เครื่องดนตรีสากลและเครื่องดนตรีไทย

รูปภาพของ mmk33766

 ไวโอลิน(Violin)

ไวโอลิน เป็นเครื่องดนตรีที่ทำให้เกิดเสียงระดับเสียงสูงในกลุ่มเครื่องดนตรีคลาสสิกประเภทเครื่องสาย (String instruments) ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากโลกตะวันตก เป็นเครื่องดนตรีตระกูลไวโอลินที่เล็กที่สุด อันประกอบไปด้วย 'ไวโอลิน' วิโอล่า เชลโล และ ดับเบิลเบส เมื่อนำทั้งหมดมาเล่นร่วมกันแล้วจะเรียกว่า วงเครื่องสาย(string) ซึ่งเป็นตระกูลเครื่องดนตรีหลักของ วงออร์เคสตรา

โครงสร้างของไวโอลิน เรียงจากบนไปล่าง

  • หัวไวโอลิน (Scroll)
  • โพรงลูกบิด (Pegbox)
  • คอ (Neck)
  • สะพานวางนิ้ว หรือ ฟิงเกอร์บอร์ด (Fingerboard)
  • (Upper Bout)
  • เอว (Waist)
  • ช่องเสียง (F-holes)
  • หย่อง (Bridge)
  • (Lower Bout)
  • ตัวปรับเสียง (Fine Tuners)
  • หางปลา (Tailpiece)  
  • ที่รองคาง (Chinrest)

ขนาดมาตรฐานของไวโอลินคือ ยาว 23.5 นิ้ว และ คันชักยาว 29 นิ้ว

 คันชัก (Bow)ควรจะจับคันชักบริเวณ Frog ในขณะดึงหางม้า (Hair) ให้ตึง เพราะจะช่วยลดแรงกดที่เกลียวสกรูทองเหลือง (Screw) ที่อยู่ข้างในโคนด้ามคันชัก และช่วยป้องกันไม่ให้เกลียวหวานได้ในขณะที่คุณเล่นไวโอลินนั้น หางม้าที่อยู่ด้านข้างคันชักที่คุณลากลงมักจะขาดก่อนเพื่อน ทำให้ความสมดุลของแรงดึงบนคันชักเสียไปจนอาจทำให้คันชักงอได้ ดังนั้นพยายามเปลี่ยนหางม้าบ่อยๆ และพยายามรักษาหนังหุ้มด้ามคันชัก (Pad หรือ Grip) ให้อยู่ในสภาพดี ถ้านิ้วโป้งของคุณไปเสียดสีกับด้ามคันชักบ่อยๆ จะทำให้คันชักได้รับความเสียหายเช่นกัน พยายามตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ และควรให้ความเอาใจใส่ปลายคันชัก (Tip) เป็นพิเศษ

ไฟล์:Violin bow parts.jpg

การจับไวโอลิน
ความรู้สึกที่ผ่อนคลายคือข้อพิจารณาอันดับแรกว่าคุณจับไวโอลินได้ดีหรือไม่ เวลาที่เล่นไวโอลินนั้น แผ่นหลัง หัวไหล่ ต้นคอ และกรามของคุณรู้สึกผ่อนคลายและไม่เกร็ง

ท่าทางการจับไวโอลินควรจะตรงและผ่อนคลาย การยืนตรงป็นสิ่งสำคัญต่อการแสดงเช่นเดียวกับเหตุผลด้านสุขภาพ เมื่ออยู่ในท่ายืน ช่วงห่างของเท้าควรจะกว้างเท่าๆ กับความกว้างของช่วงไหล่ กระจายน้ำหนักของร่างกายลงที่เท้าทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน เมื่ออยู่ในท่านั่ง ควรจะนั่งห่างจากพนักเก้าอี้ เท้าข้างซ้ายอยู่ข้างหน้าวางราบไปบนพื้น ส่วนเท้าขวาควรจะพับไปข้างหลังขาเก้าอี้เล็กน้อย ซึ่งจะทำให้แขนขวามีพื้นที่เพียงพอที่จะลากคันชักได้ทุกทิศทางโดยไม่ไปชนกับเข่าขวา

ที่รองไหล่เป็นนวัตกรรมที่สำคัญที่ช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บให้กับนักไวโอลินและนักวิโอล่าหลายๆ คน ความสูงของที่รองไหล่ขึ้นอยู่กับช่วงคอของนักดนตรีแต่ละคน เมื่อคุณวางไวโอลินเปล่าๆ ไว้บนไหล่ ที่รองไหล่จะช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างที่รองคางและกรามของคุณ
ถ้าระหว่างกรามและที่รองคาง (Chin rest) มีช่องว่างเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยก็ไม่จำเป็นต้องใช้ที่รองไหล่ คุณอาจจะใช้เพียงที่รองไหล่แบบแผ่นฟองน้ำบางๆ เพื่อกันไม่ให้ไวโอลินเลื่อนหลุดจากไหล่ของคุณ และอาจจะใช้แผ่นฟองน้ำแบบมีสายรัดกับแผ่นหลังไวโอลินการจับคันชัก
ท่าทางการจับไวโอลินควรเป็นธรรมชาติ วิธีตรวจสอบว่าตำแหน่งของมือขวาเป็นธรรมชาติหรือไม่นั้น ให้คุณยืนขึ้นปล่อยแขนและมือไว้ข้างลำตัว นั่นคือท่าทางการจับคันชักของมือขวาที่ควรจะเป็นโดยปรับแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สิ่งที่เปลี่ยนไปมี 2 อย่างคือนิ้วโป้งและนิ้วก้อย นิ้วโป้งจะอยู่ใต้นิ้วอื่นๆ เล็กน้อยและวางอยู่ที่ด้ามคันชักบริเวณช่องเล็กๆ ระหว่างโคนคันชัก(Frog) และปลอกหนังหุ้มด้ามจับ (Grip) นิ้วโป้งควรจะโค้งออกด้านนอกเป็นรูปวงกลมกับนิ้วอื่นๆ

ปลายนิ้วก้อยวางอยู่ด้านบนคันชักก่อนถึงปุ่มสกรู (Screw) โดยวางนิ้วเป็นแนวโค้งเพื่อรับน้ำหนักของคันชัก ส่วนอีก 3 นิ้วที่เหลือให้วางอย่างสบายๆ เหนือด้ามคันชัก ซึ่งจะทำให้นิ้วโป้งและนิ้วกลางไขว้กัน ควรจะออกแรงบีบนิ้วทั้งสองเล็กน้อยจะทำให้รู้สึกจับคันชักได้อย่างมั่นคง ทำให้นิ้วที่เหลือ ข้อมือ ข้อศอก และหัวไหล่รู้สึกผ่อนคลายและไม่เกร็ง

 การตั้งสายไวโอลิน
สิ่งที่ควรจะทราบก่อนที่จะเรียนรู้เรื่องการตั้งสายไวโอลินก็คือ ชิ้นส่วนต่างๆ ของไวโอลินที่เกี่ยวข้องกับการตั้งสาย

ลูกบิด (Peg)
ลูกบิดอาศัยหลักการของแรงฝืด (Friction fit) ซึ่งเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ลูกบิดติดอยู่กับช่องใส่ลูกบิดได้ ห้ามใช้กาวหรือน้ำยาอื่นๆ ทาลูกบิดโดยเด็ดขาด

หย่อง (Bridge)
หย่องอาศัยหลักการของแรงฝืดเช่นเดียวกัน หย่องติดอยู่กับที่โดยอาศัยแรงดึงของสาย (ห้ามใช้กาวทาเช่นเดียวกัน) ปลายของหย่องอาจจะเคลื่อนที่ได้ โดยเฉพาะเวลาที่เราเปลี่ยนสายใหม่ ต้องหมั่นสังเกตดูว่าหย่องอยู่ในแนวตรงและตีนหย่องไม่เลื่อนไปมา หย่องควรจะอยู่ในแนวตรงเมื่อเทียบกับช่องเสียง (F - hole) และตีนหย่องต้องแนบสนิทกับไม้แผ่นหน้าไวโอลิน การเช็คว่าหย่องอยู่ในแนวตรงหรือไม่นั้นให้มองที่ด้านข้างไวโอลิน หย่องด้านที่หันไปทางหางปลา (Tailpiece) ควรจะทำมุม 90 องศากับไม้แผ่นหน้า ส่วนอีกด้านหนึ่งที่หันไปทางฟิงเกอร์บอร์ดจะเอียงเล็กน้อย

หลักเสียง (Sound post)
ถ้าสายเกิดอาการหย่อนจนถึงระดับที่จะทำให้หย่องล้มได้เนื่องจากมีแรงดึงของสายที่น้อยเกินไป หรืออาจจะเกิดในขณะที่เปลี่ยนสายชุดใหม่ เครื่องดนตรีของคุณอาจจะเสี่ยงต่อการล้มของซาวด์โพสท์ (แท่งไม้ขนาดเล็กที่ถ่ายทอดเสียงจากไม้แผ่นหน้าไปยังไม้แผ่นหลัง) เนื่องจากมันอยู่ได้ด้วยแรงดึงของสายเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนสายทีละสายและให้สายอื่นๆ บนไวโอลินมีความตึงอยู่บ้าง แต่ถ้าซาวด์โพสท์หลวมและทำให้ไวโอลินมีเสียงก๊อกแก๊ก คุณอาจจะต้องให้ช่างผู้เชี่ยวชาญช่วยปรับซาวด์โพสท์ให้อยู่ในตำเเหน่งที่เหมาะสม สำหรับช่างที่เก่งๆ แล้วไม่ถือว่าเป็นงานที่ยากแต่อย่างใด และไม่ควรจะใช้เวลาหรือเสียเงินมากนัก บางที่ช่างก็อาจจะทำให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ตัวปรับเสียง (Fine Tuner)
คุณอาจจะเคยสังเกตเห็นว่าไวโอลินของนักเรียนมักจะมีปุ่มปรับเสียงครบทุกสาย ทำให้นักเรียนสามารถตั้งสายได้เร็วขึ้น สำหรับนักไวโอลินที่เก่งๆ แล้ว ส่วนใหญ่จะใช้ปุ่มปรับเสียงที่สาย E เท่านั้น เพื่อช่วยให้ตั้งสายง่ายขึ้น เนื่องจากการตั้งสาย E ต้องอาศัยความพิถีพิถัน และมักจะเป็นสายที่เพี้ยนได้ง่าย

ตัวปรับเสียง (Fine Tuner) คือก้านโลหะขนาดเล็กที่สามารถปรับสายให้ตึงหรือหย่อนได้ ทำให้เสียงสูงขึ้นหรือต่ำลงทีละนิด โดยปกติจะมีสกรูขนาดเล็กสำหรับหมุนเพื่อปรับก้านโลหะดังกล่าว
-
ถ้าหมุนสกรูตามเข็มนาฬกาจะทำให้สายตึงและเสียงจะสูงขึ้น
-
ถ้าหมุนสกรู ทวนเข็มนาฬกาจะทำให้สายหย่อนและเสียงจะต่ำลง

เมื่อเราตั้งสายเปล่าไวโอลิน เราจะหมุนสกรูขึ้นจากเสียงที่ ต่ำกว่าทีละนิดจนกว่าจะได้ระดับเสียงที่ต้องการ หรืออธิบายได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นการปรับสายให้ตึงจนได้เสียงที่ต้องการ เทคนิคการตั้งสายเเบบนี้มีเหตุผล 2 ประการคือ ประสาทหูของเราจะรับรู้ได้ง่ายกว่าเล็กน้อยเมื่อเราปรับเสียงจนได้เสียงที่ถูกต้อง และสายจะอยู่ในระดับเสียงนั้นๆ นานกว่าการหย่อนสายเพื่อลดระดับเสียงลงไปหาเสียงที่ถูกต้อง

    การตั้งสายด้วยลูกบิด
คุณอาจต้องใช้ลูกบิดในการตั้งเสียงถ้าสายคลายตัวจนเสียงเพี้ยนมากๆ ซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ร้อนหรือเย็น และความชื้นในอากาศ หรืออาจจะเป็นเพราะลูกบิดหลวมเกินไป วิธีการตั้งสายด้วยลูกบิดทำได้ดังนี้

1. ตรวจดูว่าตัวปรับเสียง (Fine Tuner) บนสายมีปัญหาหรือไม่ (ถ้าใช้เพียงอันเดียว) ตำแหน่งของสกรูควรจะหมุนเข้าไปเพียง 1 ส่วน 4 เท่านั้น เมื่อตั้งสายด้วยลูกบิดจะทำให้คุณสามารถใช้ปุ่มปรับเสียงปรับเสียงในขั้นสุดท้ายได้
2.
คุณอาจจะต้องคลายสายและลูกบิดเล็กน้อยเพื่อให้เสียงต่ำลง หลังจากนั้นจึงตั้งสายให้ได้ระดับเสียงที่ต้องการ วิธีตั้งสายอีกแบบหนึ่งที่ง่ายกว่าคือ ถือไวโอลินไว้บนตักของคุณและดีดสายในขณะที่ตั้งสายไปด้วย แต่ควรจำไว้เสมอว่า เมื่อไม่ใช้คันชักให้วางไว้ในที่ๆ ปลอดภัยทุกครั้ง
3.
เนื่องจากลูกบิดอยู่ได้ด้วยแรงฝืด คุณต้องหมุนลูกบิดไปมาในช่องลูกบิด (Peg box) พร้อมกับตั้งสายไปพร้อมๆ กัน
4.
คุณอาจจะใช้ลูกบิดตั้งเสียงแบบคร่าวๆ ให้อยู่ในช่วงเสียงที่ต้องการ หลังจากนั้นจึงใช้ตัวปรับเสียงเพื่อปรับเสียงให้ถูกต้อง
5.
ทำซ้ำจนกว่าจะได้ระดับเสียงที่ถูกต้อง

วิธีแก้ปัญหาเมื่อลูกบิดหลวมหรือติดแน่น
ลูกบิดไวโอลินไม่ควรติดแน่นหรือหลวมจนเกินไป ข้อมูลข้างล่างเป็นวิธีแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ถ้ายังไม่ได้ผลให้นำไวโอลินของคุณไปที่ร้านซ่อม เพราะอาจจะมีปัญหาที่หนักเกินกว่าที่จะเราทำเองได้ เช่น ลูกบิดหรือช่องใส่ลูกบิดแตกร้าว

- ถ้าลูกบิดติดแน่นเกินไป คุณสามารถซื้ออุปกรณ์ที่เรียกว่า ‘Peg Dope’ เพื่อลดความฝืดในช่องใส่ลูกบิด ให้ใช้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ‘Peg Dope’ มีลักษณะคล้ายแท่งลิปสติกใช้ทาที่ลูกบิดโดยตรงบริเวณที่ตรงกับช่องใส่ลูกบิด วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ อีกแบบก็คือ ใช้ผงดินสอซึ่งมีส่วนประกอบของคาร์บอนถูลงบนก้านลูกบิดในตำแหน่งที่ตรงกับช่องใส่ลูกบิด

- ถ้าลูกบิดลื่นเกินไป ให้ใช้ผงยางสนจำนวนเล็กน้อยทาลงบนก้านลูกบิด โดยใช้หางม้าของคันชักถูไปมาบนก้านลูกบิด ผงยางสนจากหางม้าจะหล่นลงบนก้านลูกบิด ช่วยให้ติดลูกบิดติดกับช่องลูกบิดได้แน่นขึ้น

การตั้งสายเปล่าด้วยคันชัก

สาย A (สาย 2)
โดยปกติจะตั้งสาย A (สาย 2) เป็นสายแรก ในวงออร์เคสตร้าจะใช้เครื่องเป่าโอโบเล่นเสียง A (ปกติจะมีคลื่นความถี่อยู่ที่ 440 Hz แต่ในบางครั้งจะใช้สาย A ที่คลื่นความถี่แตกต่างกันออกไป เช่น 443 Hz ขึ้นอยู่กับวงออร์เคสตร้าวงนั้นๆ) นักดนตรีในวงจะตั้งเสียงเครื่องดนตรีของตนให้ตรงกัน การที่ใช้โอโบก็เพราะว่า มันเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงที่มีความพิเศษสามารถได้ยินได้ง่าย

สาย D (สาย 3)
สาย D เป็นสายที่ควรจะตั้งถัดจากสาย A โดยใช้สาย A เป็นหลัก ให้เล่นสาย A และ D พร้อมๆ กัน ขั้นคู่เสียง (Interval) ของโน้ตทั้ง 2 ตัวคือ คู่ 5’ (Perfect Fifth) ซึ่งเป็นโน้ตตัวแรกของเพลง “Twinkle, Twinkle, Little Star” (โน้ตตัวแรกของเพลงนี้คือโน้ตตัว D ต่ำ และโน้ตตัวที่ 2 คือ A ที่สูงกว่า) ใช้ประสาทหูของคุณในการปรับเสียงสาย D จนกระทั่งได้ยินเสียงสายเปิด (Open sound) ของเสียง คู่ 5’

สาย G (สาย 4)
การตั้งสาย G ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน โดยใช้สาย D ที่มีเสียงสูงกว่าเป็นหลัก

สาย E (สาย 1)
การตั้งสาย E ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากสาย E เป็นสายที่มีความละเอียดอ่อนที่สุด และสามารถเพี้ยนได้ง่ายในขณะที่เรากำลังตั้งสายอื่นๆ อยู่ เราจึงตั้งสาย E เป็นสายสุดท้าย นักไวโอลินส่วนใหญ่จะใช้ปุ่มปรับเสียงบนสาย E เพื่อปรับอย่างละเอียดเพื่อให้เสียงได้ คู่ 5’ (Perfect Fifth) กับสาย A

ตัวปรับเสียง (Fine Tuner)

เทคนิคการตั้งเสียงขั้นสูง
บางครั้งการฟังเสียงของ คู่ 5’ ก็เป็นสิ่งที่ยากพอสมควร โดยเฉพาะกับนักดนตรีมือใหม่ เทคนิคการตั้งเสียงขั้นสูงดังต่อไปนี้คงจะมีประโยชน์กับนักไวโอลินบ้าง

ก่อนอื่นต้องทำความรู้จักกับเสียง ‘Harmonic’ (เสียงประสาน) หรือเสียง ‘Overtone’ (เสียงคู่ 8) เสียก่อน โน้ตแต่ละตัวที่เราได้ยินนั้นจะมีเสียงประสานที่ทำให้เกิดเป็นโทนเสียง เช่น การทำเค้ก ที่มีส่วนผสมของ เเป้ง, ไข่ไก่, น้ำตาล ฯลฯ และส่วนผสมอื่นๆ ที่จำเป็น เมื่อนำส่วนผสมทั้งหมดผสมเข้าด้วยกันก็จะได้ขนมเค้ก ตัวโน้ตที่เราได้ยินก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเสียง A หรือเสียงอะไรก็ตาม

เราสามารถได้ยินเสียง Harmonic ของไวโอลินโดยการใช้นิ้วแตะสายเบาๆ บนสายตรงตำแหน่งของมัน ซึ่งอยู่บริเวณกึ่งกลางสาย เมื่อลากคันชักผ่านสายที่จุดกึ่งกลางสายนั้นๆ ซึ่งเรียกว่า Node (ในทางฟิสิกส์หมายถึง เส้นหรือบริเวณของคลื่นที่มีการสั่นสะเทือนเล็กน้อยหรือไม่มีการสั่นสะเทือนเลย) ซึ่งเป็นจุดของสายที่ไม่มีการสั่นสะเทือน (คุณอาจจะเคยเห็นจากการเล่นกระโดดเชือกของเด็กมาบ้างแล้ว ถ้าคุณแกว่งเชือกอย่างรวดเร็วและสม่ำเสมอ จะมีจุดที่ดูเหมือนว่าไม่มีการเคลื่อนไหวซึ่งเรียกว่า Node นั่นเอง) ใช้ปลายนิ้วแตะที่ส่วนนี้เบาๆ เมื่อลากคันชักผ่านสาย จะเกิดโน้ตที่เสียงสูงกว่าโน้ตตัวเดิม 1 ขั้นคู่เสียง (Octave)
นอกจากนั้นยังมี Node อีก 1 จุดตรงส่วนที่สายแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ใช้ปลายนิ้วแตะที่ส่วนนี้เบาๆ ในขณะที่ลากคันชักผ่านสาย จะเกิดโน้ตที่เสียงสูงกว่าโน้ตตัวเดิม 1 ขั้นคู่เสียง (Octave) บวกกับอีก คู่ 5’ (Perfect Fifth)

และด้วยพื้นฐานความรู้อันนี้ คุณสามารถนำไปใช้ตั้งสายไวโอลินของคุณได้ ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

1. ใช้ปลายนิ้วแตะที่จุดกึ่งกลางสาย E เมื่อลากคันชักผ่านสายจะได้เสียง ‘e’ ที่สูงกว่า 1 ขั้นคู่เสียง (โดยปกติแล้วเมื่อแตะนิ้วที่ระยะ 1/2 ของ Node สาย E จะให้เสียง ‘e’ ซึ่งสูงกว่า 1 ขั้นคู่เสียง แต่วิธีนี้ไม่สามารถใช้กับ Harmonic แบบอื่นๆ ได้)

2. ใช้ปลายนิ้วแตะที่จุด 1 ใน 3 ของสาย A จะได้เสียง ‘e’ ที่สูงกว่าเสียง A, 1 ขั้นคู่เสียงบวกกับอีก คู่ 5’ ซึ่งเป็นโน้ตตัวเดียวกับโน้ตที่คุณพึ่งเล่นด้วย Harmonic บนสาย E (ระยะ 1/3 ของ Node จะได้โน้ตที่เสียงสูงกว่าโน้ตตัว E บนสาย A)

3. ใช้ปลายนิ้วก้อยของมือซ้ายเล่นเสียง Harmonic บนสาย E โดยให้มือซ้ายอยู่ในตำแหน่งนั้นเอาไว้ ใช้ปลายนิ้วชี้หาเสียง Harmonic ของสาย A ซึ่งวิธีเล่นโน้ต Harmonic แบบต่างๆ เหล่านี้จะทำให้คุณจะพบว่า สามารถที่จะบอกถึงเสียงที่เพี้ยนได้ง่ายกว่า เนื่องจากเสียง Harmonic เหล่านี้จะให้ระดับเสียงที่ตรงกันพอดี

4. ปฏิบัติเช่นเดียวกันบนสายอื่นๆ วิธีการนี้จะช่วยฝึกประสาทหูของคุณได้เป็นอย่างดี

หวังว่าคุณคงไม่สับสนไปเสียก่อน เพราะยังมีวิธีตั้งสายอีกวิธีหนึ่งเช่นกัน ให้เลื่อนนิ้วมือขึ้นมาเล่นโพสิชั่น 4 ของสาย A ซึ่งนิ้วชี้จะอยู่บนโน้ตตัว E ของสาย A ลองหาโน้ตของสาย E ที่อยู่สูงกว่า 1 ขั้นคู่เสียงด้วยนิ้วก้อย เมื่อคุณพบโน้ตขั้นคู่เสียงที่ว่าเเล้ว ให้ผ่อนแรงกดบนสายของนิ้วทั้ง 2 จะทำให้ปลายนิ้วของคุณสัมผัสบนสายเบาๆ เท่านั้น ลากคันชักผ่านสายทีละสาย คุณจะได้เสียง Harmonic ของแต่ละสายที่ตรงกัน ใช้วิธีนี้ในการตั้งสาย E

เทคนิคการใช้สายเปล่าสาย A (440 Hz) ในการตั้งสายไวโอลินของคุณ มีวิธีการดังนี้
1.
ตั้งสาย A กับเครื่องตั้งสาย เช่น Tuning Fork หรือเครื่องตั้งสายอีเล็คโทรนิค หรือตั้งให้เข้ากับเสียง A ของคนอื่นๆ ในวงดนตรี
2.
หลังจากนั้นใช้เสียง Harmonic ของสาย A (ตำแหน่ง 1/3 ของสาย) เพื่อตั้งเสียง Harmonic สาย E (ตำแหน่ง 1/2 ของสาย)
3.
หลังจากนั้นใช้เสียง Harmonic ของสาย A (ตำแหน่ง 1/2 ของสาย) เพื่อตั้งเสียง Harmonic สาย D (ตำแหน่ง 1/3 ของสาย)
4.
หลังจากนั้นใช้เสียง Harmonic ของสาย D (ตำแหน่ง 1/2 ของสาย) เพื่อตั้งเสียง Harmonic สาย G (ตำแหน่ง 1/3 ของสาย)

ข้อควรจำก็คือ ไม่มีอะไรที่จะพัฒนาประสาทการฟังของคุณได้ดีไปกว่าการเล่นเครื่องดนตรีที่ตั้งเสียงอย่างถูกต้อง

 

 

อ้างอิงดนตรีสากล

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99

http://www.pantown.com/board.php?id=13220&name=board9&topic=11&action=view

 

 

 

ดนตรีไทย                                                    ซออู้ซออู้ เป็นซอสองสาย ตัวกะโหลกทำด้วยกะลามะพร้าว โดยตัดปาดกะลาออกเสียด้านหนึ่ง และใช้หนังลูกวัวขึงขึ้นหน้าซอ กว้างประมาณ 13 14 ซม เจาะกะโหลกให้ทะลุตรงกลาง เพื่อใส่คันทวนที่ทำด้วยไม้จริง ผ่านกะโหลกลงไป ออกทะลุรูตอนล่างใกล้กะโหลก คันทวนซออู้นี้ ยาวประมาณ 79 ซม ใช้สายซอสองสายผูกปลายทวนใต้กะโหลก แล้วพาดผ่านหน้าซอ ขึ้นไปผูกไว้กับ ลูกบิดสองอัน ลูกบิดซออู้นี้ยาวประมาณ 17 18 ซม โดยเจาะรูคันทวนด้านบน แล้วสอดลูกบิดให้ทะลุผ่านคันทวนออกมา และใช้เชือกผูกรั้งกับทวนตรงกลางเป็นรัดอก เพื่อให้สายซอตึง และสำหรับเป็นที่กดสายใต้รัดอกเวลาสี ส่วนคันสีของซออู้นั้นทำด้วย ไม้จริงยาวประมาณ 70 ซม ใช้ขนหางม้าประมาณ 160 - 200 เส้น ตรงหน้าซอใช้ผ้าม้วนกลมๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นหมอนหนุน สายให้พ้นหน้าซอ ด้านหลังของกะโหลกซอ แกะสลักเป็นรูปลวดลายสวยงาม และเป็นช่องทางให้เสียงออกด้านนี้ด้วย

ซออู้มีรูปร่างคล้ายๆกับซอของจีนที่เรียกว่า ฮู ฮู้ ( Hu-hu ) เหตุที่เรียกว่าซออู้ก็เพราะ เรียกตามเสียงที่ได้ยินนั่นเอง ซอด้วงและซออู้ ได้เข้ามามีบทบาทในวงดนตรีเครื่องสายตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 4 นี่เอง โดยได้ดัดแปลงมาจาก วงกลองแขกเครื่องใหญ่ ซึ่งมีเครื่องดนตรีที่ทำลำนำประกอบด้วย ซอด้วง ซออู้ จะเข้ และ ปี่อ้อ ต่อมาได้เอากลองแขก ปี่อ้อ ออก และเอา ทับกับรำมะนา และขลุ่ยเข้ามาแทน เรียกวงดนตรีชนิดนี้ว่า วงมโหรีเครื่องสาย มีคนเล่นทั้งหมด 6 คน รวมทั้ง ฉิ่งด้วย

                                                  

การเล่นซออู้

วิธีการเล่นการเทียบเสียงซออู้
ใช้ขลุ่ยเพียงออเป่าเสียง ซอล โดยปิดมือบนและนิ้วค้ำ เป่าลมกลางๆ จะได้เสียง ซอล เพื่อเทียบเสียงสายเอก ส่วนสายทุ้ม ให้ปิดมือล่างหมด จนถึงนิ้วก้อย เป่าลมเบา ก็จะได้เสียง โด ตามต้องการ เพื่อเทียบเสียงสายทุ้ม ให้ตรงกับเสียงนั้น
การนั่งสีซอ
นั่งขัดสมาธิบนพื้น หากเป็นสตรีให้นั่งพับเพียบขาขวาทับขาซ้าย วางกะโหลกซอไว้บนขาพับด้านซ้าย มือซ้ายจับคันซอให้ตรงกับที่มีเชือกรัดอก ให้ต่ำกว่าเชือกรัดอกประมาณ 1 นิ้ว ส่วนมือขวาจับคันสี-โดยแบ่งคันสีออกเป็น 5 ส่วน แล้วจับตรง 3 ส่วนให้คันสีพาดไปบนนิ้วชี้ และนิ้วกลางในลักษณะหงายมือ ส่วนนิ้วหัวแม่มือ ใช้กำกับคันสีโดยกดลงบนนิ้วชี้ นิ้วนางและนิ้วก้อยให้งอติดกัน เพื่อทำหน้าที่ดันคันชักออกเมื่อจะสีสายเอก และ ดึงเข้าเมื่อจะสีสายทุ้ม
การสีซอ
วางคันสีให้ชิดด้านใน ให้อยู่ในลักษณะเตรียมชักออก แล้วลากคันสีออกช้าๆด้วยการใช้วิธีสีออก ลากคันสีให้สุด แล้วเปลี่ยนเป็นสีเข้าในสายเดียวกัน ทำเรื่อยไปจนกว่าจะคล่อง พอคล่องดีแล้ว ให้เปลี่ยนมาเป็นสีสายเอก โดยดันนิ้วนางกับนิ้วก้อยออกไปเล็กน้อย ซอจะเปลี่ยนเป็นเสียง ซอล ทันที ดังนี้
คันสี ออก เข้า ออก เข้า เสียง โด โด ซอล ซอล
ฝึกเรื่อยไปจนเกิดความชำนาญ
ข้อควรระวัง ต้องวางซอให้ตรง โดยใช้มือซ้ายจับซอให้พอเหมาะ อย่าให้แน่นเกินไป อย่าให้หลวมจนเกินไป ข้อมือที่จับซอต้องทอดลงไปให้พอดี ขณะนั่งสียืดอกพอสมควร อย่าให้หลังโกงได้ มือที่คีบซอให้ออกกำลังพอสมควรอย่าให้ซอพลิกไปมา  อ้างอิงhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B9%E0%B9%89

http://sawauu.blogspot.com/2008/02/blog-post_08.html

http://www.thaikids.com/kimhis/image2.jpg 

 

 

 

 

รูปภาพของ mmkkamtorn

ตรวจแล้ว  ดีเยี่ยมSurprised

รูปภาพของ mmkkamtorn

อ้างอิงด้วยว่ามาจาก web อะไร   แก้ไขด่วน แล้วจะตรวจให้

ทั้งเครื่องดนตรีไทยและสากล

รูปภาพของ mmk33766

ข้างบนงับ

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 107 คน กำลังออนไลน์