ขุนแผนปลุกกุมารทอง,ขุนแผนตีดาบฟ้าฟื้น,ขุนแผนได้ม้าสีหมอก,ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง

          ขุนแผนเดินตัดป่าไปถึงวัดใต้ และเข้าไปในวิหารปิดประตูแน่นหนา แล้วจึงทำพิธีปลุกกุมารทองจนถึงรุ่งเช้า หมื่นหาญและนางสีจันทร์เห็นลูกสาวถูกฆ่าเลือดนองอยู่ก็รู้ว่าขุนแผนชิงลูบคม  ก็เกณฑ์บ่าวไพร่ให้ไปตามจับขุนแผนมาให้ได้ พวกบ่าวไพร่ตามรอยเลือดไปถึงวิหารวัดใต้  แอบดูที่รูกุญแจเห็นขุนแผนนั่งอยู่ก็พังประตูเข้าไป
          ฝ่ายขุนแผนไม่สะทกสะท้าน กลับนั่งอ่านมนต์ปลุกลูกอยู่ จนผีลูกลุกขึ้นพูดได้  ขุนแผนจึงร่ายมนต์กำบังตัวแล้วขึ้นขี่คอกุมารทอง และบอกให้กุมารทองช่วยตนให้พ้นภัยด้วย กุมารทองก็พาพ่อออกทางรูกุญแจหนีไปได้ โดยที่พวกหมื่นหาญไม่เห็นตัว เมื่อออกมาแล้วจึงได้คลายมนต์ยืนจูงผีกุมารทองอยู่  พวกทหารและบ่าวไพร่ก็จะเข้าต่อสู้กับขุนแผน  ขุนแผนก็ร้องบอกว่า ต้องการฆ่าแต่หมื่นหาญ หมื่นหาญโกรธมาก ชี้หน้าด่าว่าขุนแผนเป็นคนเนรคุณ จะไม่ยอมไว้ชีวิตอีก 
          ขุนแผนโกรธบอกว่า  โทษของหมื่นหาญกลับไม่พูด ที่ได้คบคิดกับลูกวางยาพิษ  เพราะเหตุนี้จึงทำให้ต้องฆ่านางบัวคลี่  และหมื่นหาญก็จะต้องตายด้วย  แล้วก็ถือกริชตรงไปหาหมื่นหาญ หมื่นหาญเข้าต่อสู้แต่เพลี้ยงพล้ำ จึงขอชีวิต
          ฝ่ายขุนแผนเห็นดังนั้นก็กล่าวสำทับว่า โทษของหมื่นหาญนั้นสมควรตาย  หากตนไม่คิดว่าเคยมีบุญคุณได้เลี้ยงดูมา ทั้งนางสีจันทร์ได้ให้เสื้อผ้าและเงินทอง นับว่าเป็นบุญคุณ ครั้งนี้จึงจะยกโทษให้ แล้วก็ขึ้นขี่คอโหงพรายกำบังกายกลับไปบ้านกาญจนบุรี
          หมื่นหาญนั้นเมื่อเห็นฤทธิ์ขุนแผนแล้ว ก็เห็นว่าที่ตนมีวิชาดีนั้นยังไม่ได้เสี้ยวของขุนแผนทำให้แค้นใจ  และอับอายบ่าวไพร่ที่ตนพ่ายแพ้ขุนแผน จึงบอกให้บ่าวไพร่กลับไปบ้าน แล้วช่วยกันต่อโลงใส่ศพนางบัวคลี่ไปฝัง

 

ขุนแผนตีดาบฟ้าฟื้น

  

          ฝ่ายขุนแผนนั้นดีใจมากที่ได้ลูกชายมาเป็นกุมารทองที่มีฤทธิ์เดช ก็คิดจะตีดาบไว้ปราบศึก  จึงเตรียมหาเหล็กในที่ต่างๆ ตามตำราเพื่อมาตีเป็นดาบ เมื่อถึงเวลาพิชัยฤกษ์ตอนเที่ยงก็ให้ช่างตีเหล็กเป็นดาบ มีเนื้อสีเขียวคล้ายปีกแมลงทับ ด้ามทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์มียันต์พุทธจักร แล้วเอาผมของผีพรายที่ดุร้ายประจุไว้  แล้วเอาชันกรอกทับ เมื่อเสร็จแล้วขุนแผนก็กวัดแกว่งดาบ ก็เกิดฟ้าร้องอื้ออึง ฝนตกและฟ้าผ่าลงมา ขุนแผนจึงได้ใช้นิมิตที่ฟ้าผ่านี้ตั้งชื่อดาบว่า ดาบฟ้าฟื้น

 

ขุนแผนได้ม้าสีหมอก

          เมื่อได้ดาบมีฤทธิ์ดังเทพศาสตราแล้วก็เอาบูชาไว้จากนั้นก็คิดจะไปหาม้าดีดีโดยเดินทางไปทั่วทุกแห่ง พร้อมเงินชั่งห้า ทั้ง ราชบุรี  สุพรรณบุรี และ เพชรบุรี มีชายสองคนชื่อ หลวงทรงพลกับพันภาณ ซึ่งมีพระโองการให้ไปซื้อม้า แล้วไปอยู่ที่เมืองมะริด ตะนาวศรี โดยให้หลวงศรีวรข่าน ไปซื้อม้าที่เมืองอื่น แต่ยังไม่กลับมา ต้องรอถึงฤดูลมแล่นใบ จึงจะมีเรือกลับมา เมื่อหลวงศรีกลับมาก็นำม้าไทยและม้าเทศหกสิบตัวมาให้ ในม้าเหล่านี้มีม้าเมืองมะริดชื่อ อีเหลือง และมีลูกม้าอีกตัวชื่อสีหมอก เกิดวันเสาร์ ขึ้นเก้าค่ำ เป็นม้าดุร้ายตาดำ เมื่อเห็นเขาต้อนม้าหลวงมาก็ตามมาด้วย ผ่านมากุยบุรี ปราณบุรี จนมาถึงเพชรบุรี ก็มาพักม้าที่เชิงเขาบันไดอิฐ ม้าสีหมอกก็เที่ยวไล่กัดม้าเทศ จนทุกคนเกลียดชัง
          เมื่อขุนแผนผ่านมาเห็นม้าสีหมอกที่คึกคะนองอยู่ มีลักษณะต้องตามตำรา ก็ดีใจเข้าไปหาหลวงทรงพล แล้วถามว่า ม้าตัวเล็กนี้ขายหรือไม่ หลวงทรงพลจึงว่า ม้าสีหมอกนั้นมิใช่ม้าหลวง หากจะซื้อก็จะลดราคาเหลือเพียงสิบห้าตำลึง เมื่อขุนแผนซื้อม้าสีหมอกมาแล้ว ก็เสกหญ้าด้วย มหาละลวยให้ม้ากิน ทำให้ม้าสีหมอกมีใจจงรักภักดีต่อขุนแผน ขุนแผนขี่ม้าสีหมอกกลับมาบ้านเขาชนไก่ แล้วจึงไปหานางทองประศรี เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง

 

ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง

          ตั้งแต่นางลาวทองถูกพรากไป ก็ไม่เคยสนใจผู้ใดอีก เฝ้าแต่คิดถึงนางลาวทองอยู่ทุกวัน แล้วคิดแค้นขุนช้างขึ้นมาอีก ว่าเมื่อครั้งที่ชิงนางวันทองไป ก็ไม่เคยว่ากล่าวสักคำให้ขุนช้างขุ่นเคือง แต่ยังกลับมายุยงทำให้ต้องพรากจากนางลาวทองไปอีก ถ้าไม่แก้แค้นก็จะไม่หายแค้น เหมือนดังสุภาษิตที่ว่า ใครคดก็ให้ต่อต้านด้วยความแข็ง หากใครซื่อก็ให้ซื่อตอบจนวันตาย พรุ่งนี้จะไปสุพรรณบุรี ไปลักพานางวันทองมา
          รุ่งขึ้นขุนแผนได้ไปบอกลานางทองประศรี จะไปแก้เผ็ดขุนช้าง โดยจะลักพานางวันทองไป หากขุนช้างตามมาก็จะฆ่าให้ตาย นางทองประศรีจึงบอกว่าตนไม่เห็นด้วย เพราะรังเกียจนางวันทอง ด้วยเป็นคนรูปงามแต่ใจทราม
          ขุนแผนก็ตอบนางทองประศรีว่า  ที่แม่ว่านั้นก็เป็นความจริง แต่เมื่อวันที่ได้ไปถึงสุพรรณหลังกลับจากทัพมานั้น นางวันทองได้เล่าความจริงให้ฟัง  แต่ตนกลับโกรธแล้วหุนหันมาไม่ยอมฟัง  จนนางวันทองเสียใจผูกคอตาย  แต่อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ก็ยังนึกถึงความหลังอยู่  เมื่อนางลาวทองอยู่ก็ไม่ได้นึกถึงนางวันทองเลย  และขุนช้างกลับมาพรากไปเสีย ก็อยากลองดีดูสักครั้ง ขอให้นางทองประศรีอวยพรให้ด้วย นางทองประศรีฟังแล้ว เห็นว่าทัดทานขุนแผนไม่ได้ก็อวยชัยให้พร เมื่อเสร็จกิจแล้วให้กลับบ้าน ขุนแผนรับพรแล้วก็ขึ้นไปแต่งตัวบนหอพระนารายณ์  แล้วเป่ามนต์มหาละลวยในน้ำมันจันทน์ แล้วทาตัวให้คนเห็นรักใคร่ ขุนแผนเรียกโหงพรายไปด้วย แล้วขี่ม้าสีหมอกไปยังบ้านขุนช้าง เมื่อไปถึงใกล้บ้านขุนช้างก็ตัดไม้ปลูกศาลขึ้น ทำพิธีเชิญเทวดามาเป็พยานว่า จะมาทำลายล้างขุนช้าง เพราะขุนช้างแย่งชิงเมียมา หากที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งโกหกขอให้ทำการใดไม่สำเร็จ  เมื่อทำพิธีเสร็จก็ขี่ม้ามาบ้านขุนช้างก็เห็นมีเขื่อนคูรอบบ้าน และผู้คนนั่งตามไฟเฝ้าระวังอยู่  และมีผีพรายห้านางเฝ้ารอบบ้าน  
          เมื่อเห็นโหงพรายของขุนแผนก็เข้าต่อสู้กัน  ขุนแผนถือดาบฟ้าฟื้น แล้วซัดข้าวสารที่ย้อมด้วยว่านอาคมสาดเข้าไป นางพรายทั้งห้ารู้ว่าขุนแผนเป็นคนมีวิชา จึงแปลงกายเป็นคนเข้าไปถาม ขุนแผนก็รู้ว่าพรายแปลง ก็ไม่กลัวบอกว่า ตนคือผัวนางวันทอง ขุนช้างได้ลักพามาเป็นเมีย ขอให้นางช่วยเปิดประตูให้ด้วย นางพรายจึงว่า ขุนช้างเลี้ยงดูพวกตนมา ควรจะทดแทนบุญคุณไม่ควรจะเนรคุณ
          ขุนแผนจึงซัดข้าวสารไปอีก เหล่านางพรายก็หนีไปแล้ว ขุนแผนก็ขี่สีหมอกข้ามคูไปจนถึงเรือนของขุนช้าง แล้วจึงไปที่ชานของบ้าน ซึ่งปลูกดอกไม้ไว้สวยงาม เมื่อถึงห้องก็สะเดาะกลอนเข้าไปพบนางแก้วกิริยานอนหลับอยู่ ก็รู้ว่าไม่ใช่ห้องของนางวันทอง  คิดว่าเป็นเมียน้อยของขุนช้าง ก็เข้าไปร่ายมหาละลวยแล้วคลายมนต์สกดจนนางแก้วกิริยาตื่นขึ้น เห็นขุนแผนก็ตกใจถามว่า ท่านเป็นใครรูปร่างหน้าตาก็คงจะไม่เป็นโจร

         

         

         

   

สร้างโดย: 
นางสาวรัชนี ทองถาวรีย์

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 127 คน กำลังออนไลน์