ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่

ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่"อย่าตื่นไปมากนัก"

 จะว่าไปแล้วผมนี่เป็นคนทันสมัยเปี๊ยบ  ใครเป็นไรผมเป็นมั่ง  อย่างตอนนี้เขาเห่อเรื่องโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่  ผมก็ท่าจะเป็นกะเขาด้วย  เพราะมันแสนจะผ่อยเพลียกระดิกกระเดี้ยยังแทบไม่ไหว   ในจมูกเหมือนมีภูเขาทองทั้งลูกเข้าไปขวางทางลม  กระดูกทั้งตัวแปรสภาพเป็น  "กระดูกอ่อน"  เหมาะแก่การต้มหน่อไม้สดมากกว่าเป็นโครงสร้างพยุงร่างไว้ได้  หัวใจก็...มันเต้นกระดิ๊ก..กระดิ๊ก..เหมือนตะเกียงใกล้หมดน้ำมันเลี้ยงไส้   ทำท่าจะขาดรอนๆ  ลงไป  แต่ผมยังอยากกินแกงขี้เหล็กกับปลาย่างอยู่  ก็เลยไม่ยอมตาย  ขออยู่เพื่อ  "รอกิน"  ต่อไปนี่ไง!

     เรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่นี่  แต่ละคนที่ออกมาพูด  ไม่ว่ารัฐมนตรี  หรือแพทย์ท่านไหน  พูดให้คนรู้นั้นดีแล้ว  แต่ผมว่าขาดศิลปะในการสื่อสารสร้างสรรค์  นี่ออกมาบอกอีกว่า  ให้ระวังเดือนหน้า-เดือนกรกฎา  เข้าช่วงที่โรคมันจะระบาดหนัก  หันไป-หันมา  ท่านรัฐมนตรีวิทยาก็วกเข้าประเด็นการซื้อยา-ขายยา

     หักมุมได้สวยจริงๆ!

     อันที่จริง  เรื่องโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่  มันไม่ใหม่-ไม่เก่าอะไรอย่างที่เข้าใจหรอก  มันมีของมันมานานแล้ว  และมันก็มีวงโคจรของการระบาดอยู่เป็นปกติในซีกโลกตะวันออก  เพราะมนุษย์เดินทางถึงกันทั่วโลกมากขึ้น  เจ้าโรคตะวันออกจึงตามไปเที่ยวซีกโลกตะวันตกด้วย

     และปีนี้  ตะวันอยู่ในวงโคจร  ด้วยไม่เคยเป็นมาก่อน  พอเป็นก็เลยแตกตื่น-ตกใจ  องค์การอนามัยโลกซึ่งก็ไม่มีของใหม่ให้เล่น  เพราะโรคเอดส์  โรคไข้หวัดนก  ที่ใช้เสริมบทบาทอภิบาลโลกมันเก่าจนขายไม่ออกแล้ว

     ก็เลยจับโรคขี้มูกไหล-ไข้ขึ้นนี้มาเขย่าโลก!

     และค่าที่ว่าไม่เคยรู้จักมาก่อน  ก็เลยเหมาว่าเป็น  "สายพันธุ์ใหม่"  ซึ่งจริงๆ  แล้วไม่ได้หม่ง-ได้ใหม่อย่างว่า  เหมือนโรคมะเร็ง  เป็นกันมาแต่โบร่ำ-โบราณ  แต่รู้จักกันในชื่อ  "โรคฝีในท้อง"  หรือไม่ก็โรคถูกคุณไสย  โรคเสกหนังควายเข้าท้อง  เพิ่งมารู้จักและเรียกกันแพร่หลายว่า  "โรคมะเร็ง"  ไม่กี่สิบปีมานี่เอง!

     ผมว่าขณะนี้  โรคสติแตก  น่ากลัวกว่าโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่  และคนทั้งโลกติดโรค  "สติแตก"  มากกว่าโรคไข้หวัด  อธิบาย-ขยายสรรพคุณโรคขี้มูกไหลจนเกินความเป็นจริง  เหมือนเห็นแมวเดินโซอยู่หลังบ้านก็บอกว่า  "เสือดาวออกจากป่ามาเพ่นพ่าน"  ก็เลยพล่านกันไปทั้งบ้าน-ทั้งเมือง

     เรื่องเห่อ  เรื่องเวอร์  เรื่องบ้าตัวเลขทำนองนี้  คนไทยชอบนัก  อย่างสงกรานต์  ตั้งกองนับว่าจะตายกันกี่ศพ  ลุ้น-แถลงกันเป็นรายวัน  พวกสื่อทั้งหนังสือพิมพ์  วิทยุ  โทรทัศน์นั่นแหละตัวดี   ลุ้นยอดศพว่าปีนี้จะทำลายสถิติปีที่แล้วมั้ย  ผมก็ไม่เข้าใจว่าทั้งรัฐ  ทั้งราษฎร์  ใน  ๓๖๕  วัน  ไม่มีการนับ  ไม่มีการเก็บตัวเลข  ตาย-เจ็บ  เป็นสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน

     แต่จับจ้องเอาเฉพาะเทศกาลสงกรานต์   ทำไม...ตายเทศกาลปีใหม่  เทศกาลตรุษจีน  หรือเทศกาลอื่นๆ  ไม่ถือเป็นการตายหรือยังไง  จึงไม่สนใจตีปี๊บ?

     ถ้านับทุกวัน  หรือทุกเทศกาลที่มีในวันหยุดยาว  ผมก็ว่ามันจะมีคนตายเพราะอุบัติเหตุพอๆ  กัน  เผลอๆ  บางเทศกาลอาจมากกว่าเทศกาลสงกรานต์เสียด้วยซ้ำ  แต่เพราะตำรวจ  หรือทางหลวง  หรือกระทรวงมหาดไทย  ไม่เห่อ  ไม่สนใจจะเวอร์ด้วยเรื่องบ้าตัวเลข  ระดับชาวบ้านก็เลยไม่สติแตกตามกันไป!

     อย่างไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่  สรุปแล้ว  มันก็อาการไข้ธรรมดาชนิดหนึ่ง  วิธีป้องกันก็เหมือนกับไข้หวัดทุกชนิด  คือสะอาด  อย่าไอ  จามรดกัน  หมั่นกินยอดแค-ฝักแคลวกจิ้มน้ำพริกบ่อยๆ  และถ้าเป็นก็รักษาให้หายเองได้  พักผ่อนมากๆ  ดื่มน้ำมากๆ  ซกมกน้อยๆ  หรือไม่ก็ซัดคั้นกี่น้ำเต้าทอง  หรือยาเขียวตราใบโพธิ์เป็นระยะๆ  ไข้มันจะขยาดไปเอง

     ไม่ต้องโอเซลล์ทามิเวีย  หรือถึงขั้นจองยาบริษัทฝรั่งมาแจกจ่ายกินกันเป็นขนมอย่างที่รัฐมนตรีสาธารณสุขเขาคุยหรอก  ไอ้ระบบ  "โรคมา  ตั้งงบซื้อยาปุ๊บ"  นั้น  ขอเสียทีเถอะ  ถ้านี่คืองานของรัฐมนตรีสาธารณสุข  หัวหน้าแผนกจัดซื้อก็มาเป็นได้  บอกไม่เชื่อ

     อย่าไปสร้างความสำคัญในงานรัฐมนตรีสาธารณสุข  ด้วยการสร้างบรรยากาศประเทศไทยให้น่าตื่นกลัวว่า  "โรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่"  มันระบาดทั่วไปทุกตารางนิ้วของประเทศเลย  ตอนนี้  อย่าว่าแต่คนต่างด้าว-ท้าวต่างแดนเขาได้ยินข่าวแล้วจะขยาดมาไทย  คนไทยด้วยกันก็ยังขยาด

     ก็เล่นสร้าง  "สถิติใหม่"  มันทุกวัน  ตีฆ้อง-วันนี้โรงเรียนนี้เป็น  พรุ่งนี้โรงเรียนโน้นเป็น  ปิดโรงเรียนแทนที่จะบอกว่ากันไว้ดีกว่าแก้  กลับเผยแพร่ว่าไอ้คนโน้นเป็น-ไอ้คนนี้เป็น  วุ่นไปหมด  การไม่ปกปิดข้อมูลนั้น  ดีแล้ว-ถูกต้องแล้ว  แต่ผมอยากจะบอกว่า  ข้อมูลนั้น  "ขาดการบริหารที่ดี"  ก่อนนำเผยแพร่สู่สาธารณะ!

     ข่าวสารที่ดีในด้านโรคระบาด  จะเป็นข่าวสารให้ความรู้ระบาด  แต่จะไม่ให้โรคตื่นกลัวระบาด  และให้ความรู้สึกปลอดภัย  ถ้าปฏิบัติตามคำแนะนำของทางเจ้าหน้าที่  ก็มั่นใจได้ว่า  "รัฐบาลเอาอยู่"  แต่ทุกวันนี้  ข่าวสารออกไปในลักษณะสร้างตระหนก  ตั้งธงให้คนมั่นใจในยามากกว่าให้มั่นใจในมาตรการป้องกัน

     จากข่าวสารแต่ต้น  ผู้คนรู้สึกว่า  สาธารณสุขคล้ายเป็นนักสะสมตัวเลข  "คนเจ็บ-คนตาย"  จากโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่  ใครเป็นแล้วโอกาส  ตายแน่..ตายแน่  มากกว่าหายแน่..หายแน่..ผู้คนจึงค่อนข้างตื่นตระหนก-ตกใจกลัว  เพราะสาธารณสุขสื่อสารให้ความรู้สึกว่า  ทุกชีวิตตอนนี้  เหมือนตกอยู่ในกงล้อ...รอแจ็กพอต

     แต่ตอนนี้ระดับแพทย์ในสาธารณสุขดีขึ้นมาก  พูดชัดถ้อย-ชัดคำว่า  ก็แค่โรคหวัดขี้มูกไหล-ไข้ขึ้น  ที่ถึงตายเพราะโรคอื่นแทรกซ้อน  ไม่ใช่ตายเพราะไข้หวัดใหม่  แต่จะดีมาก  ถ้าสาธารณสุขจะช่วยพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส  ด้วยการให้สร้างกระแสเห่อ  กระแสฟีเวอร์  ทำความสะอาดบ้านเรือน  โรงเรียน  วัดวาอาราม  สถานที่สาธารณะ  สถานที่ราชการ  ตลาด  ร้านค้า  ถนนหนทาง  รถเมล์  รถไฟ  โรงแรม  สถานบันเทิงอย่างที่หลายๆ  แห่งทำอยู่ขณะนี้

     การพูด  หรือการให้ข่าวของสาธารณสุขน่าจะออกไปในโทนนี้ด้วย  และการทำอย่างนี้ในเชิงสื่อสารเรียกว่า  "กุศโลบายทางข่าว"  ถ้าแยกเป็นศัพท์จะเป็น  กุศล  คำหนึ่ง  และ  อุบาย  คำหนึ่ง  สนธิเป็น  "กุศโลบาย"  แปลว่า  ข่าวหลอกไปในทางที่เป็นกุศล  คือข่าวหลอกให้คนทำดีนั่นเอง!

     อย่างหมอฉีดยาคนไข้  บอกว่า  ไม่เจ็บ..ไม่เจ็บ...นี่ก็ถือว่า  หลอกในทางกุศล  เพราะมีหรือที่เอาเข็มแหลมเปี๊ยบทิ่มเข้าไปในเนื้อแล้วไม่เจ็บ  เพราะหมอหลอกด้วยเจตนาดี  หวังให้คนไข้ไม่ต้องวิตกจนเครียด-เกร็งเกินเหตุ  อย่างนี้ทำได้และควรทำ  ไม่ถือเป็นการเสียหาย

     เท่าที่ฟังดู  จริงๆ  แล้ว  "ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่"  สาเหตุก็มาจากคนเราขาด  "พลังชีวิต"  ต้องเข้าใจว่าในตัวเรา  ธรรมชาติจัดแผนกซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอไว้ตลอด  ๒๔  ชั่วโมง  มีเซลล์ทุกส่วนสำรองไว้หมด  เซลล์ตรงไหนชำรุดปุ๊บ  แผนกซ่อมก็จะนำเซลล์สำรองไปใส่ทำงานแทนปั๊บ

     ซ่อมเซลล์เก่าเสร็จ  ก็เอาใส่ตามเดิม  และเอาเซลล์อะไหล่กลับออกไป  เนี่ยะ...หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ไปจนตาย  ไม่ต้องใช้ยาอะไรเลย  เพียงแต่ต้องรักษาแผนกต่างๆ  ให้ทำงานได้เป็นปกติ  นั่นคือเราต้อง  "สร้างสมดุล"  ให้กับร่างกายผ่าน  อาหาร  อากาศ  น้ำ  และแสงแดด  ทั้ง  ๔  อย่างนี้แหละคือตัว  "พลังชีวิต"  แท้จริง

     อาหาร-อากาศ-น้ำ-แสงแดด  คือ  "ยาธรรมชาติ"  ขนานเอก!

     ตราบใดที่เรารักษาให้ร่างกายสร้างพลังชีวิตได้ตามปกติ  ตราบนั้น  เจ้าโรคไข้หวัดใหม่หรือโรคสารพัดโรค  ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวคนทุกชนิด  มันก็จะกำเริบเสิบสานสร้างอาการเจ็บป่วยให้เราไม่ได้  และมันจะถูกขับถ่ายออกไปหมดด้วยระบบ  อาหาร+อากาศ+น้ำ+แสงแดด  ที่แปรสภาพเป็นความสมดุลอันเรียกว่า  "พลังชีวิต"  นั้น

     สาธารณสุขควรให้ความรู้ด้านพลังชีวิตกับชาวบ้านเพื่อไปปฏิบัติ  มากกว่าเอะอะก็ตั้งงบผลิตยา  ตั้งงบซื้อยา  ตั้งงบซื้อเครื่องมือ  โรงพยาบาลมาก  คนป่วยมาก  เป็นความร่ำรวยของคนในธุรกิจการรักษาพยาบาล  แต่เป็นความล้มเหลว-ล่มจมของประเทศชาติ  เพราะโรงพยาบาลมาก  แสดงว่าประชาการของประเทศนั้น  เต็มไปด้วยคนเจ็บป่วย  เป็นโรค

     ประเทศที่เต็มไปด้วยคนขี้โรค  แล้วจะมีคนเข้มแข็งสร้างประเทศได้อย่างไร  จริงไหม?

     จงใช้ความตื่นในโรคไข้หวัดใหม่นี้เป็นพลัง  "ล้างโรค"  ด้วยการ  "ล้างประเทศ"  ให้สะอาดเถอะครับ  อย่าใช้โรคขี้มูกไหลนี้สร้างความหดหู่-ตื่นตระหนก-กลัวตาย  ให้กับชาวไทยและชาวโลกจนเกินเหตุเลย

     ขอ  "ตอบรับ"  ด้วยรายชื่อท่านที่โอนเงินมาร่วมซ่อม-สร้างโบสถ์หลวงพ่อตามใจ  วัดพญาไม้  ราชบุรี  ต่อนะครับ  สำหรับท่าน  ว.วชิรเมธี  ตอนนี้ผมให้นักข่าวไปนมัสการขอวัน-เวลาว่างจากท่าน  เพื่อคณะผมจะได้นำปัจจัย  ๔  แสนกว่าบาทของท่านทั้งหลายไปถวาย  เพื่อกิจการโรงเรียนเตรียมสามเณร   ที่เชียงราย  ส่วนจะได้ความว่าไงแล้วจะเรียนให้ท่านทราบ  ตอนนี้ตอบรับเรื่องซ่อม-สร้างโบสถ์นะครับ

     ๑,๐๐๒.คุณสุรชัย  จิระพรชัย  ๑,๐๐๐  บาท

     ๑,๐๐๓.คุณนิธิศ  อินทิราวรนนท์  ๑,๑๐๐  บาท

     ๑,๐๐๔.คุณเฮียง  แซ่ลี้  ระยอง  โบสถ์  ๓๐๐  ว.วชิรเมธี  ๒๐๐  รวม  ๕๐๐  บาท

     ๑,๐๐๕.คุณนวพร  สมาหิโต  ๒,๐๐๐  บาท

     ๑,๐๐๖.คุณพงษ์ศักดิ์-พิลาสลักษณ์  รัตนเลิศ  ๕๐๐  บาท

     ๑,๐๐๗.คุณมังกร  พงษ์ผจญ-คุณกิมหงษ์  แซ่อึ๊ง  ๑,๐๐๐/คุณนภา-ธนกร-ธรรมชาติ  พงษ์เจริญ ๑,๐๐๐/คุณสมชาย-สมนึก-อภิชาติ  พงษ์เจริญ  ๑,๐๐๐  รวม  ๓,๐๐๐  บาท

     ๑,๐๐๘.คุณสงวน  เรืองวัฒนสกุล  ๕๐๐/คุณภัครจิรา  ไตรวิเชียร  ๕๐๐/คุณอภิญาดา  ไตรวิเชียร   ๒๕๐/คุณสรวิศ  ไตรวิเชียร  ๒๕๐/ด.ญ.พิมพ์ชนก-ด.ญ.แพรนวล  เรืองวัฒนสกุล  ๕๐๐  รวม  ๒,๐๐๐ บาท

     ๑,๐๐๙.รศ.ดร.เพชรรัคน์  ธรรมเบญจพล  โบสถ์+ว.วชิรเมธี  รวม  ๓,๐๐๐  บาท

     ๑,๐๑๐.คุณยายสำเรียง  ลิ้มณรงค์  ๒๐๐/คุณรุ้งเพชร  กีรติมหาตม์  ๒๐๐/คุณสมหญิง  แสงรัมย์  ๒๐๐/อาจารย์เพชรน้อย  เล็กนาวา/คุณนาวิน-พ.ต.ท.หญิงวรรณิภา  เล็กนาวา-อาจารย์กมลวัฒน์  เล็กนาวา  ด.ช.ฐานิฏฐ์  ก้องสมุทร  ๑,๔๐๐  รวม  ๒,๐๐๐  บาท

     ๑,๐๑๑.คุณจุฬาภา-ศิวกร-ด.ญ.ธนาภา  เตชะพานิช  ๑,๐๐๐  บาท

     ๑,๐๑๒.Manop  Rattichote  ๕,๐๐๐  บาท

     ขณะนี้ยังมีหลายท่านทยอยโอนเงินมาร่วมซ่อม-สร้างโบสถ์  ที่ถวายท่าน  ว.วชิรเมธี  ก็ยังมีบ้าง  ซึ่งผมจะจัดการให้เป็นไปตามประสงค์  ก่อนถึงวันนำจัตุปัจจัยไปถวายท่าน  ว.วชิรเมธี  ผมจะสรุปยอดเป็นยอดสุดท้ายให้ท่านทราบอีกครั้ง  ขณะนี้เป็นยอด  ๔๓๔,๕๒๑.๓๖  บาทนะครับ.

< กลับสู่หน้าหลัก

สร้างโดย: 
นายฌัฐพล ชัยศรี

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 103 คน กำลังออนไลน์