วรรณกรรมลพบุรี ( ตำนานเขาวงพระจันทร์ )

   วรรณกรรมลพบุรี ( ตอนตำนานเขาวงพระจันทร์ )

      

 วัดเขาวงพระจันทร์  ไม่ทราบประวัติของวัด แต่มีตำนานที่เล่าขานกันมา๒ เรื่อง
           เรื่องแรก ตำนานของยักษ์ ไปอย่างไรมาอย่างไรจึงเล่ากันว่า มาสถิตอยู่บนถ้ำยอดเขาวงพระจันทร์นี้ ซึ่งผมเองก็ไม่เคยเห็นฟังมาแต่ตำนาน และเมื่อสมัยผมยังหนุ่ม ๆ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขาวงพระจันทร์แถมเป็นครูสอนวิชาแผนที่ปืนใหญ่ด้วย สมัยนั้นผมวิ่งขึ้นเขาวงพระจันทร์ที่มีบันไดร่วม๓,๐๐๐ ขั้น ได้ภายในเวลาไม่เกิน ๓๐ นาที เพราะอยากไปดูยักษ์ ขึ้นไปแล้วก็ไม่เห็นยักษ์เพราะเขาบอกว่าอยู่ในถ้ำและปิดปากถ้ำไว้
           ยักษ์ที่ว่านี้คือ ท้าว"กกขนาก" ยักษ์ตนสุดท้ายที่ไม่ยอมแพ้พระรามพระรามที่อยู่ในเรื่องรามเกียรติ์ จึงถูกพระรามแผลงศร โดนยักษ์กระเด็นลอยละลิ่วข้ามมหาสมุทรอินเดียมาตกที่ยอดเขาลูกนี้ แล้วพระรามก็สาปให้ศรปักอกเอาไว้หากวันใดที่ศรเขยื้อนให้หนุมานลูกพระพาย(ลูกลม ถ้าตายเมื่อต้องลมพัดผ่าน จะกลับฟื้นคืนชีพ หนุมานจึงไม่รู้จักตาย) เอาฆ้อนมาตอกย้ำลูกศร ให้ปักอกไว้เช่นเดิม แต่ยักษ์โดนเข้าขนาดนี้ก็ยังไม่ตายนอนรอความตาย ฝ่ายนางนงประจันทร์ลูกสาวยักษ์ก็เหาะตามพ่อมา เพื่อปฎิบัติพ่อ เพราะพ่อยังไม่ตาย นอนแอ้งแม้งอยู่ในถ้ำยอดเขานางพระจันทร์นี้และนางทราบว่าหากได้น้ำส้มสายชูมารดที่โคนศรแล้วศรจะเขยื้อนหลุดออกมาได้ แต่หากศรเขยื้อน ไก่แก้วก็จะขันเรียกหนุมานเอาฆ้อนมาตอกศร ตำนานนี้เป็นผลให้ลพบุรีไม่มีน้ำส้มสายชูขายมานานแต่ไม่ทราบว่านานสักกี่ปีเพราะบิดาของผมรับราชการที่โคกกระเทียมเมื่อ ๕๐ ปีกว่าที่แล้ว ก็เห็นมีน้ำส้มสายชูขายกันเกลื่อนไปเมื่อนางนงประจันทร์ช่วยพ่อยักษ์ไม่ได้ ก็ตรอมใจตาย ฝ่ายยักษ์กกขนากเมื่อลูกสาวตายก็เลยตายตามไปด้วย จากตำนานนี้จึงเรียกเขาลูกนี้ว่า เขานงประจันต์หรือนางพระจันทร์ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๖ หลวงพ่อโอภาสี ได้ขึ้นมาบนเขานี้ และเห็นว่าบริเวณเขาทั้ง๔ ด้าน เป็นรูปเขาโค้ง มองทางไหนก็เห็นเป็นวงโอบล้อมอยู่ จึงขนานนามว่า "เขาวงพระจันทร์" แต่เนื่องจากบนยอดเขาก็มีรอยพระพุทธบาทเก่าแก่ ไม่ทราบว่าค้นพบกันเมื่อใดแต่ก็มีตำนานซึ่งตำนานนี้เล่าโดย หลวงพ่อองค์หนึ่ง (น่าจะเป็นหลวงพ่อโอภาสี) ท่านได้เล่าให้หลวงพ่อฟักเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันได้ทราบ
           เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๖  มีหลวงพ่อองค์หนึ่งมาขึ้นเขาและมีลูกศิษย์ติดตามมาหลายคนหลวงพ่อฟักก็ตามขึ้นไปด้วย จนเวลาประมาณสี่ทุ่ม ลูกศิษย์ของท่านก็ขอให้ทุกคนที่ตามมาเพื่อหาหลวงพ่อองค์นั้นกลับไปพักผ่อนหลวงพ่อจะได้จำวัดบ้าง แต่พอหลวงพ่อฟักจะลงไปบ้าง หลวงพ่อก็บอกว่าอย่าเพิ่งไปมีเรื่องจะคุยด้วย เริ่มแรกท่านบอกกับหลวงพ่อฟักว่า เขานางประจันต์นี่สูงต้องคนมีความเพียรจึงจะขึ้นมาได้(ผมขึ้นครั้งหลังเมื่อ ๓ - ๔ ปี มานี้ ได้ใช้ความเพียรตะกายขึ้นมาได้ในเวลา๒ ชั่วโมง) ต้องมีความมานะอดทนจึงจะขึ้นได้ แต่หากตั้งใจและศรัทธาจริง ถึงจะเหนื่อยสักปานใดก็ต้องขึ้นให้ถึงแล้วหลวงพ่อก็เล่าต่อไปว่า สมัยพุทธกาลมีพ่อค้าคนหนึ่งนำสินค้าไปขายต่างแดนโดยไปทางเรือ คราวหนึ่งเกิดเดินเรือผิดทางจนไปพบเกาะเข้าเกาะหนึ่ง จึงแวะขึ้นำไปบนเกาะเห็นว่าไม่มีผู้คนอยู่อาศัยแต่มองเห็นต้นไม้จันทร์หอมเต็มไปทั้งเกาะ และไม้จันทร์หอมนี้เป็นไม้ราคาแพงมากพ่อค้าเลยคิดว่าหากขนสินค้าลงจากเรือ ทิ้งเอาไว้บนเกาะนี้ แล้วตัดไม้จันทร์หอมบรรทุกกลับบ้านแทนจะขายได้ราคาสูงกว่าสินค้าที่ขนมาจึงทำตามความคิดฝ่ายภูติปีศาจที่อยู่บนเกาะต่างโกรธแค้นที่มาตัดไม้โดยไม่บอกเจ้าที่เจ้าทางจึงพากันติดตามเรือไปกระทำฤทธิ์ ให้เกิดคลื่นลมให้เรือล่ม จะได้เป็นผีเฝ้าทะเลให้จงได้พ่อค้าตกใจมาก ทันใดนั้นก็คิดถึงพี่ชายซึ่งบวชเป็นพระอยู่ กล่าวคำรำลึกถึงพี่ชายว่าขอให้บารมีของหลวงพี่ช่วยให้รอดตายจากภัยครั้งนี้ด้วยเถิดหากรอดแล้วหลวงพี่ต้องการสิ่งใดก็จะถวายให้ดังประสงค์ขอให้หลวงพี่บันดาลให้คลื่นลมสงบด้วย พระพี่ชายซึ่งจะต้องมีญานสูงมาก จึงทราบคำรำลึกของพ่อค้าน้องชายก็คิดว่าหากไม่ช่วยน้องม้วยแน่ พระพี่ชายจึงมาปรากฏให้ภูตผีได้เห็นตัว และชี้แจงโดยดีพวกผีเห็นพระท่านมาดีก็เลยได้สติพากันกลับไปยังเกาะไม้จันทร์หอม คลื่นลมที่เกิดจากอิทธิฤทธิ์ผีก็สงบลงน้องชายก็นำเรือพร้อมทั้งไม้หอมกลับไปยังบ้านเมืองได้ เมื่อไปถึงก็รีบไปหาพระพี่ชายพระพี่ชายจึงสอนว่าจะทำอะไร ให้คิดถึงจิตใจของผู้อื่นด้วย อย่าทำเอาแต่ใจอย่างนี้อีกพระพี่ชายถามว่า จะถวายอะไร พ่อค้าบอกว่าถวายทุกอย่างที่หลวงพี่ปรารถนา หลวงพี่จึงบอกว่า"เจ้าเสียสละไม้จันทร์หอมที่ขนมา" แล้วเลื่อยไม้จันทร์หอม ปลูกเป็นปราสาททั้งหลังให้สำเร็จเมื่อสำเร็จเรียบร้อยเมื่อใด พระพี่ชายจะไปอัญเชิญพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประทับในปราสาทไม้จันทร์หอมที่พ่อค้าสร้างขึ้น พ่อค้าก็เร่งสร้างปราสาทจนสำเร็จ เมื่อเสร็จแล้วไปบอกพระพี่ชายพระพี่ชายจึงไปเฝ้าพระพุทธองค์ ขอให้เสด็จไปประทับที่ปราสาทไม้จันทร์หอม และโปรดน้องชายด้วยพระพุทธองค์ก็รับว่าจะไปและมีพระดำริว่า การเดินทางครั้งนี้เราจะไปทางอากาศและจะต้องผ่านที่อยู่ของพระ "สัจจพรรณฤาษี"ซึ่งเป็นฤาษีที่กระทำกิจได้ดีแล้ว แต่ยังเป็นมิจฉาทิฐิอยู่ เราจะแนะนำให้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฐิซึ่งก็คงไม่ยากเพราะกิเลสบางเบามากแล้ว เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปยังปราสาท จึงเสด็จโดยทางอากาศ เมื่อถึงยอดเขานางพระจันทร์(นางพระจันทร์, นางประจันต์ คนเดียวกัน) พระองค์ก็เสด็จลงยอดเขาทันทีฝ่ายสัจจพรรณฤาษีเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาจนถึงที่จึงเข้าไปกราบพระบาทและทูลถามว่าพระองค์เสด็จไปแห่งใด พระองค์ตรัสตอบว่าเรามาครั้งนี้ก็เกี่ยวข้องกับที่นี่ด้วยพระพุทธองค์จึงเทศนาให้สัจจพรรณฤาษีได้เข้าใจ ในเรื่องมิจฉาทิฐิและควรตั้งตนอยู่ในทิฐิประเภทไหนสัจจพรรณฤาษีสดับเทศนาแล้ว ก็มีสติระลึกชอบด้วยสัมมาทิฐิว่าเป็นคุณประโยชน์ต่อตนเองเมื่อเทศนาโปรดแล้วพระพุทธองค์ก็เสด็จต่อไป เพื่อไปยังปราสาทของพ่อค้า สัจจพรรณฤาษีก็ขอตามเสด็จเมื่อไปประทับที่ปราสาทตามคำอัญเชิญแล้ว ก็เทศนาให้น้องชายพระได้ฟังธรรม
 เมื่อเสร็จกิจที่ได้รับนิมนต์มาแล้ว ก็เสด็จพระราชดำเนินกลับ ฤาษียังตามเสด็จมาด้วยเมื่อถึงยอดเขานางประจันต์ ฤาษีก็ขอตามต่อไปอีก พระพุทธองค์จึงตรัสว่าเรารู้จักกันใกล้ชิดแล้วไม่ต้องตามไปแม้อยู่ไกลก็เหมือนอยู่ใกล้ พระฤาษีจึงอาราธนาขอให้พระพุทธองค์ประทับรอยฝ่าพระบาทไว้บนยอดเขาเมื่อยามคิดถึงพระองค์จะได้มากราบไหว้บูชาเป็นกิจประจำวัน
พระพุทธองค์จึงผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกแล้วแยกพระบาทเหยียบบนยอดหินที่สูงที่สุดของเขานางพระจันทร์ เกิดเป็นรอยพระบาทที่ได้เห็นอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ รอยพระพุทธบาทนี้ พระบาทยาว ๑.๖๒ เมตร กว้าง ส่วนกลาง ๖๒ ซม.
         เมื่อเข้าไปในวัดเขาวงพระจันทร์แล้ว ทางซ้ายจะเห็นศาลารูปเหมือนของเกจิอาจารย์หลายองค์ประทับนั่งอยู่ในศาลา ศาลาพระพุทธรูป และศาลาแม่ชี ฟากตรงกันข้ามกำลังสร้างศาลา เพื่อระบายสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ที่มีมากเหลือเกินมาไว้โดยเฉพาะพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕


           ดังนั้นเมื่อมายังวัดนี้ขอให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ของหลวงพ่อฟักให้ได้ ไปถึงวัดแล้วเดินเลยศาลแม่ชีไปแล้วก็จะถึงบันไดขึ้นกุฎิหลวงพ่อ ขึ้นไปได้เลยไม่ต้องกลัวสุนัข หลวงพ่อเลี้ยงสุนัขจรจัดเอาไว้สัก๓๐๐ ตัว ป่านนี้อาจจะมากกว่านี้แล้ว แจ้งพระลูกวัดขอนมัสการหลวงพ่อหากท่านไม่จำวัดก็เข้านมัสการได้ เมื่อนมัสการหลวงพ่อแล้วให้ขออนุญาตไปสักการบูชา พระบรมธาตุซึ่งเป็นพระทันตธาตุของพระพุทธองค์ ประดิษฐานอยู่ในพานแก้ว ในครอบแก้วในห้อง ตรงกันข้ามกับกุฎิหลวงพ่อและในห้องนี้หากได้เข้าไปแล้ว จะรู้สึกทันทีว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในห้องนี้พระบรมธาตุองค์นี้หลวงพ่อได้พาผมเข้านมัสการเมื่อสัก ๑๒ ปีผ่านมาแล้ว แต่พอได้มาเห็นในวันนี้องค์ใหญ่กว่าเดิมร่วมสองเท่าขอให้เชื่อเถอะว่าพระบรมธาตุคือ อัฐิของพระพุทธองค์ พระธาตุคือ อัฐิของพระอรหันต์เช่น ของหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร เป็นต้น พระบรมธาตุ, อัฐิธาตุจะขยายโตได้ เกิดเพิ่มขึ้นได้และหายไปเองก็ได้ หากคนชั่วไม่รู้จักสักการบูชาทำแต่ความเลวท่านก็หนีหายไปได้ และกลับมาเองก็ได้ ผมขอยืนยันความจริงข้อนี้เพราะประสบมากับตนเอง
           จากห้องประดิษฐานพระบรมธาตุ ก็เดินเลี้ยวซ้ายไปยังห้องพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจะผ่านแท่นพระพิฆเนตรผ่านแท่นบูชาเทวดา ซึ่งบนแท่นประดิษฐาน พระนารายณ์ พระยม พระกาฬ พระอิศวรผ่านต่อไประหว่างเทวรูปที่สร้างใหม่ประดับไว้สองข้างทางเดินไปจนถึงทางเข้าห้องพิพิธภัณฑ์ชั้นล่าง ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด๓ ชั้น ทางเข้าชั้นแรกมีรากไม้สีดำ จากยอดดอยอินทนนท์ ที่เจ้าอินทนนท์ณ เชียงใหม่ ประทานไว้ และยังมีจระเข้ผัวเมีย จากวัดสามปลื้ม ซึ่งสตาฟเอาไว้ตัวเบ้อเริ่มเลยทีเดียวทั้ง ๓ ชั้นของพิพิธภัณฑ์คุ้มค่าต่อการเข้าชม โดยเฉพาะนักเลงพระแค่เห็นสมเด็จทั้งพิมพ์วัดระฆังบางขุนพรหม วัดไชโย ก็คงจะคลั่งตาย เพราะหลวงพ่อเลี่ยมทองใส่จานวางไว้ในตู้และยังมีของโบราณอีกมากมาย แม้แต่ไม้เท้าของเกจิอาจารย์ดัง ๆ หลวงพ่อฟักก็ไปหามาไว้บานประตู บานหน้าต่างของหลวงปู่ศุข วัดมะขามเฒ่า เป็นบาย่อขนาดแกะสลักสวยมีค่ามากหลวงพ่อก็มีไว้ ชั้นที่ ๓ เป็นชั้นที่สะสมพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕เอาไว้มากที่สุด เห็นตื่นเต้น เพราะไม่เคยเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่๕ มีที่ไหนมากเท่าที่พิพิธภัณฑ์ของหลวงพ่อฟักเลย

             ตำนานยังอีกหนึ่ง จะกล่าวถึงซึ่งแพร่หลาย 
 ฝากมารุ่นตายาย อธิบายให้ฟังกัน 
             ลูกท้าวอุณาราช มีบทบาทตามความมั่น 
 นามนาง " นงประจันทร์ " สำคัญมั่นต่อบิดา 
              สืบเนื่องอุณาราช ผู้อกอาจเจ้ายักษา 
 สู้รบพระรามา จนเสียท่าแก่พระองค์ 
              ด้วยศรอันศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์นั้นสูงส่ง 
 ศรนั้นปักลง อย่างมั่งคงตรงอุรา 
             เขากระต่ายคือคันศร ลูกศรปักยักษา 
 ทำด้วยต้นกกนา มากฤทธาคำสาปมี 
             ศักดาแห่งศรศักดิ์ ได้ปักพาตัวยักษี 
 ตรึงแน่นเขาทันที ประชาชียังกล่าวขาน 
             เรียกเป็นท้าวกกขนาก ให้ตกยากทุกข์สังขาร 
 พระรามสาปชั่วกาล ระพระศรีอารย์มาโปรดคน 
             ศรนี้จะหลุดพลัน                           นงประจันทร์ช่วยให้พ้น
 น้ำส้มสายชูปน จะแก้มนต์พระรามา 
             น้ำส้มไม่สมมาด  หมดตลาดสุดค้นหา
 พระรามส่งไก่มา บอกเวลาสัญญาณเตือน 
             สามครั้งไก่แก้วขัน ยามศรนั้นปักเขยื้อน 
 หนุมานจะมาเยือน ไม่บิดเบือนตอกศรครัน 
             แรงฆ้อนศรถูกตอก ประกายออกไฟไหม้นั่น 
 ชาวเมืองระวังกัน นงประจันทร์เฝ้าบิดา 
             จนเกิดเป็นภูเขา คือเรื่องเล่าคลายกังขา 
 เรียกขานกาลต่อมา เขานั้นว่า "วงพระจันทร์ " 
   
   

                                                      มีต่อ

สร้างโดย: 
krutip

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 6 คน กำลังออนไลน์