ บูรณรัฎ
5. ใหญ่ มิลินทวณิช (หลวงมิลินทวณิช)
6. ครูหับ ปีตะนีละผลิน (หลวงประสิทธิ์นนทเวท)
7. ผัน ทัพภเวส
8. ถม โพธิเวช
9. แฉล้ม พฤษณมระ (พระประสิทธิ์บรรณสาร)
10. หลวงเยี่ยงครู (ถือถ้วยใหญ่)
11. เกิด วัชรเสรี (ขุนบริบาลนาฎศาลา)

พ.ศ. 2499 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ ครั้งที่ 3 และเรียกว่าข้อบังคับ ลักษณะปกครอง

           

พ.ศ. 2499 สมาคมฟุตบอลฯ ได้สิทธิ์ส่งทีม
 ฟุตบอลชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขัน "กีฬาโอลิมปิก" ครั้งที่ 16 นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน เมื่อวันที่ 26
พฤศจิกายน พุทธศักราช 2499 ณ นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

         พ.ศ. 2500 เป็นภาคีสมาชิกสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย ซึ่งมีชื่อย่อว่า เอเอฟซี และเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า "ASIAN FOOTBALL CONFEDERATION" ใช้อักษรย่อว่า A.F.C.

พ.ศ. 2501 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับลักษณะปกครอง ครั้งที่ 4
พ.ศ. 2503 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับลักษณะปกครอง ครั้งที่ 5
พ.ศ. 2504-ปัจจุบัน สมาคมฟุตบอลฯได้จัดการแข่งขันฟุตบอลถ้วยน้อย และถ้วยใหญ่ ซึ่งภายหลังได้จัดการแข่งขันแบบเดียวกันของสมาคมฟุตบอลอังกฤษคือจัดเป็นประเภทถ้วยพระราชทาน ก, ข, ค, และ ง และยังจัดการแข่งขันประเภทอื่นๆ อีกเช่น ฟุตบอลนักเรียน ฟุตบอลเตรียมอุดม ฟุตบอลอาชีวะ ฟุตบอลเยาวชนและอนุชน ฟุตบอลอุดมศึกษา ฟุตบอลเอฟเอ คัพ ฟุตบอลควีส์ คัพ ฟุตบอลคิงส์คัพ เป็นต้น ฯลฯ นอกจากนี้ยังได้จัดการแข่งขันและส่งทีมเข้าร่วมกับทีมนานาชาติมากมายจนถึงปัจจุบัน

พ.ศ. 2511 สมาคมฟุตบอลได้สิทธิ์ส่งทีมฟุตบอลชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2511 ณ ประเทศเม็กซิโก

พ.ศ. 2514 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับลักษณะปกครอง ครั้งที่ 6 ชุดฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดแรกที่เดินทางไปแข่งขัน "กีฬาโอลิมปิก" ครั้งที่ 16 ณ นครเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2499

พ.ศ. 2531 สมาคมฟุตบอลฯ ได้มีโครงการจัดการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศ รวมทั้งเชิญทีมต่างประเทศเข้าร่วมแข่งขัน และส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันในต่างประเทศตลอดปี

จากสภาพการณ์ปัจจุบันสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศฯ ได้สร้างเกียรติยศชื่อเสียงเป็นที่ปรากฏและประจักษ์แจ้งแก่มวลสมาชิกฟุตบอลนานาชาติ ตัวอย่างประเทศเกาหลีได้จัดฟุตบอลเพรสซิเด้นคัพปี 2530 นี้ได้เชิญทีมฟุตบอลชาติไทยเท่านั้นแสดงว่าแสดงว่าสมาคมฟุตบอลของไทยได้บริหารทีมฟุตบอลเป็นทีมที่มีมาตรฐานสูงสุดจนเป็นที่ยอมรับของเอเชียในปัจจุบันและต่อจากนี้ไป ในปีพุทธศักราช 2530 นี้ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้วางแผนพัฒนาทีมฟุตบอลชาติไทยให้ยิ่งใหญ่ยิ่งขึ้น โดยมีโครงการทีมฟุตบอลชาติไทยชุดถาวรของสมาคมฟุตบอลฯเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลชาติไทย ซึ่งนักฟุตบอลทุกคนของสมาคมฯจะได้รับเงินเดือนเดือน ละ 3,000 บาท ในช่วงปี 2530-2531 นอกจากนี้สมาคมฟุตบอลฯได้วางแผนพัฒนาเกี่ยวกับการฝึกซ้อมและแข่งขันฟุตบอลโดยนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการฝึกด้วยตลอดจนหาช้างเผือกมาเสริมทีมชาติเพื่อเป็นตัวตายตัวแทนสืบไป ขอใหสโมสรสมาชิกและผู้สนใจทุกท่านโปรดติดตามและเอาใจช่วยให้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยจงเจริญรุ่งเรืองสืบไปชั่วนิจนิรันดร์

 ด.ช. วัชระ  พรมจักร์  เลขที่ 13    2/4

รูปภาพของ sas14566

IPB Image

 เค้กช็อกโกแลต


ส่วนผสม
แป้งเค็ก 330 กรัม
แป้งซอฟท์เค้ก 20 กรัม
ผงโกโก้ 50 กรัม
ผงโซดาฯ 1/2 ชต.
น้ำตาลไอซิ่ง 500 กรัม
เนยสด 450 กรัม
EC-25 25 กรัม
ไข่ไก่ 9 ฟอง
นมข้นจืด 100 กรัม
ทำเค้กปอนด์ได้ 5 อัน


วิธีทำ
1.ร่อนแป้งเค้ก+แป้งซอฟท์เค้ก+โซดาฯ แล้วนำไปเคล้ากับผงโกโก้ให้เข้ากัน แล้วนำไปร่อนต่อ อีก 2 ครั้ง
เพื่อไม่ให้ผงโกโก้เป็นเม็ดทานแล้วไม่อร่อย
2.ตีเนย+EC-25+นำตาลไอซิ่ง จนขึ้นฟู
3.หยุดเครื่องใส่นม +ไข่+แป้ง ตีด้วยความเร็วต่ำเดี๊ยวแป้งฟุ้งพอเข้ากัน ปรับความเร็วตีจนส่วนผสมเข้ากันเป็นเนื่อเดี๊ยวกัน พอเข้ากันเปลี่ยนเป็นความเร็วต่ำสุดเพื่อตัดฟองอากาศ
4.ตักใส่แม่พิมพ์เค็กปอนด์ที่รองกระดาษไขและทาเนย ได้ประมาณ 5 อันประมาณอันละ 450 กรัม
5.นำอบไฟประมาณ 400 ฟ ประมาณ 45 นาที หรือจนสุก
 แหล่งอ้างอิง:  www.horapa.com

รูปภาพของ sas14551
ไก่ชนไทยก็คือ

          ไก่พื้นเมืองไทยที่มีเลี้ยงกันอยู่ทั่วไป ในชนบททุกหมู่บ้านทุก        

ครัวเรื่อนทั่วทุกภาคของประเทศไทย ชื่อในทางวิทยาศาสตร์ได้

จัด หมวดหมู่ไก่พื้นเมืองไทย(Domestie Fowl)ไว้ดังนี้

Order Galliformes,Famil Phasianidae,Class Aves

ข้อดีของไก่พื้นเมืองไทย คือเป็นไก่ที่มีสายพันธุ์ดีแข็งแรงอดทน

มีภูมิต้านทานต่อโรค สามารถฟักไข่เองเลี้ยงลูกได้เองหาอาหาร

เลี้ยงตัวเองได้เก่งคนไทยจึงนิยมเลี้ยงไว้เพื่่่่่อเป็นอาหารในครัว

เรือน และบางตัวมีรูปร่างสีขนสวยงามก็เลี้ยงไว้ดูเล่นเพื่อความ

เพลิดเพลินหากตัวไหนมีลักษณะเชิงชนเก่ง ก็จะเลี้ยงไว้ในเกม

กีฬาชนไก่ชนไทยจึงยืนหยัดอยู่คู่คนไทยมาช้านาน ไก่พื้นเมือง

ในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้นตระกูลไก่ทีนำ

ไปเลี้ยงทั่วโลกดังนั้นวัฒนธรรมการเลี้ยงไก่พื้นบ้านของคนแถบ

ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงมีมาช้านานรวมถึงวัฒนธรรม

การชนไก่ ก็มีมาพร้อมๆกันโดยได้พบหลักฐานภาพแกะสลักบน

หินรอบปราสาทนครวัดของขอมเมื่อ 1,000ปีมาแล้วและยังได้

พบภาพเช่นเดียวกันนี้ที่ปราสาทนครทมซึ่งมีอายุประมาณ800ปี

ซึ่งเป็นหลักฐานว่าได้มีการเล่นชนไก่มามากกว่าพันปีแล้ว ส่วน

ประวัติศาสตร์ชาติไทยได้บันทึกไว้ว่าพระนเรศวรมหาราชได้ทรง

ชนไก่ชนะพระมหาอุปราชาแห่งประเทศพม่าเมื่อสี่ร้อยปีมาแล้ว

โดยมีภาพเขียนรูปพระนเรศวรชนไก่กับพระมหาอุปราชาที่วัด

สุวรรณดารามจังหวัดพระนครศรีอยุธยาบันทึกใต้ภาพว่าปีพ.ศ.2121

เมื่อเร็วๆนี้ที่วัดท่ามะปรางจังหวัดพิษณุโลกได้ขุดพบพระรูปพระ

นเรศวรอุ้มไก่เป็นดินเผาขนาดหน้าตัก7นิ้วสูง9 นิ้วพบที่ฐาน

เจดีีย์ทรงลพบุรีซึ่งกรมศิลปกรได้สันนิษฐานว่าอายุราวกรุงศรีอยุ

ธยาตอนปลายคือประมาณ200 ปีซึ่งเป็นการยืนยันประวัติการ

ชนไก่ของพระนเรศวรมหาราชประเพณีและวัฒนธรรมการชนไก่

ของคนไทยได้สือทอดกันมานานดังคำคล้องจองที่กล่าวกันในหมู่

คนไทยในชนบทว่า"เสร็จจากการทำนากัดปลาชนไก่ชกมวย

และ การแข่งเรือยาวมรดกภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รักษาการเลี้ยง

ไก่ชนการคัดเลือกไก่เก่งการผสมพันธุ์ไก่จึงได้ตกทอดมาสู่ยุค

ปัจจุบันดังที่กรมปศุสัตว์ได้ให้ความสำคัญรวบรวมสายพันธุ์ไก่ชน

ไทยขึ้นมาได้12สายพันธุ์ในหนังสือลักษณะและมาตรฐานไก่พื้น

เมืองไทยปีพ.ศ.2546 คือ1.อุดมทัศนีย์ไก่เหลืองหางขาว

2.อุดมทัศนีย์ไก่พระนเรศวร  3.อุดมทัศนีย์ไก่ประดู่หางดำ

4.อุดมทัศนีไก่ประดู่เลาหางขาว5.อุดมทัศนีย์ไก่เขียวเลาหางขาว

6.อุดมทัศนีย์ไก่เขียวเลาหางขาว

7.อุดมทัศนีย์ไก่เทาหางขาว8.อุดมทัศนีย์ไก่ทองแดงหางดำ

9.อุดมทัศนีย์ไก่นกแดง10.อุดมทัศนีย์ไก่นกกรด11.อุดดมทัศนีย์

ไก่ลายหางขาว 12.อุดดมทัศนีย์ไก่ชี สถาณการณ์ไก่ชนไทย

ในปัจจุับันนับว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะว่ามีการกลายพันธุ์

เป็นอันมากเป็นไก่ผสมข้ามพันธุ์บางสายพันธุ์น่าจะสูญพันธุ์

ไปแล้ว เพราะว่าไม่พบเห็นในวงการไก่ชนหรือไก่ประกวดสวยงาม

ไก่ชนเหลืองหางขาว และไก่ชนนเรศวรนับว่าได้รับการอนุรักษ์

จากภาคเอกชนมากส่วนไก่ประดู่หางดำประดู่แสมดำและประดแข้ง

เขียวตาลายจึงนับว่าไก่ชนไทยมี12สายพันธุ์แต่ยังมอีกหลายสาย

พันธุ์ที่แบ่งย่อยออกไปในแต่ละสายพันธุ์นอกจากนี้ทางราชการ

ยังไม่มีพระราชบัญญัติอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ไทยมาคุ้มครองปล่อยให้

การนำสายพันธุ์ไก่ชนจากต่างประเทศเข้าผสมข้ามสายพันธกับไก่

ชนไทยยิ่งเพิ่มศักยภาพการกลายพันธุ์ของไก่ชนไทยสูงยิ่งขึ้น

ไก่ชนที่นำเข้ามามี ไก่ชนเวียดนาม ไก่ชนบราซิล และไก่ชนพม่า

นอกจากนี้เมื่อมีการระบาดไข้หวัดนก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546จนถึง

ปัจจุบัน ได้ทำลายไก่ชนของประเทศไทยเป็นอันมากทั้งตายด้วย

โรคไข้หวัดนกและด้วยวิธีฆ่าตัดตอนการระบาดจึงทำให้สภาพของ

ไก่ชนไทยขณะนี้อยู่ในระยะอันตรายที่จะสูญพันธุ์ในบางสายพันธุ์

ซ้ำยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐบาลที่จะหาวัคซีนมาเพื่อ

ป้องกันไข้หวัดนกเพื่ออนุรักษ์ไก่ชนไทยในกีฬาชนไก่ยังมการควบ

คุมสนามชนและเวลาชนก็มีน้อยวันในหนึ่งปีจึงทำให้จำนวนไก่ชน

ลดลงไปเรื่อยๆซ้ำร้ายยังไม่มีการสนับสนุนการตลาดซื้อขายใน

ประเทศและต่างประเทศซึ่งนิยมไก่ชนไทยเช่นประเทศอินโดนีเซีย

ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศมาเลเซียส่วนข้อดีในสถาณการณ์

ปัจจุบันได้มีการรวมตัวกันเพื่อการอนุรักษ์และเพื่อขอความช่วย

เหลือจากทางวิชาการจากทางราชการภาคเอกชนบางแห่ง

ได้พิมพ์หนังสือและวารสารไก่ชนออกมาจำหน่ายเป็นรายปักษ

และรายเืดือนหลายฉบับด้วยกันนับว่าเป็นแหล่งแสดงความคิด

เห็นและแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องภูมิปัญญาไก่ชนไทยด้วย

 

ไก่ชนพระนเรศวร
ความเป็นมา ไก่ชนพระนเรศวรมหาราช เป็นไก่ชนตามประวัติื

ศาสตร์ที่ปรากฎอยู่ในพงศาวดารเมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ทรงพำนักอยู่ในประเทศพม่า พระองค์ทรงนำไก่เหลืองหางขาว

ไปจากเมืองพิษณุโลกเพื่อนำไปชนกับไก่ของพระมหาอุปราชา

เป็นไก่ที่มีลักษณะพิเศษ มีความเฉลียวฉลาดในการต่อสู้จึงชนชนะ

จนได้สมญาว่า "เหลืองหางขาว ไก่เจ้าเลี้ยง"ซึ่งสำนักงานปศุสัตว

จังหวัดพิษณุโลก ได้ทำการค้นคว้าและทำการส่งเสริมเผยแพร่

โดยจัดทำการประกวดครั้งแรกเมื่อ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๓๓ และ

ในปี ๒๕๓๔ ได้จัดตั้งชมรมอนุรักษ์ไก่ชนพระนเรศวรมหาราช

ขึ้นที่ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลกโดยได้รับการ

สนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก

จนถึงปี ๒๕๔๔ ได้จัดตั้งกลุ่มอนุรักษ์และพัฒนาไก่ชนพระนเรศวรขึ้น

ทุกอำเภอรวม ๑๒ กลุ่ม

 

ด.ช. เจษฎา คำสีทิพยื เลขที่ 11 ชั้น ม. 2/4

รูปภาพของ sas14645
มะละกอฮอลแลนด์ (Holland Papaya)

     มะละกอ จัดเป็นไม้ผลที่เกษตรกรนิยมปลูกไม่น้อย ทั้งนี้เพราะเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว ผู้ปลูกสามารถปลูกแซม ในพืชหลักก่อนให้ผลผลิต หรือปลูกเป็นพืชหลักเพื่อจำหน่าย ผลผลิตโดยตรง ในแง่ของผู้บริโภคแล้ว มะละกอเป็นผลไม้ ที่ได้รับความนิยมรับประทานกัน เพราะรับประทานแล้ว ไม่อ้วน แถมยังช่วยระบบขับถ่ายได้ดี
     สายพันธุ์มะละกอในบ้านเรา มีให้เลือกปลูกพอสมควร ที่โดดเด่นมาอย่างต่อเนื่อง เห็นจะได้แก่มะละกอแขกดำ ซึ่งแบ่งเป็นสายๆ ไป เช่น แขกดำท่าพระ แขกดำศรีสะเกษ หากเป็นเกษตรกรต้องยกให้แขกดำของ คุณปรุง ป้อมเกิด ที่อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สำหรับสายพันธุ์ใหม่ มาแรง ได้รับความนิยมอย่างมาก ได้แก่ มะละกอฮอลแลนด์ หรือชื่ออื่น คือ ปลักไม้ลาย และเรดมาลาดอล์

ลักษณะทั่วไปของมะละฮอลแลนด์
    มะละกอฮอลแลนด์ ลำต้นใหญ่สีเขียว ใบมี 11 แฉกใหญ่ กลางใบมีกระโดงใบ 1 ใบ ก้านใบมีสีเขียวตั้งขึ้น ดอกออก เป็นช่อ ติดผลดก รูปทรงกระบอกคล้ายลูกฟักอ่อน อายุ เก็บเกี่ยว 8 เดือน น้ำหนักผลประมาณ 800-2,000 กรัม ต่อผล เนื้อสีแดงอมส้ม ไม่เละ เนื้อหนา 2.5-3.0 เซนติเมตร ความหวานวัดได้ 11-13 องศาบริกซ์ ผลผลิตต่อต้น 60-80 กิโลกรัม จุดเด่นที่มองออกง่ายมาก ว่าผลมะละกอฮอลแลนด์เป็นอย่างไรนั้น ที่ปลายผลจะป้านคล้ายผลฟักอ่อน

ดอกและเพศของมะละกอ
    หลักการผลิตต้นพันธุ์มะละกอฮอลแลนด์นั้น คล้ายกับการผลิตสายพันธุ์อื่นคือ ต้องการให้ได้ต้นกระเทย เพราะคุณภาพดี มะละกอมี 3 เพศด้วยกัน คือ มะละกอเพศผู้ ได้จากต้นที่มีดอกตัวผู้  ช่อของดอกยาวอย่างชัดเจน พบไม่บ่อยนัก  หากพบส่วนใหญ่เขาตัดทิ้ง  อีกเพศหนึ่งคือมะละกอตัวเมีย  ลักษณะของดอกจะอ้วนป้อม ได้ผลอ้วนสั้น  เนื้อไม่หนา  เพศสุดท้ายคือ   เพศกระเทย ดอกออกยาว   ผลที่ได้จากเพศนี้  ผลจะยาว  เนื้อหนา ผู้ปลูกมะละกอต้องการแบบนี้  รวมทั้งเก็บไว้ทำเมล็ดพันธุ์ต่อไป
    หลังปลูกมะละกอได้ 3 เดือน มะละกอจะออกดอก จะมีทั้งดอกตัวเมียและกระเทย ก่อนดอกบาน ผู้ปลูกจะต้องห่อดอกกระเทยด้วยมุ้งหรือผ้าขาวบางๆ  เพื่อให้มีการผสมเกสรตัวเอง และไม่ผสมข้ามพันธุ์กับต้นอื่นๆ เมื่อผลมะละกอสุกแก่ก็นำเมล็ดไปเพาะให้ได้ต้นใหม่   ซึ่งจะได้ผลกระเทย 70-80 เปอร์เซ็นต์

วิธีการปลูกมะละกอฮอลแลนด์
    สามารถปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ ยกเว้นพื้นที่น้ำขัง ดินที่ เหมาะสมมีความเป็นกรดเป็นด่าง 5.5-5.0 ระยะปลูก 2.5x3 เมตร ไร่หนึ่งปลูกได้ 224 ต้น หากปลูกแล้ว ให้น้ำสม่ำเสมอ มะละกอจะให้ผลผลิตที่ดีมาก ปุ๋ยที่ใส่ให้ เริ่มต้นที่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก สำหรับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ใช้ สูตร 15-15-15

    ระยะที่ติดผลอ่อน ก่อนการเก็บเกี่ยวใส่ สูตร 13-13-21 ใส่รอบๆ ต้น จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ต่อต้น

    เมื่อปลูกได้ 7-8 เดือน มะละกอฮอลแลนด์จะสุกแก่ เริ่มเก็บได้ ปริมาณผลผลิต หากดูแลปานกลาง จะได้ผลผลิตราว 5-8 ตัน ต่อไร่  วิธีการเก็บเกี่ยวนั้น เลือกเก็บเฉพาะผลที่สุก 5-10 เปอร์เซ็นต์ คือผิวมีแต้มสีเหลืองเล็กน้อย

 

 

    เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2551  เวลา 07.30-18.00 น.ที่ผ่านมา  พวกเราชุมชนเกษตรพอเพียง (ออนไลน์) มีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวเชิงเกษตร  ณ  จังหวัดปราจีนบุรี  เป็นครั้งที่ 2 พร้อมทั้งได้เ้ข้าชมสวนมะละกอ ของคุณอุดร  ซึ่งปลูกมะละกอหลายสายพันธุ์  หนึ่งในนั้นคือ  พันธุ์ฮอลแลนด์  จึงไ้ด้เก็บภาพสวยๆ มาฝากให้สมาชิกได้ชม  พร้อมทั้งได้นำความรู้ที่เป็นหลักวิชาการมาไว้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ และสำ

มะละกอฮอลแลนด์ (Holland Papaya)

     มะละกอ จัดเป็นไม้ผลที่เกษตรกรนิยมปลูกไม่น้อย ทั้งนี้เพราะเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว ผู้ปลูกสามารถปลูกแซม ในพืชหลักก่อนให้ผลผลิต หรือปลูกเป็นพืชหลักเพื่อจำหน่าย ผลผลิตโดยตรง ในแง่ของผู้บริโภคแล้ว มะละกอเป็นผลไม้ ที่ได้รับความนิยมรับประทานกัน เพราะรับประทานแล้ว ไม่อ้วน แถมยังช่วยระบบขับถ่ายได้ดี
     สายพันธุ์มะละกอในบ้านเรา มีให้เลือกปลูกพอสมควร ที่โดดเด่นมาอย่างต่อเนื่อง เห็นจะได้แก่มะละกอแขกดำ ซึ่งแบ่งเป็นสายๆ ไป เช่น แขกดำท่าพระ แขกดำศรีสะเกษ หากเป็นเกษตรกรต้องยกให้แขกดำของ คุณปรุง ป้อมเกิด ที่อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สำหรับสายพันธุ์ใหม่ มาแรง ได้รับความนิยมอย่างมาก ได้แก่ มะละกอฮอลแลนด์ หรือชื่ออื่น คือ ปลักไม้ลาย และเรดมาลาดอล์

ลักษณะทั่วไปของมะละฮอลแลนด์
    มะละกอฮอลแลนด์ ลำต้นใหญ่สีเขียว ใบมี 11 แฉกใหญ่ กลางใบมีกระโดงใบ 1 ใบ ก้านใบมีสีเขียวตั้งขึ้น ดอกออก เป็นช่อ ติดผลดก รูปทรงกระบอกคล้ายลูกฟักอ่อน อายุ เก็บเกี่ยว 8 เดือน น้ำหนักผลประมาณ 800-2,000 กรัม ต่อผล เนื้อสีแดงอมส้ม ไม่เละ เนื้อหนา 2.5-3.0 เซนติเมตร ความหวานวัดได้ 11-13 องศาบริกซ์ ผลผลิตต่อต้น 60-80 กิโลกรัม จุดเด่นที่มองออกง่ายมาก ว่าผลมะละกอฮอลแลนด์เป็นอย่างไรนั้น ที่ปลายผลจะป้านคล้ายผลฟักอ่อน

ดอกและเพศของมะละกอ
    หลักการผลิตต้นพันธุ์มะละกอฮอลแลนด์นั้น คล้ายกับการผลิตสายพันธุ์อื่นคือ ต้องการให้ได้ต้นกระเทย เพราะคุณภาพดี มะละกอมี 3 เพศด้วยกัน คือ มะละกอเพศผู้ ได้จากต้นที่มีดอกตัวผู้  ช่อของดอกยาวอย่างชัดเจน พบไม่บ่อยนัก  หากพบส่วนใหญ่เขาตัดทิ้ง  อีกเพศหนึ่งคือมะละกอตัวเมีย  ลักษณะของดอกจะอ้วนป้อม ได้ผลอ้วนสั้น  เนื้อไม่หนา  เพศสุดท้ายคือ   เพศกระเทย ดอกออกยาว   ผลที่ได้จากเพศนี้  ผลจะยาว  เนื้อหนา ผู้ปลูกมะละกอต้องการแบบนี้  รวมทั้งเก็บไว้ทำเมล็ดพันธุ์ต่อไป
    หลังปลูกมะละกอได้ 3 เดือน มะละกอจะออกดอก จะมีทั้งดอกตัวเมียและกระเทย ก่อนดอกบาน ผู้ปลูกจะต้องห่อดอกกระเทยด้วยมุ้งหรือผ้าขาวบางๆ  เพื่อให้มีการผสมเกสรตัวเอง และไม่ผสมข้ามพันธุ์กับต้นอื่นๆ เมื่อผลมะละกอสุกแก่ก็นำเมล็ดไปเพาะให้ได้ต้นใหม่   ซึ่งจะได้ผลกระเทย 70-80 เปอร์เซ็นต์

วิธีการปลูกมะละกอฮอลแลนด์
    สามารถปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ ยกเว้นพื้นที่น้ำขัง ดินที่ เหมาะสมมีความเป็นกรดเป็นด่าง 5.5-5.0 ระยะปลูก 2.5x3 เมตร ไร่หนึ่งปลูกได้ 224 ต้น หากปลูกแล้ว ให้น้ำสม่ำเสมอ มะละกอจะให้ผลผลิตที่ดีมาก ปุ๋ยที่ใส่ให้ เริ่มต้นที่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก สำหรับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ใช้ สูตร 15-15-15

    ระยะที่ติดผลอ่อน ก่อนการเก็บเกี่ยวใส่ สูตร 13-13-21 ใส่รอบๆ ต้น จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ต่อต้น

    เมื่อปลูกได้ 7-8 เดือน มะละกอฮอลแลนด์จะสุกแก่ เริ่มเก็บได้ ปริมาณผลผลิต หากดูแลปานกลาง จะได้ผลผลิตราว 5-8 ตัน ต่อไร่  วิธีการเก็บเกี่ยวนั้น เลือกเก็บเฉพาะผลที่สุก 5-10 เปอร์เซ็นต์ คือผิวมีแต้มสีเหลืองเล็กน้อย

 

 

    เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2551  เวลา 07.30-18.00 น.ที่ผ่านมา  พวกเราชุมชนเกษตรพอเพียง (ออนไลน์) มีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวเชิงเกษตร  ณ  จังหวัดปราจีนบุรี  เป็นครั้งที่ 2 พร้อมทั้งได้เ้ข้าชมสวนมะละกอ ของคุณอุดร  ซึ่งปลูกมะละกอหลายสายพันธุ์  หนึ่งในนั้นคือ  พันธุ์ฮอลแลนด์  จึงไ้ด้เก็บภาพสวยๆ มาฝากให้สมาชิกได้ชม  พร้อมทั้งได้นำความรู้ที่เป็นหลักวิชาการมาไว้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ และสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาด้วยครับ  

หรับผู้ที่ต้องการศึกษาด้วยครับ  

รูปภาพของ LALITWADEE

รูปภาพของ LALITWADEE
ประวัติอำเภอเวียงสา
ประวัติอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

ความเป็นมา
อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ตามพงศาวดารจังหวัดน่านได้บันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ. 2139 สมัยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 31 ระบุว่าได้เวียงป้อเป็นหัวเมืองประเทศราชขึ้นตรงต่อนครน่าน ซึ่งเจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน ได้ทำการก่อสร้างเวียงป้อขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2336 ตั้งอยู่บริเวณวัดศรีกลางเวียงในปัจจุบัน และได้แต่งตั้งให้มีผู้ครองเวียงเป็นเชื้อสายของเจ้าผู้ครองนครน่าน ชื่อว่า “เจ้าอินต๊ะวงษา” แต่ประชาชนนิยมเรียกว่า “เจ้าหลวงเวียงสา” มาเป็นเจ้าครองเมืององค์แรกตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2427 ต่อมาในปี พ.ศ. 2440 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเวียงป้อไปขึ้นกับแขวงบริเวณน่านใต้ ต่อมาได้ตั้งเป็น “กิ่งอำเภอเวียงสา” และได้รับยกฐานะเป็น “อำเภอเวียงสา” เมื่อปี พ.ศ. 2451 มีเจ้ามหาเทพวงษารัฐ เป็นนายอำเภอคนแรก และได้มีการเปลี่ยนชื่ออำเภออีก 3 ครั้ง ดังนี้
พ.ศ. 2461 เปลี่ยนชื่อจากอำเภอเวียงสา เป็น “ อำเภอบุญยืน ”
พ.ศ. 2482 เปลี่ยนชื่อจากอำเภอบุญยืน เป็น อำเภอสา ตามระเบียบการตั้งชื่ออำเภอ
ของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งให้ตั้งตามชื่อสิ่งสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ที่มีอยู่ในท้องที่อำเภอนั้น ๆ คือ ลำน้ำสา
พ.ศ. 2526 เปลี่ยนชื่อจากอำเภอสา เป็น อำเภอเวียงสา
อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของตัวจังหวัดน่านระยะทาง 25 กิโลเมตร
ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 640 กิโลเมตร

ลักษณะภูมิประเทศ
อำเภอเวียงสา มีบริเวณที่ราบกว้างขวางอุดมสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำ 7 สายไหลผ่าน ได้แก่ แม่น้ำน่าน แม่น้ำว้า ลำน้ำสา ลำน้ำปั้ว ลำน้ำสาคร ลำน้ำฮ้า และลำน้ำแหง จึงเป็นแหล่งผลิตธัญพืชและสัตว์น้ำหลากชนิด มีพื้นที่ประมาณ 1,931 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,206,875 ไร่

อาณาเขตติดต่อ
ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอบ้านหลวง อำเภอเมืองน่านและกิ่งอำเภอภูเพียง
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่

ลักษณะการปกครองและจำนวนประชากร
1. ลักษณะการปกครองท้องที่ แบ่งออกเป็น 17 ตำบล 127 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งสิ้น 71,490 คน แยกเป็นชาย 36,062 คน หญิง 35,428 คน
2. ลักษณะปกครองท้องถิ่น แบ่งออกเป็นเทศบาลตำบล 1 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล
15 แห่ง
ข้อมูลเศรษฐกิจ
อำเภอเวียงสา มีประชากรส่วนใหญ่อาชีพเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ทำนาข้าวบริเวณที่ราบลุ่ม พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ พืชไร่ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง ส่วนผลไม้ที่ทำการเพาะปลูกมาก ได้แก่ ลำไย มะขาม มะม่วง ลิ้นจี่ และส้มเขียวหวาน (สีทอง) รองลงมามา มีอาชีพจากเงินเดือนและค่าจ้างประจำรายเดือน ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 39,210 บาท ต่อคนต่อปี (สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเวียงสา. 2548)

ข้อมูลด้านสังคม
1. สถานศึกษา
- โรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 46 โรง
- โรงเรียนขยายโอกาส จำนวน 15 โรง
- โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 5 โรง
- วิทยาลัยการอาชีพ จำนวน 1 แห่ง
- ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน จำนวน 1 แห่ง
2. สถานบริการสาธารณสุข
- โรงพยาบาล ขนาด 60 เตียง จำนวน 1 แห่ง
- สถานีอนามัย จำนวน 23 แห่ง
- สถานบริการสาธารณสุขชุมชน จำนวน 3 แห่ง
3. จำนวนบุคลากรด้านสาธารณสุข
- แพทย์ จำนวน 4 คน สัดส่วน 1: 17,872
- ทันตแพทย์ จำนวน 3 คน สัดส่วน 1: 23,830
- เภสัชกร จำนวน 5 คน สัดส่วน 1: 14,298
- พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 66 คน สัดส่วน 1: 1,083
- พยาบาลเทคนิค จำนวน 4 คน
- นักวิชาการสาธารณสุข จำนวน 21 คน
- เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป จำนวน 1 คน
- เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข จำนวน 21 คน
- เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน จำนวน 30 คน
- เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข จำนวน 6 คน
- เจ้าพนักงานเภสัชกรรม จำนวน 3 คน
- เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวน 2 คน
- นักกายภาพบำบัด จำนวน 1 คน
- นักเทคนิคการแพทย์ จำนวน 1 คน
- นายช่างเทคนิค จำนวน 1 คน
- เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี จำนวน 2 คน
- เจ้าหน้าที่ธุรการ จำนวน 1 คน
- เจ้าหน้าที่เวชสถิติ จำนวน 1 คน
- เจ้าหน้าที่รังสีการแพทย์ จำนวน 1 คน
- ผู้ช่วยทันตแพทย์ จำนวน 1 คน
- ลูกจ้างประจำ จำนวน 37 คน
- ลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 60 คน

ข้อมูลด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่น
อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มีวัฒนธรรมสอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของทุกพื้นที่ มีความหลากหลาย
ตามเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ และภาษา จัดเป็นกลุ่มได้ 9 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชาวพื้นเมืองเวียงสา กลุ่มชาวเชียงแสน กลุ่มชาวไทยพรวน กลุ่มชาวลาว กลุ่มชาวม้ง กลุ่มชาวเมี้ยน กลุ่มชาวลั๊วะ กลุ่มชาวขมุ และกลุ่มชาวเผ่าตองเหลือง

ข้อมูลด้านประเพณี
งานประเพณีที่สำคัญของอำเภอเวียงสา ได้แก่ งานเทศกาลออกพรรษาของวัดบุญยืนพระอารามหลวง จะมีงานทานสลากภัตร ซึ่งเป็นประเพณีสืบทอดกันมาไม่ต่ำกว่า 200 ปี และในงานดังกล่าวจะมีการแข่งขันเรือยาวประเพณีของหมู่บ้านต่างๆในอำเภอและอำเภอใกล้เคียง ณ บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำน่าน บ้านบุญยืน ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

http://www.sasuksa.org/index.php?option=com_content&view=article&id=49&Itemid=56

รูปภาพของ sas14465

จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นอดีตราชธานีของไทย มีหลักฐานของการเป็นเมืองในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ประมาณ
พุทธศตวรรษที่ 16 - 18 โดยมีร่องรอยของที่ตั้งเมือง  โบราณสถาน  โบราณวัตถุ และเรื่องราวเหตุการณ์ในลักษณะตำนาน พงศาวดารไปจนถึงศิลาจารึก ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานร่วมสมัยที่ใกล้เคียงเหตุการณ์มากที่สุด  ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ.1893 นั้น ได้มีบ้านเมืองตั้งอยู่ก่อนแล้ว มีชื่อเรียกว่า เมืองอโยธยา หรือ อโยธยาศรีรามเทพนคร หรือเมืองพระราม   
มีทึ่ตั้งอยู่บริเวณด้านตะวันออกของเกาะ เมืองอยุธยา มีบ้านเมืองที่ ความเจริญทางการเมือง การปกครอง และมีวัฒนธรรม
ที่รุ่งเรืองแห่งหนึ่ง มีการใช้กฎหมายใน การปกครองบ้านเมือง 3 ฉบับ คือ พระอัยการลักษณะเบ็ดเสร็จ

                            ด.ช เฉลิมเกียรติ บริบูรณ์ เลขที่ 2

รูปภาพของ LALITWADEE

รูปภาพของ LALITWADEE
ประวัติอำเภอเวียงสา
ประวัติอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

ความเป็นมา
อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ตามพงศาวดารจังหวัดน่านได้บันทึกไว้เมื่อปี พ.ศ. 2139 สมัยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ 31 ระบุว่าได้เวียงป้อเป็นหัวเมืองประเทศราชขึ้นตรงต่อนครน่าน ซึ่งเจ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน ได้ทำการก่อสร้างเวียงป้อขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2336 ตั้งอยู่บริเวณวัดศรีกลางเวียงในปัจจุบัน และได้แต่งตั้งให้มีผู้ครองเวียงเป็นเชื้อสายของเจ้าผู้ครองนครน่าน ชื่อว่า “เจ้าอินต๊ะวงษา” แต่ประชาชนนิยมเรียกว่า “เจ้าหลวงเวียงสา” มาเป็นเจ้าครองเมืององค์แรกตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2427 ต่อมาในปี พ.ศ. 2440 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ. 116 ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเวียงป้อไปขึ้นกับแขวงบริเวณน่านใต้ ต่อมาได้ตั้งเป็น “กิ่งอำเภอเวียงสา” และได้รับยกฐานะเป็น “อำเภอเวียงสา” เมื่อปี พ.ศ. 2451 มีเจ้ามหาเทพวงษารัฐ เป็นนายอำเภอคนแรก และได้มีการเปลี่ยนชื่ออำเภออีก 3 ครั้ง ดังนี้
พ.ศ. 2461 เปลี่ยนชื่อจากอำเภอเวียงสา เป็น “ อำเภอบุญยืน ”
พ.ศ. 2482 เปลี่ยนชื่อจากอำเภอบุญยืน เป็น อำเภอสา ตามระเบียบการตั้งชื่ออำเภอ
ของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งให้ตั้งตามชื่อสิ่งสำคัญที่เป็นเอกลักษณ์ที่มีอยู่ในท้องที่อำเภอนั้น ๆ คือ ลำน้ำสา
พ.ศ. 2526 เปลี่ยนชื่อจากอำเภอสา เป็น อำเภอเวียงสา
อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของตัวจังหวัดน่านระยะทาง 25 กิโลเมตร
ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ระยะทาง 640 กิโลเมตร

ลักษณะภูมิประเทศ
อำเภอเวียงสา มีบริเวณที่ราบกว้างขวางอุดมสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำ 7 สายไหลผ่าน ได้แก่ แม่น้ำน่าน แม่น้ำว้า ลำน้ำสา ลำน้ำปั้ว ลำน้ำสาคร ลำน้ำฮ้า และลำน้ำแหง จึงเป็นแหล่งผลิตธัญพืชและสัตว์น้ำหลากชนิด มีพื้นที่ประมาณ 1,931 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,206,875 ไร่

อาณาเขตติดต่อ
ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอบ้านหลวง อำเภอเมืองน่านและกิ่งอำเภอภูเพียง
ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่

ลักษณะการปกครองและจำนวนประชากร
1. ลักษณะการปกครองท้องที่ แบ่งออกเป็น 17 ตำบล 127 หมู่บ้าน มีประชากรทั้งสิ้น 71,490 คน แยกเป็นชาย 36,062 คน หญิง 35,428 คน
2. ลักษณะปกครองท้องถิ่น แบ่งออกเป็นเทศบาลตำบล 1 แห่ง และองค์การบริหารส่วนตำบล
15 แห่ง
ข้อมูลเศรษฐกิจ
อำเภอเวียงสา มีประชากรส่วนใหญ่อาชีพเกษตรกรรม โดยมีพื้นที่ทำนาข้าวบริเวณที่ราบลุ่ม พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ พืชไร่ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง ส่วนผลไม้ที่ทำการเพาะปลูกมาก ได้แก่ ลำไย มะขาม มะม่วง ลิ้นจี่ และส้มเขียวหวาน (สีทอง) รองลงมามา มีอาชีพจากเงินเดือนและค่าจ้างประจำรายเดือน ประชากรมีรายได้เฉลี่ย 39,210 บาท ต่อคนต่อปี (สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเวียงสา. 2548)

ข้อมูลด้านสังคม
1. สถานศึกษา
- โรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 46 โรง
- โรงเรียนขยายโอกาส จำนวน 15 โรง
- โรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 5 โรง
- วิทยาลัยการอาชีพ จำนวน 1 แห่ง
- ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน จำนวน 1 แห่ง
2. สถานบริการสาธารณสุข
- โรงพยาบาล ขนาด 60 เตียง จำนวน 1 แห่ง
- สถานีอนามัย จำนวน 23 แห่ง
- สถานบริการสาธารณสุขชุมชน จำนวน 3 แห่ง
3. จำนวนบุคลากรด้านสาธารณสุข
- แพทย์ จำนวน 4 คน สัดส่วน 1: 17,872
- ทันตแพทย์ จำนวน 3 คน สัดส่วน 1: 23,830
- เภสัชกร จำนวน 5 คน สัดส่วน 1: 14,298
- พยาบาลวิชาชีพ จำนวน 66 คน สัดส่วน 1: 1,083
- พยาบาลเทคนิค จำนวน 4 คน
- นักวิชาการสาธารณสุข จำนวน 21 คน
- เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป จำนวน 1 คน
- เจ้าหน้าที่บริหารงานสาธารณสุข จำนวน 21 คน
- เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน จำนวน 30 คน
- เจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข จำนวน 6 คน
- เจ้าพนักงานเภสัชกรรม จำนวน 3 คน
- เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวน 2 คน
- นักกายภาพบำบัด จำนวน 1 คน
- นักเทคนิคการแพทย์ จำนวน 1 คน
- นายช่างเทคนิค จำนวน 1 คน
- เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี จำนวน 2 คน
- เจ้าหน้าที่ธุรการ จำนวน 1 คน
- เจ้าหน้าที่เวชสถิติ จำนวน 1 คน
- เจ้าหน้าที่รังสีการแพทย์ จำนวน 1 คน
- ผู้ช่วยทันตแพทย์ จำนวน 1 คน
- ลูกจ้างประจำ จำนวน 37 คน
- ลูกจ้างชั่วคราว จำนวน 60 คน

ข้อมูลด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่น
อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มีวัฒนธรรมสอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตของทุกพื้นที่ มีความหลากหลาย
ตามเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ และภาษา จัดเป็นกลุ่มได้ 9 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มชาวพื้นเมืองเวียงสา กลุ่มชาวเชียงแสน กลุ่มชาวไทยพรวน กลุ่มชาวลาว กลุ่มชาวม้ง กลุ่มชาวเมี้ยน กลุ่มชาวลั๊วะ กลุ่มชาวขมุ และกลุ่มชาวเผ่าตองเหลือง

ข้อมูลด้านประเพณี
งานประเพณีที่สำคัญของอำเภอเวียงสา ได้แก่ งานเทศกาลออกพรรษาของวัดบุญยืนพระอารามหลวง จะมีงานทานสลากภัตร ซึ่งเป็นประเพณีสืบทอดกันมาไม่ต่ำกว่า 200 ปี และในงานดังกล่าวจะมีการแข่งขันเรือยาวประเพณีของหมู่บ้านต่างๆในอำเภอและอำเภอใกล้เคียง ณ บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำน่าน บ้านบุญยืน ตำบลกลางเวียง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน

http://www.sasuksa.org/index.php?option=com_content&view=article&id=49&Itemid=56

รูปภาพของ sas14800

เรื่อง การทำกระดาษสาด้วยมือ

ที่มาของเว็บไชต์

http://www.dei.ac.th/index/content/recipe_002.html

จาก เด็กชาย กิตติชัย พุ่มพวง เลขที่ 23 ม.2/4

รูปภาพของ sas14800

การทำกระดาษสาด้วยมือ  
 

            การทำกระดาษสาด้วยมือ มีขั้นตอนหลัก 4 ขั้น คือ

  1. การเตรียมวัตถุดิบ ได้แก่ การคัดเลือกวัตถุดิบ การตัด การแช่น้ำ การต้ม และการล้าง
  2. การทำให้เป็นเยื่อ
  3. การทำเป็นแผ่นกระดาษ
  4. การลอกแผ่นกระดาษและตกแต่งเพิ่มเติม

ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมวัตถุดิบ
            คัดเลือกเปลือกปอสาที่อ่อนและแก่แยกจากกัน นำไปแช่น้ำประมาณ 3 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ไม่ควรเกิน 24 ชั่วโมง การแช่น้ำจะช่วยให้เปลือกปอสาอ่อนตัว จากนั้นนำไปใส่ภาชนะต้ม ใส่โซดาไฟ หรือน้ำด่างจากขี้เถ้า เพื่อช่วยให้โครงสร้างของเปลือกปอสาเปื่อย และแยกจากกันเร็วขึ้น ถ้าต้มปอสาอ่อนใช้โซดาไฟน้อย ต้มเปลือกแก่ ต้องใช้มากขึ้น การต้มแต่ละครั้งใช้โซดาไฟ ประมาณ 10-15% ของน้ำหนัก ถ้าใช้มากไปจะทำให้เยื่อถูกทำลายมากในระหว่างต้ม ต้มนานประมาณ 2-3 ชั่วโมง เมื่อต้มเสร็จแล้วนำปอสาล้างน้ำจนหมดด่าง

ขั้นตอนที่ 2 การทำให้เป็นเยื่อ มี 2 วิธี ได้แก่

  • การทุบด้วยมือ
  • การใช้เครื่องตีเยื่อ

            การทุบด้วยมือต้องใช้เวลานาน ปาสาหนัก 2 กก. ใช้เวลาทุบนานประมาณ 5 ชั่วโมง ส่วนการใช้เครื่องตีเยื่อใช้เวลาประมาณ 35 นาที
            จากนั้นนำไปฟอกเยื่อกระดาษสาทั่วไปฟอกไม่ขาวนัก แต่ถ้าต้องการให้กระดาษสาสีขาวมาก ๆ ก็ใช้ผงฟอกสีเข้าช่วย ได้แก่ Sodium hypoochloride หรือ Calcium hypochloride ประมาณ 1 : 10 โดยน้ำหนักผสมในเครื่องตีเยื่อ ฟอกนานประมาณ 35 นาที ถ้าไม่มีเครื่องตีเยื่อ ก็ใช้น้ำยาฟอกเข้มข้น 15 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร แช่เยื่อลงในน้ำยาฟอกนานประมาณ 12 ชั่วโมง นำเยื่อไปล้างน้ำจนหมดกลิ่นน้ำยาแล้ว จะนำเยื่อไปย้อมสีตามต้องการ จากนั้นนำเยื่อเตรียมไว้สำหรับทำแผ่นกระดาษต่อไป

ขั้นตอนที่ 3 การทำเป็นแผ่นกระดาษ
            นำเยื่อปอสาใส่ในอ่างหรือภาชนะที่เหมาะสม ใส่น้ำให้มีระดับพอเหมาะแล้วใช้ไม้พายคนเยื่อในอ่างน้ำให้ทั่ว เพื่อให้เยื่อลอยตัวและกระจายออกจากกันอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นนำแม่พิมพ์สำหรับทำแผ่นกระดาษมาช้อนเยื่อต่อไป ซึ่งมีการทำแผ่นได้ 2 วิธีคือ

  1.  
    1. แบบตัก ใช้แม่พิมพ์ซึ่งมีลักษณะเป็นตะแกรงไนล่อนขนาดกว้าง 50 ซม. ยาว 60 ซม. (ขนาดตะแกรงขึ้นอยู่กับขนาดกระดาษที่ต้องการ) ช้อนตักเยื่อเข้าหาตัวยกตะแกรงขึ้นตรง ๆ แล้วเทน้ำออกไปทางด้านหน้าโดยเร็ว จะช่วยให้กระดาษมีความสม่ำเสมอ
    2. แบบแตะ มักใช้ตะแกรงที่ทำจากผ้าใยบัวหรือผ้ามุ้ง ซึ่งมีเนื้อละเอียด และใช้วิธีชั่งน้ำหนักของเยื่อ เป็นตัวกำหนดความหนาของแผ่นกระดาษ นำเยื่อใส่ในอ่างน้ำใช้มือแตะเกลี่ยกระจายเยื่อบนแม่พิมพ์ให้สม่ำเสมอ

ขั้นตอนที่ 4 การลอกแผ่นกระดาษ
            นำตะแกรงไปตากแดดประมาณ 1-3 ชั่วโมง กระดาษสาจะแห้งติดกันเป็นแผ่น จึงลอกกระดาษสาออกจากแม่พิมพ์ เปลือกปอสาหนัก 1 กก. สามารถทำกระดาษสาได้ประมาณ 10 แผ่น

            กระดาษสาที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง มีการตัดแปลงมาใช้ทำสิ่งของต่าง ๆ มากขึ้น แต่เดิมส่วนใหญ่ใช้ทำร่ม ว่าว กระดาษห่อของ กระดาษแบบเสื้อ กระดาษที่ใช้เขียนพุทธประวัติ คัมภีร์ เป็นต้น ปัจจุบันนำมาใช้อย่างกว้างขวาง เช่น สมุดจดที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ กระดาษเขียนจดหมายพร้อมซองบัตรอวยพรต่าง ๆ ดอกไม้ประดิษฐ์ โคมไฟ ภาพวาด เสื้อผ้าชุดวิวาห์ ชุดผ่าตัด กระดาษเช็ดมือ กระดาษชำระใช้ซับเลือด กระดาษห่อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ก่อนนำไปฆ่าเชื้อโรค ฯลฯ ทำให้กระดาษสาเป็นที่รู้จัก และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมากขึ้นในปัจจุบัน

อ้างอิง*****

http://www.dei.ac.th/index/content/recipe_002.html

รูปภาพของ sas 14467

  ภาคแรก

 

 

เรื่องราวของนารูโตะเริ่มต้นขึ้นในดินแดนนินจาของเรื่องที่อ้างอิงลักษณะวัฒนธรรมของประเทศญี่ปุ่น ย้อนกลับไปเมื่อ 12 ปีก่อนได้มีปีศาจจิ้งจอกเก้าหางที่มีพลังมหาศาล ได้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลยาวนานเป็นเวลาหลายพันปี ทำความเดือดร้อนไปทั่วแคว้น ทำลายบ้านเรือนทรัพย์สินและชีวิตของผู้คนบริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก ผู้กล้าหลายคนได้ต่อสู้และล้มตายไป จนกระทั่งหัวหน้าของหมู่บ้านโคโนฮะ โฮคาเงะรุ่นที่ 4 ได้ต่อสู้โดยสละชีวิตแลกกับการผนึกร่างของปีศาจจิ้งจอกเก้าหางไว้ในร่างของเด็กทารกเกิดใหม่ ซึ่งเด็กคนนั้นก็คืออุซึมากิ นารูโตะ 12 ปีผ่านไป กลางชีวิตอันสงบของของหมู่บ้านโคโนฮะ นารูโตะได้เติบโตขึ้นและฝันว่าจะเป็นโฮคาเงะรุ่นต่อไป

 

 

[แก้]

 

 

การต่อสู้ปกป้องสะพาน

 

 

หลังจากสอบจบการศึกษากับอาจารย์อิรุกะ และได้เลื่อนขั้นนินจาเป็น เกะนิน นารูโตะได้ร่วมทีม 7 กับ ซาซึเกะ และ ซากุระ ภายใต้การชี้นำของ คาคาชิ เข้่าร่วมภารกิจนินจาต่างๆ โดยในช่วงแรกจะมีแต่ภารกิจระดับ D ที่เป็นระดับต่ำสุด เช่นการตามหาแมวที่หายตัวไป การนั่งเลี้ยงเด็ก โดยนารูโตะได้บ่นกับโฮคาเงะรุ่นที่ 3ว่าไม่อยากได้งานที่น่าเบื่ออีกต่อไป โฮคาเงะรุ่นที่ 3 เลยให้ภารกิจใหม่คือปกป้องทะซึนะช่างก่อสร้างสะพานจากแคว้นนามิคุนิแคว้นข้างเคียง ซึ่งเป็นภารกิจระดับ C (ภารกิจของนินจาระดับจูนิน ที่ยังไม่มีการต่อสู้) และเป็นครั้งแรกที่นารูโตะได้ออกจากหมู่บ้าน ในระหว่างที่เดินทางได้มีนินจาเข้ามาลอบทำร้ายกลุ่มนารูโตะ โดยหวังที่จะฆ่าทะซึนะ แต่โดนคาคาชิจัดการไปก่อน หลังจากนั้นคาคาชิเริ่มสงสัยว่าทำไมภารกิจระดับ C ถึงได้มีนินจาจากกลุ่มอื่นเข้ามาข้องเกี่ยวด้วย โดยทะซึนะได้สารภาพต่อคาคาชิ ว่าไม่มีเงินที่จะจ้างนินจาสำหรับภารกิจระดับ B ขึ้นไป คาคาชิไม่รู้จะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ และนารุโตะก็อยากจะสู้เต็มที่ คาคาชิจึงตัดสินใจว่าจะทำให้ถึงที่สุด เมื่อเข้าไปใกล้แคว้นนามิคุนิ ซาบุซะ นินจาฝีมือสูงจากแคว้นมิซึคุนิ เข้ามาโจมตีกลุ่มนารุโตะอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการต่อสู้ในคราวนี้ คาคาชิได้เสียทีและถูกซาบุซะจับไว้ในคุกน้ำ และสั่งให้นารูโตะและคนอื่นพา ทะซึนะหนีไป แต่ทั้งนารูโตะและซาสึเกะหวังว่าจะสู้และช่วยเหลืออาจารย์คาคาชิ นารูโตะได้แปลงร่างเป็นชูริเคน ในขณะเดียวก็แยกร่างว่าง และให้ซะสึเกะขว้างชูริเคนของจริง พร้อมทั้งชูริเคนที่นารูโตะแปลงตัวไว้โจมตีซาบุซะ ซาบุซะได้หลบการโจมตีของชูริเคนได้ แต่คาดไม่ถึงว่านารูโตะจะแปลงร่างเป็นชูริเคนซ้อนมาอีกทีหนึ่ง และได้พลาดท่าทำให้คาคาชิหลุดออกมาได้ โดยหลังจากนั้นคาคาชิได้ต่อสู้กับซาบุซะอีกครั้งโดยใช้ท่าไม้ตายเนตรวงแหวนเลียนแบบการเคลื่อนไหวของซาบุซะและจัดการซาบุซะลง

 

 

 ส่วนนี้ของบทความยังไม่สมบูรณ์ คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียได้โดยเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนนี้

 

 

[แก้]

 

 

การสอบจูนิน

 

 

การสอบจูนินของนินจาในทุกแคว้นปีนั้นได้ถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านโคโนฮะ สำหรับการสอบเลื่อนขั้นจากเกะนินเพื่อไปเป็นจูนิน ในระหว่างทางจะไปสมัครสอบ กลุ่ม 7 ของนารูโตะได้เจอกับนินจาจากกลุ่มอื่นและมีเรื่องกันกับร็อค ลี ลีสนใจในตัวซาสึเกะ ซึ่งทำให้นารูโตะเกิดความไม่พอใจและได้โจมตีลี ปรากฏว่านารูโตะโดนโจมตีทีเดียวและสลบไป และลีได้หาเรื่องซาสึเกะต่อและได้มีการต่อสู้กันขึ้น ซาสึเกะเกือบเสียท่าลีกับท่าไม้ตายบัวบานภายนอก ท่าไม้ตายต้องห้าม แต่การต่อสู้จบลงหลังจากที่ อาจารย์ไก อาจารย์โดยตรงของลีได้มาห้ามไว้

 

 

การสอบรอบแรกเริ่มขึ้นด้วยการสอบข้อเขียน 10 ข้อ คุมการสอบโดย อิบิกิ นารูโตะเครียดมากจากการสอบ ซึ่งยิ่งไปกว่านั้นนารูโตะกลัวว่าคะแนนของเค้าจะทำให้คนอื่นในทีมตกไปกันหมด โดยเมื่อการสอบสิ้นสุดลง นารูโตะผ่านมาได้อย่างหวุดหวิด โดยเริ่มการสอบรอบที่ 2 คุมโดย อังโกะ โดยในการสอบจะมีคัมภีร์นินจาอยู่สองแบบ คือ คัมภีร์ฟ้า และคำภีร์ดิน โดยแต่ละทีมจะได้คัมภีร์นินจาทีมละเล่ม และให้แย่งเอาคัมภีร์ในอีกแบบหนึ่งจากทีมใดก็ได้ใน 27 ทีมที่ผ่านการสอบรอบที่ 1 และไปให้ถึงหอคอยตรงศูนย์กลางของป่านั้น จึงจะผ่านการสอบ ในขณะที่อยู่ในป่า ทีมนารูโตะถูกโจมตีโดย โอโรจิมารุ เนื่องจากสนใจในสายเลือดของอุจิวะ และได้ทำร้ายซาซึเกะโดยผนึกอักขระไว้ที่คอของซาซึเกะ หลังจากนั้นทีม 7 โดนโจมตีต่อจากโอโรจิมารุโดยนินจาจากหมู่บ้านโอโตะ แต่สุดท้ายทีม 7 ของนารูโตะก็ได้แย่งคัมภีร์มาได้จากทีมของหมู่บ้านอะเมะ ในขณะเดียวกัน ทีมกาอาระได้ผ่านการสอบเป็นทีมแรกโดยที่ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน

 

 

การสอบรอบที่สามเริ่มต้นขึ้นโดยเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัวของผู้ที่่รอดมาได้ คุมโดย ฮายาเตะโดยผลการจับคู่

 

 

·      อุจิวะ ซาสึเกะ ชนะ อาคาโดะ โยโรอิ

 

 

·      ฮารุโนะ ซากุระ เสมอ ยามานากะ อิโนะ

 

 

·      เทมาริ ชนะ เท็นเท็น

 

 

·      กาอาระ ชนะ ร็อค ลี

 

 

·      อุซึมากิ นารุโตะ ชนะ อินุซึกะ คิบะ

 

 

·      ฮิวงะ เนจิชนะ ฮิวงะ ฮินาตะ

 

 

·      ชิกามารุ ชนะ คิน

 

 

·      โดซึ คินูตะ ชนะ อาคิมิจิโจจิ

 

 

 ส่วนนี้ของบทความยังไม่สมบูรณ์ คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียได้โดยเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนนี้

 

 

ก่อนที่จะมีการต่อสู้ครั้งต่อไปได้มีวลาฝึก 1 เดือนเต็ม

 

 

·      นารุโตะก็เลยไปหาครูคาคาชิเพื่อจะช่วยฝึกให้ แต่ครูคาคาชิบอกว่ามีครูฝึกให้นารุโตะแล้ว คือ ครูเอบิสึ ก็คือคนที่นารุโตะเคยใช้คาถามหารัญจวน ครูเอบิซึก็สอนให้นารุโตะให้นารุโตะเดินบนน้ำแต่นารุโตะทำไม่ได้ ต่อมาทั้งสองเจอจิไรยะระหว่างที่นารุโตะฝึกอยู่ จิไรยะทำครูอิบิสึสลบ จึงต้องสอนนารุโตะแทน สาเหตุที่นารุโตะเดินบนน้ำไม่ได้เพราะโอโรจิมารุได้ผนึกห้าวิถีไว้ทำให้จักระของนารุโตะปั่นป่วน จิไรยะจึงคลายให้

 

 

·      คาคาชิสอนไม้ตายให้ซาสึเกะ นั้นก็คือ พันปักษา ซึ่งต่อมาคาคาชิก็ได้สอนให้กับนารุโตะหลังจากการสอบจูนินเพราะนารุโตะไปอ้อนวอนให้คาคาชิสอนให้

 

 

การต่อสู้ในรอบที่แท้จริง

 

 

·      นารุโตะ ต่อสู้กับ เนจิ

 

 

·      ซาสึเกะ ต่อสู้กับ กาอาระ

 

 

·      คันคุโร่ ต่อสู้กับ ชิโนะ

 

 

·      เทมาริ ต่อสู้กับ ชิกามารุ

 

 

ผลการต่อสู้

 

 

·      นารุโตะ ชนะ เนจิ

 

 

·      คันคุโร่สละสิทธิ์ทำให้ชิโนะชนะผ่านไป

 

 

·      ชิกามารุยอมแพ้เทมาริทำให้เทมาริชนะ

 

 

คู่ของกาอาระ กับ ซาสึเกะ

 

 

·      ซาสึเกะต่อสู้กับกาอาระอยู่นั้น จู่ๆก็มีเหตุร้ายเกิดขึ้น นินจาของซึนะได้ใช้คาถาทำให้ผู้คนหลับไหล นารุโตะเองก็หลับไปด้วย มีเพียงเหล่าโจนิน ซากุระและชิกามารุเท่านั้นที่คลายคาถาทัน คาคาชิสั่งให้ซาสึเกะไล่ตามกาอาระไป และบอกให้ซากุระคลายคาถาให้นารุโตะและชิกามารุที่แกล้งหลับ ทั้งสามตามซาสึเกะไปตามคำสั่งของคาคาชิ

 

 

·      การต่อสู้ระหว่างโฮคาเงะรุ่นที่ 3 กับ โอโรจิมารู พร้อมกับการต่อสู้ระหว่างนารูโตะกับกาอาระ ผลการต่อสู้ นารูโตะชนะกาอาระ โอโรจิมารูชนะโฮคาเงะรุ่นที่สาม โดยที่โฮคาเงะรุ่นที่ 3 ตายไปพร้อมกับผนึกวิชานินจาของโอโรจิมารู โดยทำให้โอโรจิมารูไม่สามารถใช้มือในการใช้วิชานินจาได้

 

 

[แก้]

 

 

การออกฝึกกระสุนวงจักรของนารูโตะ พร้อมกับการตามหาซึนาเดะมารับหน้าที่โฮคาเงะรุ่นที่ห้า

 

 

 ส่วนนี้ของบทความยังไม่สมบูรณ์ คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียได้โดยเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนนี้

 

 

นารูโตะและจิไรยะ เดินทางมาถึงแคว้นชา ที่ๆซึนาเดะอยู่ปัจจุบัน แม้จะเจอซึนาเดะแล้วก็ยังช้ากว่าโอโรจิมารุไปเพียงนิดเดียว โอโรจิมารุยื่นข้อเสนอบางอย่างให้ซึนาเดะ เมื่อจิไรยะบอกเหตุผลที่ตามหาตัวซึนาเดะว่า "ฉันมาตามเธอกลับไปรับตำแหน่งโฮคาเงะที่หมู่บ้าน" ซึนาเดะปฏิเสธทันที และพูดว่า "โฮคาเงะน่ะ งี่เง่ามีแต่คนบ้าที่อยากเป็น" ทำให้นารูโตะโมโหแล้วท้าประลองว่า ภายในหนึ่งอาทิตย์จะต้องเป็นฝึกกระสุนวงจักรให้สำเร็จให้ได้ ซึนาเดะได้พนันกับสร้อยคอเส้นสำคัญของเธอกับการเดิมพันในครั้งนี้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ซึนาเดะซึนาเดะแอบวางยาจิไรยะแล้วกลับไปหาโอโรจิมารุพร้อมกับบอกว่าจะรักษาให้ แต่คาบูโตะสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของซึนาเดะและช่วยโอโรจิมารุไว้ จิไรยะ ชิซึเนะและนารูโตะตามไปช่วยซึนาเดะ ในการต่อสู้ ซึนาเดะนึกถึงน้องชายและแฟนเมื่อเห็นนารูโตะต่อสู้ ทำให้เธอมีความกล้าขึ้นมา นารูโตะฝึกกระสุนวงจักรได้สำเร็จในการต่อสู้กับคาบูโตะ โอโรจิมารุพุ่งเป้าไปหาซึนาเดะกับนารูโตะหมายจะฆ่า แต่ซึนาเดะปกป้องนารูโตะไว้ และการต่อสู้ในครั้งนี้โอโรจิมารุยอมถอยไป ซึนาเดะกลับไปรับตำแหน่งโฮคาเงะที่หมู่บ้านโคโนะฮะและซึนาเดะยังได้ให้สร้อยที่พนันไว้ให้แก่นารุโตะ ก่อนจะเข้าโคโนฮะซึนาเดะก็บอกว่าจะหยุดพักก่อนแล้วอยู่ๆก็มีเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นคือมีคนตามมาทวงหนี้ซึนาเดะแถมยังคิดว่าห้องของนารุโตะเป็นห้องของซึนาเดะเลยเจอนารุโตะอัดซะน่วม และนารุโตะก็ได้ช่วยสองคนนั้นทวงหนี้ซึนาเดะแต่กลับต้องตกใจเพราะซึนาเดะคืนเงินให้ฝ่ายนู้นที่เป็นเพื่อนซี้ของเธอไปแล้ว พอกลับไปที่โคโนฮะ นารุโตะได้ให้ซึนาเดะไปรักษาคาคาชิให้ และไกได้ให้ซึนาเดะไปช่วยรักษาลี แต่ซึนาเดะบอกให้ลีนั้นเลิกเป็นนินจาซะ เพราะ ความปลอดภัยในการผ่าตัดของเขามีเพียง50%เท่านั้น นอกจากนี้โคโนฮะมารุผู้เป็นหลานชายของรุ่นสามยังไม่ยอมให้ซึนาเดะเป็นโฮคาเงะเพราะกลัวว่าทุกคนในหมู่บ้านจะลืมรุ่นสามแต่พอได้ยินสิ่งที่ซึนาเดะพูดปั้บของก็ยอมลดละแต่โดยดีเพราะคำพูดนั้นช่างเหมือนรุ่นสามที่เป็นปู่ของเขาจริงๆส่วนไกกับลีก็ระลึกถึงความหลังกันอยู่นี้คือสิ่งที่ลีต้องตัดสินใจเขาจะเข้ารับการผ่าตัดหรือไม่! นารุโตะได้คิดอะไรพิเรศขึ้นคือ การเห็นโฉมหน้าที่แท้จริง ตอนแรกๆนั้นซาซึเกะไม่ยอมร่วมมือพร้อมกับพูดว่า "ไร้สาระ" แต่พอนารุโตะยุยงได้ไม่กี่วินาทีเขาก็ตอบตกลงแถมคนที่คิดแผนการกลับเป็นคนซะส่วนมากเสียด้วย และได้ให้คาคาชิไปร้ายราเม้งด้วยอ้างว่าจะเลี้ยง พอคาคาชิถอดหน้ากากจะกินราเม้งเท่านั้นแหละพวกอิโนะก็โผล่มาอีก พอเห็นลุงร้านราเม้งกับป้าร้านราเม้งทำตาหวานหยดย้อยใส่คาคาชิยิ่งทำให้พวกเขาอยากเห็นใบหน้าของคาคาชิยิ่งขึ้นแถมยังมีคนที่แค้นคาคาชิเพราะคาคาชิไปยุ่งกับเขาตอนจีบสาวแถมยังควงสาวคนนั้นไปด้วยอีกสุดท้ายพวกนารุโตะก็ไม่ได้เห็นใบหน้าของคาคาชิอยู่ดี... ต่อมาซึนาเดะได้เรียกกลุ่มของนารุโตะไปพบเพื่อนจะให้ไปปกป้องคนของแคว้นชาในการวิ่งแข่งพอไปแค้วนชาปุ๊ปก็ต้องตกใจเพราะหมอนั้นคือคนที่มาจีบซากุระแน่นอนเขาเป็นคู่กัดกับนารุโตะ แถมยังให้พวกเขาจ่ายค่าดังโงะให้อีกโดยอ้างกับป้าเจ้าของร้านว่าพวกเขาจะจ่ายให้ และหมอนั้นยังวิ่งเร็วผิดมนุษย์อีกต่างหากแถมยังไม่ไว้ใจใครนอกจากท่านจิโรโจหัวหน้าวาซาบิเขาก็เป็นอีกคนที่มีอดีตแสนเจ็บปวดใจจนไม่กล้าไว้ใจใครอีกและเขาก็คืออดีตนินจาโคโนฮะเขาก็คือน้องชายของอิบิกิ

 

 

[แก้]

 

 

การต่อสู้กับสี่นินจา และการตามล่าซาซึเกะ

 

 

 ส่วนนี้ของบทความยังไม่สมบูรณ์ คุณสามารถช่วยวิกิพีเดียได้โดยเพิ่มเติมเนื้อหาในส่วนนี้

 

 

หลังจากการสอบจูนิน ซาสึเกะได้ถอนตัวจากหมู่บ้านเพื่อตามหาความแข็งแกร่งที่แท้จริง นารูโตะได้อาสาตามตัวซาซึเกะกลับมายังหมู่บ้าน ซึ่งเมื่อทั้งคู่ได้เจอกันเกิดการต่อสู้กันขึ้น นารูโตะหวังเพียงแต่ว่าจะพาซาซึเกะกลับไปโดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ ขณะที่ซาซึเกะต้องการตามหาความแข็งแกร่งที่แท้จริงเพื่อไปล้างแค้นให้ตระกูลอุจิวะ เมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลงซาซึเกะได้จากไป พร้อมทั้งทิ้งที่คาดหัว ไว้ให้กับนารูโตะที่แพ้สลบไป หลายวันต่อมานารูโตะฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาลและได้ออกไปฝึกวิชากับจิไรยะ และเป็นการสิ้นสุดของภาคแรก

 

 

[แก้]

 

 

ภาคเสริมในอะนิเมชัน ระหว่างภาคหนึ่งและภาคสองของหนังสือการ์ตูน

 

 

นอกเหนือจากที่มีในหนังสือการ์ตูน ทางสตูดิโอที่ผลิตอะนิเมชันของนารูโตะได้เพิ่มตอนพิเศษเข้าไปอีกอย่างน้อย 26 ตอน(ตามประกาศของทางสตูดิโอที่ผลิต) เริ่มต้นหลังจากที่ภารกิจตามล่าซาซึเกะกลับมาล้มเหลว เนื้อเรื่อง หรือภารกิจที่เพิ่มเติมขึ้นมามีดังต่อไปนี้ตามลำดับ

 

 

·      ภารกิจการตามล่าและการต่อสู้ระหว่าง มิซึกิ (อาจารย์ที่ปรากฏในตอนปฐมบทของนารูโตะ - ภายหลังไปฝักใฝ่โอโรจิมารู คล้ายกับซาซึเกะ) กับนารูโตะที่ร่วมมือกับอาจารย์อิรูกะ (ตอนที่ 142 - 147)

 

 

·      ภารกิจการตามล่าหาแมลงของทีมของฮินาตะ (นินจากลุ่ม 8) และการปะทะกันของตระกูลอะบุราเมะกับตระกูลแมลงอีกตระกูลชื่อคามิซึรุอิ (ตอนที่ 148 - 152)

 

 

·      ภารกิจกับกลุ่มของเนจิ การไปเยือนหมู่บ้านที่ตระกูลคุโรซึเกะ (หนึ่งในกลุ่มเจ็ดดาบนินจาแห่งคิริ) ที่มีการกดขี่ เมื่อทำผิดจะมีการฝังทั้งเป็น (อาจเรียกว่าเป็นงานศพของคนเป็น) เพื่อต่อสู้ปะทะกัน (ตอนที่ 153 - 157)

 

 

·      ภารกิจที่มอบให้รุ่นพี่ ๆ แห่งหมู่บ้านโคโคนฮะงาคุเระ (รุ่นของนารูโตะและร็อกลี) พาพวกรุ่นน้อง ๆ (รุ่นของโคโนฮะมารู) ไปฝึกวิชากัน (ตอนที่ 158)

 

 

·      ภารกิจการตามล่าตัวอาชญากรชื่อ โกซุนคุงิ ร่วมทีมกับคิบะและฮินาตะ (ตอนที่ 159 - ยังไม่จบ)

 

 

[แก้]

 

 

ภาคสอง

 

 

สองปีกว่าๆผ่านไป นารุโตะได้กลับมาที่หมู่บ้านโคโนะฮะพร้อมจิไรยะพร้อม นารุโตะได้ร่วมทีมกับคาคาชิและซากุระในฐานะนินจาโคโนะฮะด้วยกัน คา คาชิทดสอบฝีมือของทั้งสองโดยให้แย่งกระพรวน กติกาเหมือนครั้งแรกที่เจอกัน ทั้งนารุโตะและซากุระแย่งกระพรวนมาได้และฝากคำคมที่คาคาชิเคยพูดไว้ "นินจาต้องมองเบื้องหลังของเบื้องหลังให้ออก" หลังจากนั้นนารุโตะเจอชิกามารุและเทมาริที่กลับมาจากการติดต่อเรื่องการสอบจูนินจึงทักทายกัน ในระหว่างนั้นกลุ่มแสงอุษาได้ไปที่หมู่บ้านซึนะที่กาอาระได้เป็นคาเสะคาเงะของหมู่บ้าน แสงอุษาจับตัวกาอาระไปและคันคุโร่ได้ตามไปช่วยแต่พลาดโดนพิษของศัตรู โฮคาเงะรุ่นที่ 5 ได้สั่งภารกิจใหม่ให้พวกนารุโตะคือเดินทางไปหมู่บ้านซึนะงาคุเระดูสถานการณ์แล้วรายงานมายังโคโนะฮะ หลังจากนั้นให้ร่วมปฏิบัติการสนับสนุนซึนะงาคุเระภายใต้คำสั่งของพวกเขา ระหว่างทางทั้งสามเจอเทมาริและได้เดินทางไปพร้อมกัน ทันทีที่ไปถึงซากุระก็ช่วยแก้พิษให้คันคุโร่ได้ โฮคาเงะที่ 5 ได้สั่งให้กลุ่ม 8 คือ ครูไก ลี เนจิ และเท็นเท็นได้ตามพวกนารุโตะไปที่หมู่บ้านซึนะงาคุเระ ต่อมานารุโตะ ซากุระ ครูคาคาชิ และที่ปรึกษาโจของซึนะงาคุเระก็ไล่ตามกลุ่มแสงอุษาไป ระหว่างทางนั้นที่ปรึกษาโจได้เล่าถึงสัตว์หางและบอกว่าสัตว์ หางนั้นมีทั้งหมด 9 ตน โดยมีตั้งแต่ 1 หาง 2 หาง ไปจนถึง 9 หาง.... เมื่อแสงอุษารุตัวว่าโดนสกดรอยก็ให้อิทาจิกับคิซาเมะไปจัดการ คิซาเมะไปจัดการกลุ่มครูไก ส่วนอิทาจิไปจัดการครูคาคาชิ ผลการต่อสู้ทำให้คิซาเมะและอิทาจิพ่ายแพ้กลับไป

 

 

            ต่อมากลุ่มของไกเมื่อชนะคิซาเมะได้แล้วก้ได้ไปถึงหน้าถ้ำของกลุ่มแสงอุษาโดยมีกลุ่มของคาคาชิตามมาสมทบภายหลัง เมื่อทั้ง

 

 

สองกลุ่มมาถึงกัพบว่าไม่สามารถเข้าไปภายในถ้ำได้เนื่องจากมีคาถาผนึกทางเข้าไว้ กลุ่มไกจึงอาสาไปปลดผนึก และเมื่อปลดผนึกสำเร็จกลุ่มคาคาชิ ก้เข้าไปในภายถ้ำและได้พบกับไดอาระและซาโซริซึ่งนั่งทับร่างของกาอาระอยู่ นารุโตะเห็นเช่นนั้นจึงพยายามเข้าไปช่วยแต่ถูกคาคาชิห้ามไว้ จากนั้น ไดอาระจึงพาร่างของกาอาระหนีไป โดยมีนารุโตะและคาคาชิตามไป โดยทิ้งซากุระและที่ปรึกษาโจไว้กับซาโซริ ต่อมาโจและซากุระได้ต่อสู้กับซา โซริ ขณะที่ต่อสู้กันอยู่นั้นซาโซริได้บอกเรื่องเกี่ยวโอโรจิมารุให้ซากุระรู้ว่า ตนเองจะไปนัดพบกับโอโรจิมารุที่สะพานแห่งหนึ่งในอีก 7 วันข้างหน้า ต่อมาซาโซริก่อนพ่ายแพ้ให้กับซากุระ ส่วนนารุโตะและคาคาชิที่ตามไดอาระไปก้ได้ต่อสู้กัน โดยนารุโตะใช้พลังของจิ้งจอกเก้าหางเข้าสู้ และคาคาชิใช้เนตรวงแหวนแบบใหม่เข้าสู้เช่นกัน ผลปรากฎว่าไดอาระพ่ายแพ้และเสียแขนไปข้างหนึ่ง จากนั้นกลุ่มแสงอุษาที่เหลือจึงถอนตัวหนีไป ต่อมากลุ่มไกและกลุ่มคาคาชิก้มารวมตัวกันโดยนำร่างของกาอาระกลับมาด้วย เมื่อมาถึงก้พบว่ากาอาระนั้นได้ตายไปแล้ว นารุโตะรุ้เช่นนั้นจึงเสียใจมากที่ไม่สามารถช่วยอะไรกาอาระได้ ที่ปรึกษาโจเห็นถึงความลึกซึ้งระหว่างนารุโตะและกาอาระจึงตัดสินใจชุบชีวิตกาอาระขึ้นมาโดยเอาชีวิตตัวเองเข้าแลก กาอาระจึงฟื้น ขึ้นมาและได้กลับไปซึนะเช่นเดิม

 

 

รูปภาพของ sas14604

ดีครับ

 

รูปภาพของ sasrungtip

ยังไม่ผ่านจ๊ะ..................อ่านคำสั่งดีหรือยัง ดูตัวอย่างแล้วหรือยัง

รูปภาพของ sas 14506

เป็นไงบ้างครับ วันนี้จะมานำเสนอเรื่อง...

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หมายถึง การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของอากาศบนโลกสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอากาศบริเวณใกล้ผิวโลกและน้ำในมหาสมุทร ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นถึง 0.74 ± 0.18 องศาเซลเซียส และจากแบบจำลองการคาดคะเนภูมิอากาศพบว่าในปี พ.ศ. 2544 – 2643 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 1.1 ถึง 6.4 องศาเซลเซียส

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนก็เพราะว่าก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มขึ้นจากการทำกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการเผาผลาญถ่านหินและเชื้อเพลิง รวมไปถึงสารเคมีที่มีส่วนผสมของก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ใช้ และอื่นๆอีกมากมาย จึงทำให้ก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้ลอยขึ้นไปรวมตัวกันอยู่บนชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้รังสีของดวงอาทิตย์ที่ควรจะสะท้อนกลับออกไปในปริมาณที่เหมาะสม กลับถูกก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้กักเก็บไว้ ทำให้อุณหภูมิของโลกค่อยๆสูงขึ้นจากเดิม

ผลกระทบของภาวะโลกร้อนนั้นก็มีให้เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ สภาพลมฟ้าอากาศที่ผิดแปลกไปจากเดิม ภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุที่รุนแรง อากาศที่ร้อนผิดปกติจนมีคนเสียชีวิต รวมไปถึงโรคระบาดชนิดใหม่ๆ หรือโรคระบาดที่เคยหายไปจากโลกนี้แล้วก็กลับมาให้เราได้เห็นใหม่ และพาหะนำโรคที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น

ในอนาคตคาดว่าผลกระทบของภาวะโลกร้อนจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เราสามารถช่วยกันลดภาวะโลกร้อนได้หลายวิธี หลักๆก็เห็นจะเป็นการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าและประหยัด เพราะว่าพลังงานที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้กว่าจะมาถึงให้เราได้ใช้นั้น ต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนในการผลิตมากมาย และแต่ละขั้นตอนก็จะทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกขึ้นมา เพราะฉะนั้นการลดใช้พลังงานก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ เช่น การปิดไฟเมื่อไม่ได้ใช้ การใช้น้ำอย่างประหยัด การใช้จักรยานแทนรถยนต์ในการเดินทางใกล้ๆ และอื่นๆอีกมากมาย

การปลูกต้นไม้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ อย่างที่เรารู้กันดีว่าในเวลากลางวัน ต้นไม้นั้นจะช่วยหายใจเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป และหายใจออกมาเป็นก๊าซออกซิเจน เปรียบเสมือนเครื่องฟอกอากาศให้กับโลกของเราโดยแท้ แต่ทว่าปัจจุบันป่าไม้ถูกทำลายและมีจำนวนลดลงไปอย่างมาก ฉะนั้นถ้าเราทุกคนช่วยกันปลูกต้นไม้ ก็เหมือนกับช่วยเพิ่มเครื่องฟอกอากาศให้กับโลกของเรา

รูปภาพของ sasrungtip

ยังไม่ผ่านจ๊ะ..................อ่านคำสั่งดีหรือยัง ดูตัวอย่างแล้วหรือยัง

รูปภาพของ sas14588
เวลาที่ซื้อต้นกุหลาบมาปลูก ก็ให้เอาออกจากกระถาง อย่าทำรากขาดมาก แล้วนำต้นมาปลูกใหม่ โดยใช้ดินผสมที่มีขายทั่วไปหรือจะผสมเองก็ได้
ถ้า จะผสมเองก็หาทราย ขุยมะพร้าว และปุ๋ยคอกอย่างละหนึ่งส่วนคลุกเคล้าให้เข้ากัน ก็จะได้ดินผสมชั้นหนึ่ง พร้อมทั้งรดน้ำให้ชุ่ม ถ้าเราดูแลสม่ำเสมอ เพียงไม่นานดอกกุหลาบก็จะบานออกมาให้เห็นสีสันที่สวยงาม
ส่วนในกรณีที่ เราจะปลูกดอกกุหลาบในกระถาง จะเห็นว่าเมื่อปลูกไปนานๆปริมาณดอกไม่สม่ำเสมอ เราก็ควรถอนต้นกุหลาบออกมาแล้วใช้มือปาดดินออกให้มากที่สุด จากนั้นเปลี่ยนใส่กระถางที่ใหญ่กว่าเดิม โดยใช้ดินผสมใหม่เป็นวัสดุในการปลูก เพราะต้นกุหลาบจะได้อาหารจากดินใหม่ทำให้ต้นเจริญงอกงามดี

สิ่งที่ควร กระทำอีกอย่างคือ การตัดแต่งกิ่งให้โปร่งและอย่ารดน้ำมาก เดี่ยวจะทำให้ต้นไม่แข็งแรงและรากเน่าตายได้ ทางที่ดีควรตั้งกระถางให้ได้รับแสงแดดมากที่สุด นอกจากนี้ควรใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์สูตร 15-15-15 เดือนละครั้งกับกระถางเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ครั้งละครึ่งช้อนชา แต่อย่าใส่มากกว่านี้จะเป็นอันตรายได้

กุหลาบเป็นราชินีแห่งอุทยาน ดังนั้น ผู้ที่เหมาะจะลงมือปลูกกุหลาบ ก็ควรจะเป็นสุภาพสตรี เพราะมีความอ่อนโยน และงดงามเหมือนดอกกุหลาบ
             ควรปลูกกุหลาบไว้ทางทิศตะวันออก เพราะต้นกุหลาบจะเจริญงอกงามให้ดอกที่มีสีสันสดสวย เมื่อได้รับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า
             วัน พุธ เป็นวันที่เหมาะจะลงมือปลูกกุหลาบที่สุด เพราะคนโบราณเชื่อว่า ต้นไม้ที่ให้ดอกสวยงามเพิ่มเสน่ห์แก่บ้านเรือนนั้น ควรปลูกในวันพุธ
             ต้นไม้จึงจะมีพลังในการเพิ่มสิริมงคลให้แก่ครอบครัว

บันทึกการเข้า

-- สอบถามเพิ่มเติมได้นะ --
รูปภาพของ sasrungtip

ยังไม่ผ่านจ๊ะ..................อ่านคำสั่งดีหรือยัง ดูตัวอย่างแล้วหรือยัง

รูปภาพของ sas 14613

ถ้าเอ่ยชื่อ "สุนทรภู่" เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักกวีชาวไทยที่มีชื่อเสียงก้องโลก โดยเฉพาะกลอนนิทานเรื่อง "พระอภัยมณี" จนได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ด้านงานวรรณกรรม  หรือ “มหากวีแห่งรัตนโกสินทร์" หรือ “เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย" และคงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า "วันที่ 26 มิถุนายน" ของทุกปีคือ "วันสุนทรภู่" ซึ่งมักจะมีการจัดนิทรรศการ ประกวดแต่งคำกลอน เพื่อแสดงถึงการรำลึกถึง เพราะฉะนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงไม่พลาด ขอพาไปเปิดประวัติ "วันสุนทรภู่" ให้มากขึ้นค่ะ...

ชีวประวัติ "สุนทรภู่"

          สุนทรภู่ กวีสำคัญสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เกิดวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลา 2 โมงเช้า หรือตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 เวลา 8.00 น. นั่นเอง ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ บริเวณด้านเหนือของพระราชวังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) บิดาของท่านเป็นชาวกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ชื่อพ่อพลับ ส่วนมารดาเป็นชาวเมืองฉะเชิงเทรา ชื่อแม่ช้อย สันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง เชื่อว่าหลังจากสุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าร้างกัน บิดาออกไปบวชอยู่ที่วัดป่ากร่ำ ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง อันเป็นภูมิลำเนาเดิม ส่วนมารดาได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ดังนั้น สุนทรภู่จึงได้อยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งสุนทรภู่ยังมีน้องสาวต่างบิดาอีกสองคน ชื่อฉิมและนิ่ม อีกด้วย

          "สุนทรภู่" ได้รับการศึกษาในพระราชวังหลังและที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน ในกรมพระคลังสวน แต่ไม่ชอบทำงานอื่นนอกจากแต่งบทกลอน ซึ่งสามารถแต่งได้ดีตั้งแต่ยังรุ่นหนุ่ม เพราะตั้งแต่เยาว์วัยสุนทรภู่มีนิสัยรักแต่งกลอนยิ่งกว่างานอื่น ครั้งรุ่นหนุ่มก็ไปเป็นครูสอนหนังสืออยู่ที่วัดศรีสุดารามในคลองบางกอกน้อย ได้แต่งกลอนสุภาษิตและกลอนนิทานขึ้นไว้ เมื่ออายุราว 20 ปี

          ต่อมาสุนทรภู่ลอบรักกับนางข้าหลวงในวังหลังคนหนึ่ง ชื่อแม่จัน ซึ่งเป็นบุตรหลานผู้มีตระกูล จึงถูกกรมพระราชวังหลังกริ้วจนถึงให้โบยและจำคุกคนทั้งสอง แต่เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. 2349 จึงมีการอภัยโทษแก่ผู้ถูกลงโทษทั้งหมดถวายเป็นพระราชกุศล หลังจากสุนทรภู่ออกจากคุก เขากับแม่จันก็เดินทางไปหาบิดาที่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ชื่อ “พ่อพัด” ได้อยู่ในความอุปการะของเจ้าครอกทองอยู่ ส่วนสุนทรภู่กับแม่จันก็มีเรื่องระหองระแหงกันเสมอ จนภายหลังก็เลิกรากันไป 

          หลังจากนั้น สุนทรภู่ ก็เดินทางเข้าพระราชวังหลัง และมีโอกาสได้ติดตามพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ในฐานะมหาดเล็ก ตามเสด็จไปในงานพิธีมาฆบูชา ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2350 และเขาก็ได้แต่ง “นิราศพระบาท” พรรณนาเหตุการณ์ในการเดินทางคราวนี้ด้วย และหลังจาก “นิราศพระบาท” ก็ไม่ปรากฏผลงานใดๆ ของสุนทรภู่อีกเลย 

รูปภาพของ sasrungtip

ยังไม่ผ่านจ๊ะ..................อ่านคำสั่งดีหรือยัง ดูตัวอย่างแล้วหรือยัง

รูปภาพของ sas14593

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนา พุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานนับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นศาสดาของตนเหมือนกันแต่รายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน ฝ่ายเถรวาทให้ความสำคัญกับพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันคือพระโคตมพุทธเจ้า และกล่าวถึงพระพุทธเจ้าในอดีตกับในอนาคตบ้างแต่ไม่ให้ความสำคัญเท่า ฝ่ายมหายานนับถือพระพุทธเจ้าของฝ่ายเถรวาททั้งหมดและมีการสร้างพระพุทธเจ้าเพิ่มเติมขึ้นมาจนบางองค์มีลักษณะคล้ายเทพเจ้าของศาสนาฮินดู

ตามคัมภีร์ฝ่ายพุทธ ถือกันว่า พระพุทธเจ้า (พระโคตมพุทธเจ้า) พระองค์ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ระหว่าง 80 ปีก่อนพุทธศักราช จนถึงเริ่มพุทธศักราชซึ่งเป็นวันปรินิพพาน ตรงกับ 543 ปีก่อนคริสตกาลตามตำราไทยอ้างอิงปฏิทินสุริยคติไทยและปฏิทินจันทรคติไทย และ 483 ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินสากล

เนื้อหา

[ซ่อน]

[แก้] ความหมายของคำว่าพุทธะ

ในพระพุทธศาสนา พุทธะ (ภาษาบาลี พุทฺธ แปลว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน") หมายถึงบุคคลผู้ตรัสรู้อริยสัจ 4 แล้วอย่างถ่องแท้ ในชั้นอรรถกถา จำแนกพุทธะออกเป็น 3 จำพวกด้วยกันได้แก่

  1. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางทีเรียกเพียง "พระพุทธเจ้า" คือบุคคลที่ตรัสรู้ด้วยตนเองและสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม ตามคัมภีร์ฝ่ายพุทธนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ (พระโคตมพุทธเจ้า) เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
  2. พระปัจเจกพุทธะ,อีกอันหนึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้า(อ่านว่า พระ-ปัด-เจก-กะ-พุด-ทะ-เจ้า) คือบุคคลที่ตรัสรู้ด้วยตนเอง แต่มิได้สอนให้ผู้อื่นรู้ตาม
  3. อนุพุทธะ คือบุคคลที่ตรัสรู้เนื่องด้วยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ผู้ที่ตรัสรู้ด้วยด้วยเหตุนี้เรียกว่า พระสาวก

ในอรรถกถาบางแห่งจำแนกเป็น 4 ดังนี้

  1. พระสัพพัญญูพุทธะ (พระสัมมาสัมพุทธเจ้า)
  2. ปัจเจกพุทธะ
  3. จตุสัจจพุทธะ (สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ได้บรรลุอรหัตตผล)
  4. สุตพุทธะ (ผู้เป็นพหูสูตร) เลขที่ 15
รูปภาพของ sas14611

 images/stories/images_step_farmer.jpg
 

1.การเตรียมพันธุ์ข้าว

 เมื่อนำเมล็ดข้าวไปเพาะให้งอก โดยแชน้ำนานประมาณ  1-2  ชั่วโมง   แล้วนำเมล็ดขึ้นจากน้ำและเก็บไว้ในที่ที่ม ีความชื้นสูงเมล็ด  จะงอก ภายใน 48 ชั่วโมง จึงนำเมล็ดที่เริ่มงอกเหล่านี้ไปปลูกในดินที่เปียก  ส่วนที่เป็นรากจะเจริญเติบโตลึกลงไปในดิน ส่วนที่เป็น  ยอดก็จะสูงขึ้นเหนือผิวดินแล้วเปลี่ยนเป็นใบ ต้นข้าวเล็กๆนี้เรียกว่า “ต้นกล้า” หลังจากต้นกล้ามีอายุ ประมาณ 40 วัน จะมีหน่อใหม่เกิดขึ้นโดยเจริญเติบโตออกจากตา บริเวณโคนต้น ต้นกล้าแต่ละต้นสามารถแตกหน่อใหม่ประมาณ  5-15 หน่อ  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธ์ ข้าวระยะปลูก และความอุดมสมบูรณ์ของดิน แต่หน่อต้นกล้าให้ร่วงข้าวหนึ่งรวง แต่รวงข้าวมีเมล็ดข้าวประมาณ 100-200 เมล็ด
โดยปกติต้นข้าวที่โตเต็มที่แล้วจะมีความสูงจากพื้นดินถึงปลายรวงที่สูงที่สุดประมาณ100-200 เซนติเมตรซึ่งแตกต่างไปตามพันธุ์  ข้าว ตลอดจนถึงความอุดมสมบูรณ์ของดินและความลึกของน้ำ
 
   
 
2.การปลูกข้าว
   วิธีการปลูกข้าวหรือการทำนาในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 3 วิธี ดังนี้
 
2.1 การปลูกข้าวไร่ หมายถึง การปลูกข้าวบนที่ดอนไม่มีน้ำขังในพื้นที่ปลูก ชนิดของข้าวที่ปลูกเรียกว่า “ข้าวไร่” พื้นที่ดอนส่วนมาก
  เช่น ภูเขา มักจะไม่มีระดับ คือ สูงๆต่ำๆ จึงไม่สามารถไถเตรียมดิน และปรับระดับดินได้ง่ายๆ เหมือนกับพื้นที่ราบ เพราะฉะนั้น ชาวนามักปลูกข้าวแบบหยอด โดยขั้นแรกทำการตัดหญ้าและต้นไม้เล็กออก แล้วจึงทำความสะอาดพื้นที่ที่จะปลูก แล้วใช้หลักไม้ปลาย แหลมเจาะดินเป็นหลุม ปกติจะต้องหยอดพันธุ์ข้าวทันที่หลังจากที่เจาะหลุม และหลังจากหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว แล้วจะใช้เท้ากลบดินปากหลุม เมื่อฝนตกหรือเมื่อเมล็ดได้รับความชื้นจากดิน เมล็ดจะงอกและเจริญเติบโตเป็นต้นข้าว เนื่องจากที่ดอนไม่มีน้ำขัง และไม่มี การชลประทาน การปลูกข้าวไร่จึงต้องใช้น้ำฝนเพียงอย่างเดียว พื้นที่ปลูกข้าวไร่จะแห้งและขาดน้ำทันที่เมื่อสิ้นหน้าฝน ดังนั้นการ
  ปลูกข้าวไร่จึงต้องใช้พันธุ์ที่มีอายุเบา โดยปลูกในต้นฤดูฝนและแก่เก็บเกี่ยวได้ในปลายฤดูฝน ดังนั้นการปลูกข้าวไร่ชาวนาจะต้องหมั่น กำจัด วัชพืช เพราะที่ดอนมักจะมีวัชพืชมากกว่าที่ลุ่ม พื้นที่ที่ปลูกข้าวไร่ในประเทศไทยมีจำนวนน้อยและปลูก มากในภาคเหนือและภาคใต้ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางปลูกข้าวไร่น้อยมาก

   

 
 2.2 การปลูกข้าวนาดำ หรือเรียกว่า การปักดำ ซึ่งวิธีการปลูกแบ่งเป็นสองตอน ตอนแรกได้แก่การตกกล้าในแปลขนาดเล็ก และตอน ที่สองได้แก่การถอนต้นกล้านำไปปักดินในนาผืนที่ใหญ่ ดังนั้น การปลูกแบบปักดำอาจเรียกว่า Indirect Seeding ซึ่งต้องเตรียม ดินที่ดีกว่าการปลูกข้าวไร่ ซึ่งมีการไถดะ การไถแปร และการคราด ปกติการไถและคราดในนาดำมักจะใช้แรงวัวควาย หรือแทรก เตอร์ขนาดเล็กที่เรียกว่า ควายเหล็ก หรือไถยนต์เดินตาม ทั้งนี้เป็นเพราะพื้นที่นาดำมีคันนาแบ่งกั้นออกเป็นแปลงเล็กๆ ขนาดแปลงละ 1 ไร่ หรือเล็กกว่า คันนามีไว้เพื่อกักเก็บน้ำ ปล่อยน้ำทิ้งจากแปลงนา นาดำจึงมีการบังคับน้ำในนาไว้ได้บ้างพอสมควร การไถดะ
  หมายถึง การถครั้งแรกเพื่อทำลายวัชพืชในนาและพลิกกลับหน้าดิน แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงทำการไถแปรซึ่งหมายถึงการไถตัดกับรอยไถดะ การไถแปรอาจไถมากกว่าหนึ่งครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับน้ำในนาตลอดจนถึงชนิดและปริมาณของวัชพืช เมื่อไถแปรแล้วทำการคราดได้ทันที การคราดก็คือการคราดเอาวัชพืชออกจากผืนนา และปรับพื้นที่นาให้ได้ระดับเป็นที่ราบเสมอกัน ด้วยพื้นที่นาที่มีระดับเป็นที่ราบจะทำให้ต้นข้าวได้รับน้ำเท่าๆกัน และสะดวกต่อการไขน้ำเข้าออก
 

การปักดำ คือการนำต้นกล้าที่ถอนขึ้นจากแปลงแล้วมัดรวมกันเป็นมัดๆ จะต้องสลัดดินโคลนที่รากออก แล้วนำไปปักดำในพื้นที่นา ที่ได้เตรียมไว้ ถ้าต้นกล้าสูงมากก็ตัดปลายใบทิ้ง พื้นที่นาที่ใช้ปักดำควรมีน้ำขังอยู่ประมาณ 5-10 เซนติเมตร เพราะต้นข้าว อาจถูกลมพัดจนพับลงได้เมื่อนานั้นไม่มีน้ำขังอยู่เลย ถ้าระดับน้ำในนั้นลึกมากต้นข้าวที่ปักดำอาจจมน้ำในระยะแรก และ ข้าวจะต้องยืดต้น มากกว่าปกติ จนผลให้แตกกอน้อย การปักดำที่ได้ผลผลิตสูงจะต้องปักดำให้เป็นแถวเป็นแนว และมีระยะห่างระหว่างกอมากพอสมควร

 
 
 
 
 

การหว่านคราดกลบหรือไถกลบ ชาวนาจะทำการไถดะและไถแปร แล้วจึงนำเมล็ดที่ยังไม่ได้เพาะ ให้งอกหว่านลงไปทันทีแล้ว คราด หรือไถเพื่อกลบเมล็ดที่หว่านลงไปอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากดินมี ความชื้นอยู่แล้วเมล็ดจะเริ่ม งอกทันทีหลังจากหว่านลงดิน การ ตั้งตัว ของต้นกล้าจะตั้งตัวดีกว่า การหว่านสำรวย เพราะเมล็ดที่หว่านถูกกลบฝังลึกลงในดิน

การหว่านน้ำตม การหว่านแบบนี้นิยมใช้ในพื้นที่มีน้ำขังประมาณ 3-5 เซนติเมตร และพื้นที่นา เป็นผืนใหญ่ขนาด ประมาณ 1-2 ไร่มีคันนากั้นเป็นแปลงการเตรียมดินทำเหมือนกับการเตรียม ดินสำหรับนาดำ ซึ่งมีการไถดะ ไถแปร และคราดเพื่อเก็บวัชพืชออก จากพื้นนาแล้วจึงทิ้งให้ดิน ตกตะกอนจนเห็นว่าน้ำใส จึงนำเมล็ดพันธุ์ที่เพาะให้งอกแล้วหว่านลงนาและไขน้ำออก เมล็ดจะเจริญเติบโตเป็นต้นข้าวและเจริญเติบโตอย่างข้าวอื่นๆ ตามปกติการหว่านแบบนี้นิยมทำกันใน ท้องที่จังหวัดฉะเชิงเทราที่ทำการปลูกข้าวนาปรัง

 
3. การดูแลรักษา ในระหว่างการเจริญเติบโตของต้นข้าว ตั้งแต่การหยอดเมล็ด การหว่านเมล็ด การปักดำต้นข้าวต้องการน้ำและปุ๋ยสำหรับการเจริญเติบโต ในระหว่างนี้ต้นข้าวอาจถูกโรคและแมลงศัตรูข้าวหลายชนิดเข้าทำลายต้นข้าว โดยทำให้ต้นข้าว แห้ง ตายหรือผลผลิตต่ำและคุณภาพเมล็ดไม่ได้มาตราฐาน เพาะฉะนั้นนอกจากจะมีวิธีการปลูกที่ดีแล้วจะต้องมีวิธีการดูแลที่ดีอีกด้วย ทั้งการกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยและพ่นยาเคมี เพื่อป้องกันและกำจัดโรคแมลงศัตรูที่อาจเกิดระบาดขึ้นได้
 
   
 
3. การดูแลรักษา ในระหว่างการเจริญเติบโตของต้นข้าว ตั้งแต่การหยอดเมล็ด การหว่านเมล็ด การปักดำต้นข้าวต้องการน้ำและปุ๋ย สำหรับการเจริญเติบโต ในระหว่างนี้ต้นข้าวอาจถูกโรคและแมลงศัตรูข้าวหลายชนิดเข้าทำลายต้นข้าว โดยทำให้ต้น ข้าวแห้ง ตายหรือผลผลิตต่ำและคุณภาพเมล็ดไม่ได้มาตราฐาน เพาะฉะนั้นนอกจากจะมีวิธีการปลูกที่ดีแล้วจะต้องมีวิธีการดูแลที่ดีอีกด้วย ทั้งการกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยและพ่นยาเคมี เพื่อป้องกันและกำจัดโรคแมลงศัตรูที่อาจเกิดระบาดขึ้นได้
 
4. การเก็บเกี่ยว สามารถทำได้ในสัปดาห์ที่สี่หลังจากข้าวออกดอกแล้วประมาณ 28-30 วัน ชาวนภาคเหนือ ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ และภาคกลางใช่เคียวสำหรับเกี่ยวข้าวที่ละหลายๆ รวง ส่วนชาวนสภาคใต้ใช้แกระสำหรับเกี่ยวข้าวทีละรวง เคียว ที่ใช้เกี่ยวข้าวมี 2 ชนิด   ได้แก่ เคียวนาสวน และเคียวนาเมือง เคียวนาสวนเป็นเคียวกว้าง ใช้สำหรับเกี่ยวข้าวนาสวนที่ปลูกไว้แบบปักดำ ส่วนเคียวนาเมืองเป็นเคียววงแคบและมีด้ามยาวกว่าเคียวนาสวน เคียวนาเมืองใช้เกี่ยวข้าวนาเมืองที่ปลูกไว้แบบหว่านข้าว ที่เกี่ยวด้วยเคียวไม่จำเป็นต้องมีคอรวงยาว เพราะข้าวที่ถูกเกี่ยวมาจะถูกมัดเป็นกำๆ ส่วนข้าวที่ถูก เกี่ยวด้วยแกระจำเป็น ต้องมีคอ รวงยาวเพราะชาวนาต้องเกี่ยวรวงที่ละรวงแล้วมัดเป็นกำๆ ข้าวที่ถูกเกี่ยวด้วยแกระชาวนาจะเก็บไว้ในยุ้งฉางซึ่งโปร่ง มีอากาศ ถ่ายเทได้สะดวก และจะทำการนวดเมื่อต้องการขายหรือต้องการสีเป็นข้าวสาร ข้าวที่เกี่ยวด้วยเคียวซึ่งปลูกไว้แบบปักดำ ชาวนา จะทิ้งไว้ในนาบนตอซังเพื่อตากแดดให้แห้งเป็นเวลา 3-5 วัน สำหรับข้าวที่ปลูกแบบหว่านพื้นที่นาจะแห้งในระยะเก็บเกี่ยว ข้าวจึงแห้งก่อนเก็บเกี่ยว ข้าวที่เกี่ยวแล้วจะถูกกองทิ้งไว้บนพื้นที่นาเป็นรูปต่างๆ กันเป็นเวลา 5-7 วัน เช่น รูปสามเหลี่ยม แล้วจึงนำมาที่ลาน นวด ข้าวที่นวดแล้วจะถูกนำไปเก็บในยุ้งฉางหรือส่งไปขายที่โรงสีทันทีก็ได้
 
   
 

5. การนวดข้าว หมายถึงการนำเมล็ดข้าวออกจากรวงและทำความสะอาด เพื่อแยกเมล็ดข้าวลีบและเศษฟางออก เหลือไว้เฉพาะเมล็ด ข้าวเปลือกที่ต้องการเท่านั้น ซึ่งการนวดข้าวสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การนวดข้าวโดยใช้แรงสัตว์ (วัว ควาย) การนวดแบบฟาดกำข้าว การนวดแบบใช้เครื่องทุ่นแรง (เครื่องหมุนตีร่วงข้าว) และการนวกแบบใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ (คอมไบน์)โดยเริ่มจากการ นำข้าวที่เกี่ยวจากนาไปกองไว้ที่ลานสำหรับนวดข้าว การกองข้าวมีหลายวิธี แต่หลักสำคัญคือการกองข้าวจะต้องเป็นระเบียบ ถ้ากอง
ม่เป็นระเบียบมัดข้าวะอยู่สูงๆ ต่ำๆ ทำให้เมล็ดข้าวได้รับความเสียหายและคุณภาพต่ำ โดยปกติแล้วจะกองเป็นวกลม หลังจากข้าวนวดแล้ว ชาวนามักจะที่ตากข้าวให้แห้งเป็นเวลา 5-7 วัน เพื่อลดความชื้นในเมล็ดข้าว ข้าวที่เกี่ยวใหม่ๆ มีความชื้นประมาณ 20-25% หลังจากตากแล้วเมล็ดข้าวจะมีความชื้นเหลือประมาณ 13-15% เมล็ด

6. การทำความสะอาดเมล็ด เมล็ดข้าวที่ได้จากการนวดมักมีสิ่งเจือปน เช่น ดิน กรวด ทราย เมล็ดลีบฟางข้าวทำให้ขายได้ราคาต่ำฉะนั้นชาวนาจะทำความสะอาดเมล็ดก่อนที่จะนำข้าวเปลือกเก็บเข้ายุ้งฉางหรือขายให้พ่อค้า การทำความสะอาดเมล็ด หมายถึงการนำข้าวเปลือกออกจากสิ่งเจือปนอื่นๆ ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การสาดข้าว การใช้กระด้งฝัด และการใช้เครื่องฝัด

7. การตากข้าว เพื่อรักษาคุณภาพเมล็ดข้าวให้ได้มาตราฐานเป็นเวลานานๆ หลังจากนวดและทำความ สะอาดเมล็ดข้าวแล้ว จำเป็นต้องนำข้าวเปลือกไปตากอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะนำไปเก็นในยุ้งฉาง เพื่อให้ข้าวเปลือกแห้งและมีความชื้นประมาณ 13-15% เมล็ดข้าวในยุ้งที่มีความชื้นสูงกว่านี้จะทำให้เกิดความร้อนสูงจนคุณภาพข้าวเสื่อม และอาจทำให้เชื้อราติดมากับเมล็ดและขยายพันธ์ทำลายเมล็ดข้าวเปลือกได้เป็นจำนวนมาก การตากข้าวควรตากบนลานที่สามารถแผ่กระจายเมล็ดข้าวให้ได้รับ แสงโดยทั่วถึง กันควร ตากแดดนานประมาณ 3-4 แดด ในต่างประเทศใช้เครื่องอบข้าวเพื่อลดความชื้นในเมล็ดข้าวเรียกว่า Drier โดยให้เมล็ดข้าวผ่าน
อากาศร้อน

รูปภาพของ sas14561

ประวัติตะกร้อ ในการค้นคว้าหาหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดการกีฬาตะกร้อในอดีตนั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้อย่างชัดเจนว่ากีฬาตะกร้อนั้นกำเนิดจากที่ใด จากการสันนิษฐานคงจะได้หลายเหตุผลดังนี้


ประเทศพม่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 พม่ามาตั้งค่ายอยู่ที่โพธิ์สามต้น ก็เลยเล่นกีฬาตะกร้อกัน ซึ่งทางพม่าเรียกว่า "ชิงลง"

ทางมาเลเซียก็ประกาศว่า ตะกร้อเป็นกีฬาของประเทศมาลายูเดิมเรียกว่า ซีปักรากา (Sepak Raga) คำว่า Raga หมายถึง ตะกร้า

ทางฟิลิปปินส์ ก็นิยมเล่นกันมานานแล้วแต่เรียกว่า Sipak

ทางประเทศจีนก็มีกีฬาที่คล้ายกีฬาตะกร้อแต่เป็นการเตะตะกร้อชนิดที่เป็นลูกหนังปักขนไก่ ซึ่งจะศึกษาจากภาพเขียนและพงศาวดารจีน ชาวจีนกวางตุ้งที่เดินทางไปตั้งรกรากในอเมริกาได้นำการเล่นตะกร้อขนไก่นี้ไปเผยแพร่ แต่เรียกว่าเตกโก (Tek K'au) ซึ่งหมายถึงการเตะลูกขนไก่

ประเทศเกาหลี ก็มีลักษณะคล้ายกับของจีน แต่ลักษณะของลูกตะกร้อแตกต่างไป คือใช้ดินเหนียวห่อด้วยผ้าสำลีเอาหางไก่ฟ้าปัก

ประกาศไทยก็นิยมเล่นกีฬาตะกร้อมายาวนาน และประยุกต์จนเข้ากับประเพณีของชนชาติไทยอย่างกลมกลืนและสวยงามทั้งด้านทักษะและความคิด
 
ประวัติตะกร้อในประเทศไทย

ในสมัยโบราณนั้นประเทศไทยเรามีกฎหมายและวิธีการลงโทษผู้กระทำความผิด โดยการนำเอานักโทษใส่ลงไปในสิ่งกลมๆที่สานด้วยหวายให้ช้างเตะ แต่สิ่งที่ช่วยสนับสนุนประวัติของตะกร้อได้ดี คือ ในพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาของรัชกาลที่ 2 ในเรื่องมีบางตอนที่กล่าวถึงการเล่นตะกร้อ และที่ระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเขียนเรื่องรามเกียรติ์ ก็มีภาพการเล่นตะกร้อแสดงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้
โดยภูมิศาสตร์ของไทยเองก็ส่งเสริมสนับสนุนให้เราได้ทราบประวัติของตะกร้อ คือประเทศของเราอุดมไปด้วยไม้ไผ่ หวายคนไทยนิยมนำเอาหวายมาสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการละเล่นพื้นบ้านด้วย อีกทั้งประเภทของกีฬาตะกร้อในประเทศไทยก็มีหลายประเภท เช่น ตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง ตะกร้อชิงธงและการแสดงตะกร้อพลิกแพลงต่างๆ ซึ่งการเล่นตะกร้อของประเทศอื่นๆนั้นมีการเล่นไม่หลายแบบหลายวิธีเช่นของไทยเรา
การเล่นตะกร้อมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาตามลำดับทั้งด้านรูปแบบและวัตถุดิบในการทำจากสมัยแรกเป็นผ้า, หนังสัตว์, หวาย, จนถึงประเภทสังเคราะห์ (พลาสติก)

ความหมาย

คำว่าตะกร้อ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้คำจำกัดความเอาไว้ว่า "ลูกกลมสานด้วยหวายเป็นตา สำหรับเตะ"

วิวัฒนาการการเล่น

การเล่นตะกร้อได้มีวิวัฒนาการในการเล่นมาอย่างต่อเนื่อง ในสมัยแรกๆ ก็เป็นเพียงการช่วยกันเตะลูกไม่ให้ตกถึงพื้นต่อมาเมื่อเกิดความชำนาญและหลีกหนีความจำเจ ก็คงมีการเริ่มเล่นด้วยศีรษะ เข่า ศอก ไหล่ มีการจัดเพิ่มท่าให้ยากและสวยงามขึ้นตามลำดับ จากนั้นก็ตกลงวางกติกาการเล่นโดยเอื้ออำนวยต่อผู้เล่นเป็นส่วนรวม อาจแตกต่างไปตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ แต่คงมีความใกล้เคียงกันมากพอสมควร
ตะกร้อนั้นมีมากมายหลายประเภท เช่น
- ตะกร้อข้ามตาข่าย
- ตะกร้อลอดบ่วง
- ตะกร้อพลิกแพลงเป็นต้น
เมื่อมีการวางกติกาและท่าทางในการเล่นอย่างลงตัวแล้วก็เริ่มมีการแข่งขันกันเกิดขึ้นในประเทศไทยตาม

ประวัติตะกร้อตั้งแต่อดีตที่ได้บันทึกไว้ดังนี้

พ.ศ. 2472 กีฬาตะกร้อเริ่มมีการแข่งขันครั้งแรกภายในสมาคมกีฬาสยาม
พ.ศ. 2476 สมาคมกีฬาสยามประชุมจัดร่างกติกาในการแข่งขันกีฬาตะกร้อข้ามตาข่ายและเปิดให้มีการแข่งขันในประเภทประชาชนขึ้นเป็นครั้งแรก
พ.ศ. 2479 ทางการศึกษาได้มีการเผยแพร่จัดฝึกทักษะในโรงเรียนมัธยมชายและเปิดให้มีแข่งขันด้วย
พ.ศ. 2480 ได้มีการประชุมจัดทำแก้ไขร่างกฎระเบียบให้สมบูรณ์ขึ้น โดยอยู่ในความควบคุมดูแลของ เจ้าพระยาจินดารักษ์ และกรมพลศึกษาก็ได้ออกประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ
พ.ศ. 2502 มีการจัดการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 1 ขึ้นที่กรุงเทพฯ มีการเชิญนักตะกร้อชาวพม่ามาแสดงความสามารถในการเล่นตะกร้อพลิกแพลง
พ.ศ. 2504 กีฬาแหลมทองครั้งที่ 2 ประเทศพม่าได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขัน นักตะกร้อของไทยก็ได้ไปร่วมแสดงโชว์การเตะตะกร้อแบบพลิกแพลงด้วย
พ.ศ. 2508 กีฬาแหลมทองครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ได้มีการบรรจุการเตะตะกร้อ 3 ประเภท เข้าไว้ในการแข่งขันด้วยก็คือ
- ตะกร้อวง
- ตะกร้อข้ามตาข่าย
- ตะกร้อลอดบ่วง
อีกทั้งมีการจัดประชุมวางแนวทางด้านกติกาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อสะดวกในการเล่นและการเข้าใจของผู้ชมในส่วนรวมอีกด้วย
พอเสร็จสิ้นกีฬาแหลมทองครั้งที่ 3 กีฬาตะกร้อได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก บทบาทของประเทศมาเลเซียก็เริ่มมีมากขึ้น จากการได้เข้าร่วมในการประชุมตั้งกฎกติกากีฬาตะกร้อประเภทข้ามตาข่าย หรือที่เรียกว่า "เซปักตะกร้อ" และส่งผลให้กีฬาตะกร้อข้ามตาข่าย ได้รับการบรรจุเข้าในการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 จนถึงปัจุบัน

ประโยชน์และความมุ่งหมายของกีฬาตะกร้อ

ประโยชน์

ในประเทศไทย พลเมืองส่วนมากชอบที่จะดูและเล่นตะกร้อกันโดยทั่วไป แต่การที่จะเล่นให้ได้ดีต้องอาศัยเวลาในการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและยาวนาน กีฬาตะกร้อเป็นกีฬาที่สนุกสนานต่อเนื่องเล่นได้ไม่จำกัด เพียงแต่เราฝึกหัดเบื้องต้นเพียงเล็กน้อยก็สามารถเล่นกีฬาตะกร้อได้แล้ว ราคาของอุปกรณ์ที่ถูกและทนทานใช้สถานที่ในการเล่นน้อย มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น
- ช่วยให้ประสาททุกส่วนว่องไวและตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น
- ช่วยในการทรงตัว
- ช่วยด้านจิตใจ สุขุม รู้แพ้รู้ชนะ การให้อภัย
- ลดความเครียด
- ทำให้ร่างกายแข็งแรง

ความมุ่งหมายประวัติตะกร้อ

กีฬาตะกร้อนั้นอาจจะสรุปความมุ่งหมายในธรรมชาติของกีฬาตะกร้อได้อย่างกว้างๆดังนี้คือ
- เล่นง่าย คือเล่นสนุกสนานแต่ถ้าเล่นให้ได้ดีก็ควรต้องมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
- ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ในการเล่น
- ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์และเวลาในการเล่น
- ทำให้เกิดการตื่นตัว
- ทำให้จิตใจสุขุมเยือกเย็น
- มีระบบในการตัดสินใจรวดเร็วและถูกต้อง
- ทำให้มีระบบประสาททางความคิดดี
- มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงไร้โรคภัยต่างๆ
- ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน
- ทำให้เกิดความสามัคคีทั้งในหมู่คณะและส่วนรวม
- ทำให้รู้จักการรวมกลุ่มในสังคม การเข้าสังคม
- รู้จักการสร้างความปลอดภัยในการเล่น
- ใช้เป็นแนวทางในการเล่นกีฬาชนิดอื่นๆ ได้อย่างต่อเนื่อง เช่น ฟุตบอล
- สามารถใช้เป็นแนวทางในการถ่ายทอดศิลปะและอนุรักษ์ศิลปะประจำชาติได้อีกด้วย
เลขที่  14

รูปภาพของ sas14468

เรื่องย่อ Dragonball ภาคเด็ก จุดเริ่มต้นของตำนานที่ยิ่งใหญ่ กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อซุนโกคู อาศัยอยู่ในป่าลึก โกคูมีความพิเศษตรงที่มีหางเหมือนลิง และมีพละกำลังที่มากกว่าคนปกติ อีกทั้งยังมีฝีมือในด้านการต่อสู้ที่ซุนโกฮัง ผู้เป็นปู่บุญธรรมได้ฝึกไว้ให้ วันหนึ่งซุนโกคูได้พบกับเด็กสาวคนหนึ่งชื่อ บูลม่า เธอได้เล่าเรื่องต่างๆของลูกแก้วที่ตนตามหา และโกคูเองก็มีอยู่ลูกหนึ่งซึ่งเป็นของดูต่างหน้าของปู่โกฮังที่เสียไป ซึ่งก็คือดราก้อนบอล ลูกแก้วที่มีดาวอยู่ภายใน ถ้ารวบรวมดราก้อนบอลได้ครบ 7 ลูกจะมีเทพมังกรปรากฏตัว และจะบันดาลพรให้เป็นจริงหนึ่งประการ ซึ่งการพบกันของเด็กทั้ง 2 คนนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานดราก้อนบอลเลยทีเดียว การผจญภัยของโกคูและบูลม่าก็ได้เริ่มขึ้น จากนั้นก็ได้พบกับเซียนเต่า ซึ่งเขาได้มอบเมฆสีทองให้แก่โกคู เพราะเขาได้ช่วยเต่าทะเลที่เป็นสัตว์เลี้ยงของเซียนเต่า อีกทั้งได้อูลอน หยำฉา กับปูอัลมาเป็นพรรคพวกร่วมเดินทางตามหาดราก้อนบอลด้วย ตอนท้ายของการเดินทาง พวกโกคูรวบรวมดราก้อนบอลได้ครบ 7 ลูกได้แล้วทว่าได้ถูกปิลาฟชิงไป พวกโกคูจึงจำเป็นที่จะต้องชิงขอพรตัดหน้า เพื่อที่จะไม่ให้ถูกใช้ในทางที่ชั่วร้าย ปิลาฟแค้นมากที่อดขอพรจึงจะทรมานพวกโกคู ทันใดนั้นโกคูได้มองดวงจันทร์เต็มดวงจึงแปลงร่างเป็นลิงยักษ์และทำลายฐานของปิลาฟจนสิ้นซาก พวกบูลม่าเห็นท่าไม่ดีจึงลองตัดหางของโกคูออก ซึ่งหางนั้นก็เป็นจุดอ่อนของโกคูจึงคืนร่างเดิม ต่อมาโกคูก็ฟื้นคืนสติแต่ตนไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง จากนั้นทุกคนก็ได้แยกย้ายกันไป พวกบูลม่าไปยังบ้านที่เมืองหลวงตะวันตก ส่วนโกคูเองก็ไปฝึกวิชากับเซียนเต่า การเข้าร่วมศึกชิงจ้าวยุทธภพและการต่อสู้กับกองทัพโบว์แดง(เรดริบบ้อน) โกคูได้ไปฝึกวิชากับเซียนเต่าและได้พบกับเพื่อนใหม่ก็คือ คุริลิน เณรน้อยจากวัดเส้าหลิน และ รันจิ สาวน้อยที่จามแล้วจะเปลี่ยนบุคลิก เซียนเต่าฝึกวิชาให้กับเด็กทั้ง 2 คนเพื่อที่จะเข้าร่วมในศึกประลองเจ้ายุทธภพ ซึ่งทั้ง 2 คนก็ผ่านการฝึกอันหนักหนาแสนสาหัส แต่ก็ทำให้ทั้ง 2 แข็งแกร่งขึ้น ที่งานประลองโกคูได้พบกับเพื่อน ระหว่างการแข่งขันหางของโกคูที่ถูกตัดไปในคราวก่อนก็ได้งอกกลับมาอีกครั้ง ในตอนท้ายของการประลอง โกคูสู้กับแจ๊คกี้ จุน ซึ่งเป็นเซียนเต่าปลอมตัวมา โกคูได้แปลงร่างเป็นลิงยักษ์อีกครั้ง และอาละวาดไร้สติสะตัง แจ๊กกี้ จุน รู้ว่าเมื่อโกคูมองดวงจันทร์เต็มดวงจะแปลงร่างเป็นลิงยักษ์จึงตัดสินใจทำลายดวงจันทร์ทิ้ง โกคูจึงคืนร่างเดิมและสู้กันต่อ แต่ว่าแจ๊กกี้ จุนก็ชนะโกคูไปอย่างเฉียดฉิว เมื่อจบการประลองโกคูตัดสินใจที่จะตามหาดราก้อนบอล ลูกที่เป็นของดูต่างหน้าของปู่ จึงได้แยกย้ายกับทุกคนออกตามหาเพียงลำพัง แต่การหาดราก้อนบอลของโกคูก็ไม่ได้ราบรื่น เพราะว่ามีกองทัพโบว์แดง กองทัพที่ชั่วร้ายที่สุดในโลก ก็จ้องที่จะครอบครองดราก้อนบอลเหมือนกัน กองทัพโบว์แดงส่งคนมาต่อกรกับโกคูแต่ก็ไม่มีใครที่เอาชนะโกคูได้ แต่เมื่อมาสู้กับ เถาไปไป นักฆ่าอันดับหนึ่งของโลก โกคูพลาดท่าแพ้ไป แต่ก็ได้ปีนหอคอยคารินได้พบกับ ท่านคาริน และดื่มน้ำวิเศษที่ดื่มไปแล้วจะแข็งแกร่ง แต่ว่าท่านคารินจะไม่ยอมให้ได้ไปง่ายๆ จึงต้องไล่จับซึ่งมันก็คือการฝึกวิชา ในอดีตเซียนเต่าก็ได้มาหาท่านคารินใช้เวลากว่า 3 ปีในการแย่งน้ำมาดื่ม แต่โกคูสามารถแย่งน้ำมาดื่มในเวลาแค่ 3 วันเท่านั้น ต่อมาได้ลงไปสู้กับเถาไปไปอีกครั้ง คราวนี้จัดการเถาไปไปจนไม่เหลือซาก และไปถล่มกองทัพโบว์แดงด้วยตัวคนเดียวอีกด้วย โกคูตามหาบอลได้ 6 ลูกแต่ยังหาอีกลูกไม่เจอ เพราะไม่ปรากฏใน ดราก้อนเรดาห์ เซียนเต่าบอกว่าให้ไปหาแม่เฒ่าหมอดู ซึ่งก็คือพี่สาวของเซียนเต่า แม่เฒ่าหมอดูบอกว่าต้องสู้กับนักสู้ 5 คนถ้าชนะหมดจะทำนายให้ ซึ่งคู่ต่อสู้คนสุดท้ายก็คือ ปู่โกฮัง นั่นเองทำให้โกคูดีใจตื้นตันที่ได้พบอีกครั้ง ปู่โกฮังบอกว่าตนเป็นวิญญาณ ลงมาที่โลกมนุษย์ได้ 1 วันซึ่งก็คือวันที่โกคูมาหาแม่เฒ่านั่นเอง แม่เฒ่าได้ทำนายว่าดราก้อนบอลลูกสุดท้าย อยู่กับปิลาฟ โกคูจึงไปหา และได้ขอพรให้พ่อของอูป้า ให้คืนชีพเพราะถูกเถาไปไปฆ่าตาย ในภายหลังแม่เฒ่าหมอดูได้ทำนายว่า โกคูจะเป็นคนที่ช่วยโลกไว้ได้ พอโกคูกลับมาทุกคนก็นัดแนะว่าไปเจอกันในงานประลองเจ้ายุทธภพคราวหน้าอีก 3 ปีและทุกคนต่างแยกย้ายกันไป เพื่อฝึกวิชาและมาประลองกัน ราชาปีศาจพิคโกโร่ ศัตรูแห่งพรหมลิขิต 3 ปีต่อมาในงานประลองเจ้ายุทธภพ โกคูได้มาพบกับทุกๆคนอีกครั้ง และก็ได้พบกับศิษย์เอกของ เซียนกระเรียน ที่เป็นอริกับเซียนเต่า คือ เทนชินฮัง และ เกี๊ยวซ่า ซึ่งเทนชินฮังก็เป็นนักสู้อัจฉริยะ สามารถเอาชนะหยำฉา และแจ๊กกี้ จุน(เซียนเต่า)ได้ ในรอบชิงเจอกับโกคู ทั้ง 2 สู้กันอย่างดุเดือด แต่โกคูก็พลาดท่าแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย ภายหลังทั้งเทนชินฮัง และเกี๊ยวซ่า กลับใจ หักหลังเซียนกระเรียนและขอติดตามไปกับเซียนเต่า แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน คุริลิน ถูกทัมบาริน สมุนของราชาปีศาจพิคโกโร่ฆ่าตายและได้ขโมยดราก้อนบอลของโกคูไปด้วย โกคูโกรธแค้นมากจึงตามไป แต่ทว่าโกคูที่ไม่เหลือพลังแล้วก็แพ้ทัมบาริน ต่อมาโกคูก็ได้พบกับ ยาจิโรเบ้ ซามูไรร่างอ้วน ก็ได้ช่วยกันปราบสมุนของพิคโกโร่ เมื่อพิคโกโร่สู้กับโกคู แต่ก็แพ้ให้กับพิคโกโร่ จึงให้ยาจิโรเบ้พาตนไปหาท่านคาริน พิคโกโร่เองก็ต้องการที่จะกลับเป็นหนุ่มด้วยพรของดราก้อนบอล ภายหลังสามารถกลับเป็นหนุ่มได้ แต่ก็ได้ฆ่าเทพมังกรไป เทนชินฮังได้เห็นเซียนเต่า และเกี๊ยวซ่าถูกฆ่าตาย จึงฝึกวิชาเพื่อต่อกรกับพิคโกโร่ ขณะเดียวกันโกคูก็หายจากการบาดเจ็บ และมีพลังเพิ่มขึ้นจากเดิม ได้มาสู้กับพิคโกโร่อีกครั้งกับเทนชินฮัง ภายหลังการต่อสู้อันดุเดือด โกคูสามารถเอาชนะพิคโกโร่ไปได้ แต่พิคโกโร่ก็ไม่ได้ตายเปล่า กลับออกไข่ออกไปซึ่งก็คือลูกพิคโกโร่นั่นเอง ภายหลังโกคูต้องการที่จะให้คนที่ถูกพิคโกโร่ฆ่าตายคืนชีพ ก็ได้ไปพบกับพระเจ้า ซึ่งในอดีตพระเจ้ากับพิคโกโร่เป็นคนๆเดียวกัน แต่ภายหลังได้แยกร่างออกเพื่อที่จะเป็นพระเจ้าสืบต่อไป แต่ส่วนที่ชั่วร้ายก็ออกไปทำลายโลกก็คือพิคโกโร่นั่นเอง พระเจ้าคืนชีพให้กับเทพมังกร และก็ได้บันดาลให้ทุกๆคนที่ถูกพิคโกโร่ฆ่าตายคืนชีพ ภายหลังทุกๆคนฝึกวิชาเพื่อไปประลองกันในงานประลองอีกครั้งใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งพิคโกโร่เองก็จะมางานนี้ด้วยเช่นกัน 3 ปีต่อมา โกคูที่เติบโตขึ้นได้พบกับเพื่อนๆทุกคนอีกครั้งในงานประลอง และได้พบกับจีจี้ ลูกสาวของราชาปิศาจวัว ในภายหลังก็ได้แต่งงานกับจีจี้ การกลับมาของเถาไปไปในรูปแบบไซบอร์ค และการปรากฏตัวของพิคโกโร่ที่มาเกิดใหม่ที่เก่งกว่าเมื่อ 3 ปีก่อนหลายเท่า โกคูที่ได้รับการฝึกจากพระเจ้าแสดงเอาชนะเทนชินฮังไปได้แบบเหนือชั้น พระเจ้าเองก็ได้ลงมาในงานประลองด้วยการอาศัยร่างมนุษย์มาสู้กับพิคโกโร่ แต่ว่าพ่ายแพ้ให้กับพิคโกโร่อีกทั้งยังถูกจับขังในขวดด้วยวิชาคลื่นสะกดมารและถุกพิคโกโร่กลืนเข้าไปอีก โกคูจึงต้องสู้กับพิคโกโร่เพื่อชี้ชะตาของโลก ในตอนหลังสามารถช่วยพระเจ้าออกมาได้ การต่อสู้ดุเดือดขนาดที่ว่าเกาะพินาศไปทั้งเกาะ โกคูอยู่ในนาทีวิกฤตโดนพิคโกโร่เล่นงาน แต่ตอนท้ายก็สามารถเอาชนะพิคโกโร่ไปได้ โกคูจึงได้แชมป์ครั้งแรกในชีวิตสมใจอยาก ภายหลังก็ไม่ได้ฆ่าพิคโกโร่ เพราะตนต้องการจะสู้กับพิคโกโร่ต่อ พระเจ้าก็อยากให้โกคูเป็นพระเจ้าสืบต่อไป แต่โกคูไม่เอาและพาจีจี้ขึ้นเมฆสีทองลาทุกๆคนไป credits : th.wigipedia.org               เลขที่4ครับ

 

รูปภาพของ sas14464

ส้มตาหว่ะ บ้า หมื่น

รูปภาพของ sas14468

ส้มตาเหมือนกัน ทูนแก้งปลี

รูปภาพของ sasrungtip

ยังไม่ผ่านจ๊ะ..................อ่านคำสั่งดีหรือยัง ดูตัวอย่างแล้วหรือยัง

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 20 คน กำลังออนไลน์