งานเสนอหน้า ส่งหน้าในวันที่ 2 ธ.ค. 2552 นี้จ๊ะ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4

รูปภาพของ sasrungtip

งานเสนอหน้า  ส่งหน้าในวันที่ 2 ธ.ค. 2552 นี้จ๊ะ  ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4

- สมัครสมาชิกใน thaigoodview.com โดยให้ใช้ user เป็น sasตามด้วยเลขประจำตัวของนักเรียน เช่น sas14353  แล้วupload รูปตนเองหรือรูปอื่นๆที่เหมาะสม(ที่แสดงเป็นตัวตนของนักเรียน) ใส่ลงไปขนาด 85*85 พิกเซล


- แจ้งส่งที่ตรงแสดงความคิดเห็นว่าอยู่ที่ URL อะไร เช่น http://www.thaigoodview.com/node/49769

รูปภาพของ sas14645
มะละกอฮอลแลนด์ (Holland Papaya)

     มะละกอ จัดเป็นไม้ผลที่เกษตรกรนิยมปลูกไม่น้อย ทั้งนี้เพราะเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเร็ว ผู้ปลูกสามารถปลูกแซม ในพืชหลักก่อนให้ผลผลิต หรือปลูกเป็นพืชหลักเพื่อจำหน่าย ผลผลิตโดยตรง ในแง่ของผู้บริโภคแล้ว มะละกอเป็นผลไม้ ที่ได้รับความนิยมรับประทานกัน เพราะรับประทานแล้ว ไม่อ้วน แถมยังช่วยระบบขับถ่ายได้ดี
     สายพันธุ์มะละกอในบ้านเรา มีให้เลือกปลูกพอสมควร ที่โดดเด่นมาอย่างต่อเนื่อง เห็นจะได้แก่มะละกอแขกดำ ซึ่งแบ่งเป็นสายๆ ไป เช่น แขกดำท่าพระ แขกดำศรีสะเกษ หากเป็นเกษตรกรต้องยกให้แขกดำของ คุณปรุง ป้อมเกิด ที่อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม สำหรับสายพันธุ์ใหม่ มาแรง ได้รับความนิยมอย่างมาก ได้แก่ มะละกอฮอลแลนด์ หรือชื่ออื่น คือ ปลักไม้ลาย และเรดมาลาดอล์

ลักษณะทั่วไปของมะละฮอลแลนด์
    มะละกอฮอลแลนด์ ลำต้นใหญ่สีเขียว ใบมี 11 แฉกใหญ่ กลางใบมีกระโดงใบ 1 ใบ ก้านใบมีสีเขียวตั้งขึ้น ดอกออก เป็นช่อ ติดผลดก รูปทรงกระบอกคล้ายลูกฟักอ่อน อายุ เก็บเกี่ยว 8 เดือน น้ำหนักผลประมาณ 800-2,000 กรัม ต่อผล เนื้อสีแดงอมส้ม ไม่เละ เนื้อหนา 2.5-3.0 เซนติเมตร ความหวานวัดได้ 11-13 องศาบริกซ์ ผลผลิตต่อต้น 60-80 กิโลกรัม จุดเด่นที่มองออกง่ายมาก ว่าผลมะละกอฮอลแลนด์เป็นอย่างไรนั้น ที่ปลายผลจะป้านคล้ายผลฟักอ่อน

ดอกและเพศของมะละกอ
    หลักการผลิตต้นพันธุ์มะละกอฮอลแลนด์นั้น คล้ายกับการผลิตสายพันธุ์อื่นคือ ต้องการให้ได้ต้นกระเทย เพราะคุณภาพดี มะละกอมี 3 เพศด้วยกัน คือ มะละกอเพศผู้ ได้จากต้นที่มีดอกตัวผู้  ช่อของดอกยาวอย่างชัดเจน พบไม่บ่อยนัก  หากพบส่วนใหญ่เขาตัดทิ้ง  อีกเพศหนึ่งคือมะละกอตัวเมีย  ลักษณะของดอกจะอ้วนป้อม ได้ผลอ้วนสั้น  เนื้อไม่หนา  เพศสุดท้ายคือ   เพศกระเทย ดอกออกยาว   ผลที่ได้จากเพศนี้  ผลจะยาว  เนื้อหนา ผู้ปลูกมะละกอต้องการแบบนี้  รวมทั้งเก็บไว้ทำเมล็ดพันธุ์ต่อไป
    หลังปลูกมะละกอได้ 3 เดือน มะละกอจะออกดอก จะมีทั้งดอกตัวเมียและกระเทย ก่อนดอกบาน ผู้ปลูกจะต้องห่อดอกกระเทยด้วยมุ้งหรือผ้าขาวบางๆ  เพื่อให้มีการผสมเกสรตัวเอง และไม่ผสมข้ามพันธุ์กับต้นอื่นๆ เมื่อผลมะละกอสุกแก่ก็นำเมล็ดไปเพาะให้ได้ต้นใหม่   ซึ่งจะได้ผลกระเทย 70-80 เปอร์เซ็นต์

วิธีการปลูกมะละกอฮอลแลนด์
    สามารถปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ ยกเว้นพื้นที่น้ำขัง ดินที่ เหมาะสมมีความเป็นกรดเป็นด่าง 5.5-5.0 ระยะปลูก 2.5x3 เมตร ไร่หนึ่งปลูกได้ 224 ต้น หากปลูกแล้ว ให้น้ำสม่ำเสมอ มะละกอจะให้ผลผลิตที่ดีมาก ปุ๋ยที่ใส่ให้ เริ่มต้นที่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก สำหรับปุ๋ยวิทยาศาสตร์ใช้ สูตร 15-15-15

    ระยะที่ติดผลอ่อน ก่อนการเก็บเกี่ยวใส่ สูตร 13-13-21 ใส่รอบๆ ต้น จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ ต่อต้น

    เมื่อปลูกได้ 7-8 เดือน มะละกอฮอลแลนด์จะสุกแก่ เริ่มเก็บได้ ปริมาณผลผลิต หากดูแลปานกลาง จะได้ผลผลิตราว 5-8 ตัน ต่อไร่  วิธีการเก็บเกี่ยวนั้น เลือกเก็บเฉพาะผลที่สุก 5-10 เปอร์เซ็นต์ คือผิวมีแต้มสีเหลืองเล็กน้อย

 

 

    เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2551  เวลา 07.30-18.00 น.ที่ผ่านมา  พวกเราชุมชนเกษตรพอเพียง (ออนไลน์) มีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวเชิงเกษตร  ณ  จังหวัดปราจีนบุรี  เป็นครั้งที่ 2 พร้อมทั้งได้เ้ข้าชมสวนมะละกอ ของคุณอุดร  ซึ่งปลูกมะละกอหลายสายพันธุ์  หนึ่งในนั้นคือ  พันธุ์ฮอลแลนด์  จึงไ้ด้เก็บภาพสวยๆ มาฝากให้สมาชิกได้ชม  พร้อมทั้งได้นำความรู้ที่เป็นหลักวิชาการมาไว้เป็นข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ และสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาด้วยครับ  

ภาพท่องเที่ยวเชิงเกษตร  สวนมะละกอฮอลแลนด์  ณ  จังหวัดปราจีนบุรี

สวนมะละฮอลแลนด์ คุณอุดร (จ.ปราจีนบุรี)
สาวเจียงใหม่กับมะละกอฮอลแลนด์
   
มะละกอพันธุ์แขกดำ
มะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์
   
ผลสุกมะละกอฮอลแลนด์
เนื้อสุก  สีสวย  น่ารับประทาน
   
ต้นเล็กๆ ก็ให้ลูกแล้วครับ  ผลดกจริงๆ


ปริมาณน้ำตาลในผลไม้

     ไทยเป็นประเทศในเขตมรสุม  จึงอุดมไปด้วยพืชผัก ผลไม้  ผลไม้ไทยส่วนใหญ่มีรสหวาน ดังนั้นคุณค่าที่นอกเหนือจาก วิตามิน  เกลือแร่  และใยอาหารที่มีอยู่ในผลไม้  น้ำตาลเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เพิ่มรสชาติ  และราคาให้แก่ผลไม้  แต่เป็นสิ่งที่ต้องระวังของผู้เป็นโรคเบาหวานมิให้ได้น้ำตาลมาก  เนื่องจากน้ำตาลกลูโคส   ต้องใช้อินซูลินนำเข้าสู่เซลล์  ผลไม้มิได้มีแต่กลูโคส  หรือ ซูโครส ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนให้เป็นกลูโคสได้ ในเวลาที่รวดเร็ว  แต่ยังมีฟรุ๊กโตสที่มีความหวานและเข้าสู่เซลล์ให้พลังงานแก่ร่างกาย ได้โดยไม่ต้องใช้อินซูลิน แต่ข้อมูลของชนิด และปริมาณน้ำตาลในผลไม้มีอยู่น้อย  ห้องปฏิบัติการกองโภชนาการจึงทำการศึกษา และ เผยแพร่โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อผู้ป่วยเบาหวาน  ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง  ในการเลือกรับประทานผลไม้เพื่อสุขภาพของตนเอง  และผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก มิให้ได้รับน้ำตาลจากผลไม้มากเกินความต้องการ  จนถูกนำไปเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

   ผลไม้ที่นำมาวิเคราะห์ชนิด และปริมาณน้ำตาลตามตารางข้างล่างนี้  มีความสุกพอเหมาะในการรับประทาน  ดังนั้น  ผลไม้ที่สุกมากขึ้นแป้งย่อมถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาลมากขึ้นด้วย

รูปภาพของ sas14662

ครูนู๋ดีจัยที่สุดๆๆเลยใส่รูปได้แล้วค่ะ อิอิ

รูปภาพของ sas14662

สวัสดีค่ะครูสุดสวย นู๋ผึกใส่รูปค่ะ

เรื่องรถแข่ง

รูปภาพของ sas14494

หวาดดีคะคุณครูรุ่งทิพย์

นู๋เปลี่ยนแล้วนะคะ

สมัครเสร็จนู๋ก็ส่งมาหั้ยครุนี่แหละคะ

รูปภาพของ sas14537

แก้ไขงานค่ะ

ด.ญ มณีรินทร์ ศรีวิราช

หนูใส่รูปผิด

วัสดีๆๆๆๆๆๆๆคัฟ

ครูรุงทิพย์   ไปล่ะ

รูปภาพของ sas14557

โผม...ด.ช.ภาณุพงศ์ ข้อมูลของ โผม เรื่อง....ตำนานและประเพณีเรือแข่งเมือง
น่าน คับๆๆๆๆ 5555++++

รูปภาพของ sas14557
      ตำนานเล่าขานเกี่ยวกับประเพณีการแข่งเรือของจังหวัดน่านนั้น มีหลายกระแสและเล่าขานกันต่อกันมานานนมกาเล ว่าในสมัยโบราณนานมาแล้วเจ้าผู้ครองนครน่าน ซึ่งสืบเชื้อสายมา 64 องค์แต่ไม่เป็นที่แน่ชัดนักว่าเป็นเจ้าผู้ครองนครองค์ใด ได้มีคำสั่งให้ข้าราชการไปตัดไม้ตะเคียนซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งและมีขนาดใหญ่โตมากมาหนึ่งคู่ที่ป่าขุนสมุน เมื่อโค่นต้นตะเคียนคู่ขนาดใหญ่ลงได้เล่าขานกันว่า ส่วนตอที่ตัดออกไปนั้น สามารถจัดวางขันโตกเพื่อเตรียมอาหารให้กับบรรดาสล่า(ช่าง)ที่มาช่วยกันทำงานได้ถึง 100 โตก ส่วนลำต้นนั้นเมื่อโค่นลงมาแล้วก็ให้บรรดาสล่านับร้อยคนช่วยกันตกแต่ง ถาก และขุดเป็นรูปเรือที่มีขนาดใหญ่โตมาก 2 ลำ ใช้เวลาอยู่กลางป่าเกือบสองปีเมื่อเสร็จก็ใช้ช้างหลายสิบเชือกลากจูงออกมาจากป่ามาโผล่ที่บ้านพวงพยอม ร่องน้ำที่ชักลากจูงเรือในปัจจุบันนี้คือลำน้ำสมุน เมื่อลากจูงมาถึงแม่น้ำน่าน แล้วเจ้าผู้ครองนครน่าน ได้จัดให้มีพิธีกรรมบวงสรวงเทพยาดาประจำไม้ตะเคียนนั้นและบายศรีสู่ขวัญอัญเชิญเรือทั้งสองลำลงสู่แม่น้ำน่าน และตั้งชื่อเรือลำแรกว่า "เรือท้ายหล้า" และเรือลำหลังมีชื่อว่า "เรือท้ายทอง" ต่อมาเจ้าผู้ครองนครน่านจึงได้ป่าวประกาศโดยทั่วให้ชาวบ้านชาวเมืองเอาเรือทั้งสองลำเป็นแม่แบบในการสร้างเรือเพื่อนำมาใช้แข่งขันกัน โดยมีกำหนดว่าให้มีการจัดการแข่งขันขึ้นทุกครั้งที่มีงาน "ตานก๋วยสลาก" (ถวายทานสลากภัต) หมู่บ้านใดวัดใดจัดให้มีการตานก๋วยสลาก ก็ให้มีการเชื้อเชิญหมู่บ้านและวัดใกล้เคียงให้นำเรือมาแข่งขันกัน เพื่อให้เกิดความสนุกสนานและความสามัคคี ระหว่างหมู่บ้านและวัดต่างๆ ส่วนรางวัลนั้นได้แก่หมาก เมี่ยง บุหรี่ ผลหมากรากไม้และของกินของทานในวันถวายสลากภัตนั้นเอง
     การแข่งขันไม่ได้เน้นหนักในด้านการแพ้หรือชนะ แต่เน้นด้านความสนุกสนานและความสามัคคีเป็นหลัก เมื่อมีการแข่งขันกันอย่างกว้างขวางและประพฤติปฏิบัติเป็นประจำทุกปีมาโดยตลอด จึงทำให้พฤติกรรมเหล่านี้กลายมาเป็นประเพณีการแข่งขันเรือของจังหวัดน่านในปัจจุบัน
รูปภาพของ sas14663

saหวัดดีคะ

เลขที่42

ka

หวัดดีคะ

หนูเลขที่44คะ

บายคะ

รูปภาพของ sas14464
ประวัติพระเจ้าตากสินมหาราช

พระนามเดิม สิน (จากพระราชสาส์นที่ทรงมีไปถึงพระเจ้ากรุงจีนใน พ.ศ. 2324 ทรงลงพระนามว่า “แต้เจียว”) ทรงเป็นบุตรชายของขุนพัฒน์ตำแหน่งนายอากร ชื่อหยง มารดาชื่อนกเอี้ยง ประสูติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2277 ในรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ บ้านของขุนพัฒน์(หยง) อยู่หน้าบ้านของเจ้าพระยาจักรี ขุนพัฒน์นำบุตรชายไปไว้ในความอุปการะของเจ้าพระยาจักรี ซึ่งเจ้าพระยาจักรีได้นำเเด็กชายสินไปฝากให้รับการศึกาาอบรมอยู่ในสำนักพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส จนอายุได้ 13 ปี มีความรู้อ่าน เขียน หนังสือไทยเป็นอย่างดี เจ้าพระยาจักรีจึงนำเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในระหว่างนี้นายสินได้ศึกษาวิชาหนังสือเพิ่มเติม จนสามารถอ่านเขียนพูดภาษาต่างๆ ได้หลายภาษานอกจากภาษาไทย เช่น จีน ญวน บาลี และนายสินสนใจ ศึกษากฎหมาย เป็นพิเศษ ได้ศึกษาอยู่จนถึงระยะอุปสมบท


ก็กราบถถวายบังคมลาไปอุปสมบทที่วัดโกษาวาส ซึ่งเป็นระยะเดียวกับนายทองด้วง (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ) อุปสมบทอยู่ที่วัดมหาทลาย ครั้นเมื่อลาสิกขา ออกมาแล้ว ทั้งนายสินและนายทองด้วงเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กต่อไปในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ต่อมาในรัชกาลพระเจ้าเอกทัศน์(พ.ศ.2301-2310) นายสินซึ่งมีความรู้ทางกฎหมายเป็นอย่างดีได้รับการแต่งตั้งเป็นหลวงยกกระบัตร อันเป็นตำแหน่งที่ปรึกษาทางกฎหมายไปประจำอยู่ที่เมืองตากทำหน้าที่นั้นอยู่จนพระยาตากถึงแก่อสัญกรรม หลวงยกกระบัตร(สิน) จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองตากต่อมา(คนนิยมเรียกกันว่า พระยาตากสิน จนแม้กระทั่งทรงเป็นกษัตริย์แล้ว ก็ยังเรียกว่า พระเจ้าตาก หรือพระเจ้าตากสิน หรือขุนหลวงตาก) ครั้นเมื่อพม่าล้อมกรุงฯ ในปี พ.ศ.2308 พระยาตาก(สิน) ก็ถูกเรียกตัวเข้ามาช่วยป้องกัน(ซึ่งขณะนั้นเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็น พระยาวชิรปราการ ตำแหน่งเจ้าเมืองกำแพงเพชร) ท้อใจว่า ถ้าอยู่สู้กับพม่าในกรุงศรีอยุธยาคงต้องเสียชีวิต เพราะข้าศึกเข้ามาฆ่า หรือไม่ก็เพราะต้องพระราชอาญาเป็นแน่แท้ จึงตัดสินใจพาทหารคู่ใจราว 1,000 คนโจมตีพม่าไปตั้งตัวที่เมืองจันทบุรี


ครั้งต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในเดือนเมษายน พ.ศ. 2310 แล้ว พระยาตากรวบรวมกำลังคนได้เพียงพอแล้วก็นำทัพเรือ จากจันทบุรีเข้าขับไล่พม่าออกจากกรุงศรีอยุธยาได้ทั้งหมด หลังจากที่เสียกรุงไปเพียง 7 เดือนเท่านั้น หลังจากนั่งช้างตรวจสภาพความเสียหายของบ้านเมืองแล้ว พระยาตากก็เห็นว่าไม่สมควรจะใช้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางของไทยในสมัยนั้นและได้เล็งเห็นว่า กรุงธนบุรีเหมาะที่จะใช้เป็นเมืองหลวงต่อไป การสถาปนากรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงและพิธีพระบรมราชาภิเษก กระทำขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2310 ทรงตั้งนามเมืองหลวงว่า กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ส่วนพระองค์เองนั้นมีพระนามปรากฏหลายพระนาม เช่น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวบรมหน่อพุทธางกูรบ้าง สมเด็จพระบรมราชาที่ 4 บ้าง ขุนหลวงตากบ้าง พระเจ้ากรุงธนบุรีบ้าง ขณะที่ทรงครองราชย์นั้น พระชนม์ได้ 34 พรรษา พระองค์ครองกรุงธนบุรีอยู่จน พ.ศ. 2325 จึงสวรรคตเมื่อ 6 เมษายน 2325 อันเป็นปีเดียวกันกับที่พระพุทธยอดฟ้าขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ซาหวัดดีคร้า

หนู ด.ญ มณีรินทร์  ศรีวิราช

 มารายงานตัวแล้วน่ะคะ

รูปภาพของ sas14525

เด็กหญิง ชนกนันท์ อินวาทย์ เลขที่28 ม.2/4

สวัสดีค่ะ

สัวสดีค่ะคุณครูคนสวย

ลูกศิษย์คนงามมารายงานตัวแล้วจร้า

(จันทกานต์ 2/4 เลขที่ 27)

รูปภาพของ sas14690

การจัดการทำสวนเกษตรแบบใช้เกษตรอินทรีย์ ระพี สาคริก…………………………………………………………..…        เมื่อพูดถึงเกษตรอินทรีย์ซึ่งในปัจจุบันได้มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งคิดจะทำการเกษตรดังกล่าวเสมือนการถอยหลังเข้าคลอง ถ้าเรามองไม่ลึกซึ้งพอ        สำหรับเรื่องนี้ถ้าเรามีข้อมูลที่รู้ถึงความจริงในอดีตซึ่งช่วยให้มองเห็นได้อย่างลึกซึ้งแล้วก็คงเข้าใจได้ว่า  ถ้าฉันจะถามว่าการทำเกษตรอินทรีย์นั้นมันเป็นของใหม่จริงหรือเปล่า สำหรับคำตอบที่เกิดจากบุคคลผู้รู้จริงก็ควรจะตอบอย่างมั่นใจได้ว่า การทำเกษตรอินทรีย์นั้นมันมีมาแต่โบราณกาลแล้ว         แม้บรรพบุรุษของไทยในอดีตก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่บนวัฒนธรรมของการทำเกษตรอินทรีย์ได้อย่างสง่างาม กระทั่งสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวใกล้ใจคนท้องถิ่นแต่ละคนในอดีตได้ถูกทำลายโดยอิทธิพลวัตถุข้ามชาติ มีผลทำให้คนรุ่นหลังมองข้ามการทำเกษตรอินทรีย์ไปอย่างดูถูกดูแคลน ทำให้สังคมไทยจำต้องสูญเสียคุณค่าอย่างหนักรวมทั้งการสูญเสียเศรษฐกิจของชาติร่วมด้วย         ตัวฉันเองนับว่าโชคดี ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงที่อายุฉันผ่านพ้นมาได้ไม่ถึง ๑๐ ปีฉันก็ได้เห็นคนทำเกษตรอินทรีย์ได้อย่างรอบข้าง นอกจากนั้นเนื่องจากฉันเป็นคนจำแม่นเสียด้วยจึงมีจินตนาการที่สามารถมองเห็นภาพเหล่านั้นจนกระทั่งถึงทุกวันนี้        อาทิเช่นการที่ก.พ.หรือคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนได้มีความคิดพื้นฐานที่กำหนดให้คนเรียนเก่งถูกส่งไปศึกษาวิชาเกษตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งเมืองลอส แบนญอส ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งแท้จริงแล้วในขณะนั้นฟิลิปปินส์ก็เป็นทาสอิทธิพลวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา        ผู้เขียนได้ก้าวเข้าไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมเกษตรแม่โจ้ ในช่วงแรกๆจึงมีโอกาสมองเห็นความจริงในแง่มุมต่างๆจากการศึกษาเกษตรในยุคนั้น         ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากนั้นมาเพราะฉันเป็นคนมีนิสัยติดตามศึกษาหาความรู้จากแทบทุกเรื่องที่มันเข้ามาอยู่ในวงจรความคิดจึงสามารถสรุปได้ว่า จากช่วงนั้นเป็นต้นมาพื้นฐานการจัดการศึกษาเกษตรศาสตร์มันก็ถูกอิทธิพลต่างถิ่นเกาะกินให้ผุกร่อนออกไปทีละเล็กละน้อยจนกระทั่งมาถึงบัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เริ่มเพี้ยนไปอยู่บนพื้นฐานอะไรก็ไม่รู้        ซึ่งแน่นอนที่สุดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมันมีเหตุผลสืบเนื่องมาจากการที่อิทธิพลของวัฒนธรรมท้องถิ่นไม่เข้มแข็งพอ จนกระทั่งในปัจจุบันการสูญสิ้นแผ่นดินถิ่นเกิดอันควรถือว่าเป็นพื้นฐานรองรับวัฒนธรรมการเกษตรของไทยในชนบทมันยังหลงเหลืออยู่อีกไม่มากนัก แต่ผืนแผ่นดินที่รองรับการเกษตรของชาติอยู่ในขณะนี้ได้ถูกขายให้กับชนต่างชาติไปจนแทบไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว 

รูปภาพของ sas14662

สวัสดีค่ะหนู ด.ญ กุลธิดา  แก้วกัน มารายงานตัวแล้วค่ะ

รูปภาพของ sas14538

  สวัดดีค่ะ

ด.ญ.มลนิกานต์  เขื่อนเพชร  เลขที่30 ชั้นม.2/4

รูปภาพของ sas14615

หวัดดีคะ

ชื่อ กรรณิการ์   รินทร์แก้ว เลขที่37

รูปภาพของ LALITWADEE

savokaof รายงานตัวแล้ว

ด.ญ.ลลิตวดี เลขที่ 25  รายงานตัวช้าไปขอโทษด้วยka

 

from dek 2/4

รูปภาพของ sas14468

สัวสดีครับ

 

รูปภาพของ sas12

ผมด.ช  ชัชนันท์ชัย     ไชยแก้ว  เลขที่ 19  ม.2/4

รูปภาพของ sas14468

ครับๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

รูปภาพของ sas14465

สวัสดีคับคุณครูร่งทิพย์ผมเลขที่2

รูปภาพของ sas14690

ผมเด็ก2/4     เลขที่22 คร๊าฟๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ555++++++++++

รูปภาพของ sas14645

สวัสดี โผมเอง x 2/4 คับๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

รูปภาพของ sas14561

ด.ช.ศราวุฒิ  ศรีวิไชย  เลขที่  14  ม. 2/4

รูปภาพของ sas14468

สวัสดี ครัมคุณ ครู

 

รูปภาพของ sas14464

หวัดดีคับ.เด็ก 2/4 no 1

รูปภาพของ sas14611

ได้ นั๊กๆหน่า ครู

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 14 คน กำลังออนไลน์