ประวัติปิงปอง

รูปภาพของ dsp5996

 ประวัติปิงปอง

เท่าที่มีหลักฐานบันทึกพอให้ค้นคว้า  ทำให้เราได้ทราบว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มขึ้นในประเทศอังกฤษ  ในปี ค.ศ. 1890  ในครั้งนั้นอุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบด้วยไม้หนังสัตว์ลักษณะคล้ายกับไม้เทนนิสในปัจจุบัน แทนที่จะขึงด้วยเส้นเอ็นก็ใช้แผ่นหนังสัตว์หุ้มแทน  ลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์   เวลาตีกระทบถูกพื้นโต๊ะและไม้ก็จะเกิดเสียง “ปิก – ป๊อก”  ดังนั้น กีฬานี้จึงถูกเรียกตามเสียงที่ได้ยินว่า “ปิงปอง” (pingpong)  ต่อมาได้มีวิวัฒนาการขึ้นโดยไม้หนังสัตว์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นไม้ซึ่งได้เริ่มเล่นแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อนวิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้นนี้เป็นการเล่นแบบยัน (Blocking) และแบบดันกัน (Pushing)  ซึ่งต่อมได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ BLOCKING  และ  CHOP การเล่นลูกตัด  ซึ่งวิธีนี้เองเป็นวิธีการเล่นที่ส่วนใหญ่นิยมกันมากในยุโรป  และแพร่หลายมากในประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป  การจับไม้ก็มีการจับอยู่ 2 ลักษณะเช่นเดียวกัน  คือ จับไม้แบบการจับมือ (SHACK  HAND) ซึ่งเรียกกันว่า “จับไม้แบบยุโรป”  นั่นเอง
ในปี ค.ศ. 1900  (พ.ศ. 2443)  เริ่มปรากฏว่ามีไม้ปิงปองที่ติดยางเม็ดเข้ามาใช้เล่น  ดังนั้น วิธีการเล่นแบบรุกหรือบุกโจมตี (ATTACK  หรือ OFFENSIVE)  เริ่มมีบทบาทมากขึ้นและยุคนี้จึงเป็นยุคของ นายวิคเตอร์  บาร์น่า  (VICTOR  BARNA)   ซึ่งเป็นชาวฮังการีได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกประเภททีมรวม  7 ครั้ง  และประเภทชายเดี่ยว  5 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1929 – 1931 ยกเว้นปี  1931 ที่ได้ตำแหน่งรองเท่านั้น   ในยุคนี้อุปกรณ์การเล่น  โดยเฉพาะไม้มีลักษณะคล้าย ๆ กันกับไม้ในปัจจุบัน วิธีการเล่นก็เช่นเดียวกัน  คือมีทั้งการเล่นรุก  (ATTACK)  และการเล่นรับ (DEFENSIVE)  ทั้งด้านหน้ามือ  (FOREHAND)  และด้านหลังมือ (BACKHAND)  การจับไม้ก็ใช้การจับแบบ SHAKE HAND  เป็นหลัก  ดังนั้นเมื่อส่วนใหญ่จับไม้แบบยุโรปแนวโน้มการจับไม้แบบ PENHOLDER  ซึ่งเปลี่ยนแปลงไป  โดยมีน้อยมากในยุโรปถือว่าเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองของโลกอย่างแท้จริง
ในปี ค.ศ. 1922  ได้มีบริษัทค้าเครื่องกีฬา ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า “PINGPONG” เป็น “TABLE-TENNIS”  เพราะไม่สามารถใช้ชื่อที่เขาจดทะเบียนไว้ประการหนึ่ง และเพื่อไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือในด้านการโฆษณาสินค้าอีกประการหนึ่ง  แล้วในปี ค.ศ.  1926  (พ.ศ. 2469) จึงได้มีการประชุมและก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ (INTERNATIONAL TABLE-TENNIS  FEDERATIONITTF)  ขึ้นที่กรุงลอนดอน ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1926 ภายหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือในขั้นต้น โดย DR. GEORE LEHMEN  ดร.เกิธ  เลชมัน)  แห่งประเทศเยอรมัน ในกรุงเบอร์ลินในเดือนมกราคม  ค.ศ. 1926  ในปี้นี้เองการแข่งขันเทเบิลเทนนิสแห่งโลกครั้งที่ 1 ก็ได้เริ่มขึ้นพร้อมกับการก่อตั้งสหพันธฯ  โดยมีนายอีวอร์  มองตากู (MR. IVOR   MONTAGO) เป็นประธานของสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติคนแรก  ในปีช่วงปี ค.ศ. 1940 ยังมีวิธีการเล่นและการจับไม้พอจำแนกออกได้เป็น  3  ลักษณะเด่น คือ
1.การจับไม้  เป็นการจับไม้แบบจับมือ (SHAKE HAND GRIP)
2.ไม้จะต้องติดยางเม็ด
3.วิธีการเล่นเป็นวิธีการเล่นขั้นพื้นฐาน  คือ  การรับเป็นส่วนใหญ่  (OEFENSIVE-PLAY) ยุคนี้ยังจัดได้ว่าเป็น “ยุคของยุโรป” อีกเช่นเคย
ในปี  ค.ศ. 1950 จึงเป็นยุคของญี่ปุ่นซึ่งมีลักษณะพิเศษดังนี้  คือ
1.การตบลูกทางด้าน FOREHAND  แม่นยำและหนักหน่วง
2.การใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า (FOOT  WORK)
ในปี ค.ศ. 1952 ญี่ปุ่นได้เข้ามาร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรก  ที่กรุง     บอมเบย์ประเทศอินเดีย  และในปีต่อมาคือ ค.ศ.  1953 สาธารณรัฐประชาชนจีน  จึงได้เข้าร่วมแข่งขันครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสท์   ประเทศโรมาเนีย จึงนับได้ว่ากีฬาปิงปองเริ่มเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริงในปีนี้นั่นเอง

ประวัติปิงปอง

ในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การจับไม้แบบปากกา  ใช้วิธีการเล่นแบบรุกโจมตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรงโดยอาศัยอุปกรณ์เข้าช่วย  เป็นยางที่สอดไส้ด้วยฟองน้ำ  เพิ่มเติมจากยางชนิดเม็ดเติมที่ใช้กันทั่วโลก
การเล่นรุกของยุโรปใช้ความแม่นยำและใช้การตีวงสวิงที่สั้น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บ่า  ข้อศอก และข้อมือ  ซึ่งเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น  ซึ่งใช้ปลายเท้าเป็นศูนย์กลางในการตีลูกแบบรุก เป็นการเล่นแบบ  “รุกอย่างต่อเนื่อง”  ซึ่งวิธีนี้สามารถเอาชนะวิธีการเล่นแบบยุโรปได้การเล่นลูกโจมตีเช่นนี้เป็นที่เกรงกลัวของยุโรปมาก    เปรียบเสมือนการโจมตีแบบ “KAMIKAZE” คามิคาเซ่  (การบินโจมตีของฝูงบินหน่วยกล้าตายญี่ปุ่น)  ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญกันว่า  การเล่นแบบนี้เป็นการเล่นที่เสี่ยงและกล้าเกินไป  จนดูแล้วรู้สึกขาดความรอบคอบอยู่มาก  แต่ผู้เล่นญี่ปุ่นก็สามารถเล่นวิธีนี้ได้ดี  โดยอาศัยความสุขุมและ  FOOT WORK  ที่คล่องแคล่วจนสามารถครองตำแหน่งชนะเลิศได้  7 ครั้ง โดยมี  5 ครั้งติดต่อกัน  ตั้งแต่ปี  1953-1959
ในปี ค.ศ. 1960 เริ่มเป็นยุคของจีน  ซึ่งสามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้   โดยการวิธีการเล่นโจมตีอย่างรวดเร็วผสมผสานกับการป้องกัน  ในปี ค.ศ. 1961  ได้จัดการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศครั้งที่ 26  ขึ้นที่ กรุงปักกิ่ง  ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน  ครั้งนี้จึงชนะญี่ปุ่นทั้งนี้  เพราะญี่ปุ่นยังใช้นักกีฬาที่มีอายุมาก  ส่วนจีนได้ใช้นักกีฬารุ่นหนุ่ม ซึ่งสามารถเล่นได้อย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบทั้งรุกและรับ  (ATTACK  & BLOCK) การจับไม้ก็เป็นการจับแบบปากกา
ยุโรปเริ่มฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งโดยนำวิธีการเล่นของชาวเอเชียมาปรับปรุง  นำโดยนักกีฬาชาวสวีเดนและประเทศอื่น ๆ  ซึ่งมีหัวหน้าที่ไม่มัวมาแต่คิดจะรักษาหน้าของตัวเองว่าต้องไปเลียนแบบชาติอื่น ๆ  ดังนั้น  ชาวยุโรปจึงเริ่มชนะเลิศชายคู่ในปี 1967 และ 1969  ซึ่งเป็นนักกีฬาจากสวีเดน   ในช่วงนั้นการเล่นแบบรุกยังไม่เป็นที่แพร่หลายทั้งนี้เพราะวิธีการเล่นแบบรับ  (DEFENSIVE)   ได้ฝังรากลงไปในยุโรปจนมีการพูดกันว่าการที่นักกีฬายุโรปเลียนแบบการเล่นลูกยาวแบบญี่ปุ่นนั้น  คงจะไม่มีทางสำเร็จ แต่การที่นักกีฬาของสวีเดนได้เปลี่ยนวิธีการเล่นตามแบบญี่ปุ่นนั้น  มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนรุ่นหลังของยุโรปเป็นอย่างมาก  และในปี ค.ศ. 1970 จึงเป็นปีแห่งการประจันหน้ากันระหว่างผู้เล่นชาวยุโรปและผู้เล่นชาวเอเชีย
ระยะเวลาได้ไปประมาณ  10 ปี  ตั้งแต่ปี  1960-1970  นักกีฬาของญี่ปุ่นเริ่มแก่ตัวลงในขณะที่นักกีฬาใหม่ของยุโรปเริ่มเก่งกล้าขึ้น  และสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศชายเดี่ยวของโลกไปครองครอบได้สำเร็จ  ในการแข่งขันเทเบิลเทนนิสเพื่อความชนะเลิศแห่งโลก  ครั้งที่ 31 ณ กรุงนาโกน่า  ประเทศญี่ปุ่น  ในปี ค.ศ. 1971  โดยนักเทเบิลเทนนิสชาวสวีเดนชื่อสเตลัง  เบงค์สัน  อายุ 17 ปี  เป็นผู้เปิดศักราชให้กับชาวยุโรป  ภายหลังจากที่นักกีฬาเทเบิลเทนนิสชาวยุโรปตกอันดับไปเป็นเวลาถึง 18 ปี  ในปี ค.ศ.  1973  ทีมของสวีเดนก็คว้าตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกได้  จึงทำให้ยุโรปต่างมีความมั่นใจในวิธีการเล่นที่ตัวเองได้เลียนแบบและปรับปรุง ดังนั้นนักกีฬายุโรปและนักกีฬาของเอเชียจึงเป็นคู่แข่งขันที่สำคัญในขณะที่นักกีฬาของกลุ่มชาติอาหรับและลาตินอเมริกา ก็เริ่มก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว   เริ่มมีการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางด้านเทคนิคซึ่งกันและกันการเล่นแบบตั้งรับซึ่งหมดความนิยมไปแล้วตั้งแต่ปี 1960  ก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้น  โดยการใช้ความชำนาญในการเปลี่ยนหน้าไม้ในขณะเล่นลูก  หน้าไม้ซึ่งติดด้วยยางปิงปอง  มีความยาวของเม็ดยางยาวกว่าปกติ  การใช้ยาง ANTI-SPIN  เพื่อพยายามเปลี่ยนวิถีการหมุนและทิศทางของลูกเข้าช่วย  ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้นี้มีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในขณะนี้ผู้เล่นเยาวชนต่าง ๆ  เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากีฬาเทนนิสต่อไปในอนาคตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  และขณะนี้กีฬาเทนนิสก็ได้เป็นที่ยอมรับของคณะกรรมการโอลิมปิก  โดยเริ่มจัดให้มีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกปี 1988  ที่กรุงโซล  ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี  เป็นครั้งแรก


อ้างอิงจาก http://www.konmun.com/Article/id4777.aspx

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 2 คน และ ผู้เยี่ยมชม 106 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • nbr13233
  • hattieashleylfd...