การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้

การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
การอนุรักษ์ หมายถึง การใช้สิ่งที่มีอยู่อย่างเหมาะสมและก่อให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุดตลอดไป มิใช่การเก็บรักษาแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นลักษณะการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด และมีการฟื้นฟูดูแลรักษาอย่างดี เพื่อให้สิ่งที่มีอยู่นั้นอำนวยประโยชน์ได้มากที่สุด
- ทรัพยากรป่าไม้ มีความหมายรวมถึงป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่มีผลสืบเนื่องมาจากป่าไม้ ได้แก่ สัตว์ป่า ชองป่า ที่ดินป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร และสภาพแวดล้อมด้านป่าไม้ สิ่งเหล่านี้จัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถฟื้นฟูสภาพได้ ( Renewable Resources ) และหากได้มีการอนุรักษ์อย่างเหมาะสมก็จะเกิดการทดแทนขึ้นมาใหม่ และสามารถบำรุงรักษาสภาพให้คงอยู่เพื่ออำนวยประโยชน์ต่อไปได้ โดยไม่มีที่สิ้นสุด
ป่าไม้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญอย่างยิ่งหากเป็นป่าผืนใหญ่ที่สมบูรณ์ มีไม้ยืนต้นขนาดต่างๆเป็นส่วนประกอบที่สำคัญและมีไม้พื้นล่างอันประกอบด้วยไม้พุ่ม ไม้เลื้อยและไม้เล็กๆ ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ก็สามารถอำนวยประโยชน์ทางตรงอันได้แก่ ไม้ ของป่าและผลิตผลไม้อื่นๆ กับประโยชน์ทางอ้อมที่จะมีอิทธิพลต่อ ดิน ลม ฟ้า อากาศ ในท้องถิ่น ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่มีคุณภาพดี มีต้นน้ำลำธารที่สมบูรณ์ พร้อมด้วยชนิดสัตว์ป่าต่างๆอย่างชุกชุม เป็นแหล่งศึกษาหาความรู้
ป่าไม้ชนิดต่างๆในประเทศไทย
ป่าไม้ในประเทศไทยมีหลายชนิด ซึ่งหากแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆแล้วจะแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ
ก. ป่าประเภทผลัดใบ ได้แก่ ป่าที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ส่วนใหญ่ที่มักจะผลัดใบพร้อมกันในฤดูแล้ง ใบไม้ที่ร่วงหล่น และไม้ล้มลุกที่คลุมอยู่ตามพื้นดิน มักจะกลายเป็นเชื้อเพลิง ก่อให้เกิดไฟไหม้ลุกลามเป็นไฟป่าอย่างกว้างขวางในป่าประเภทนี้เสมอ แต่เมื่อย่างเข้าหน้าฝนไม้ต่างๆก็จะออกดอกออกใบ และไม้ชั้นล่างก็จะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ป่าดูเขียวชอุ่มเช่นเดิม ป่าที่จัดอยู่ในประเภทนี้ได้แก่ ป่าแดง ป่าเบญจพรรณ
ข. ป่าประเภทไม่ผลัดใบ ได้แก่ ป่าซึ่งปรากฏเห็นเขียวชะอุ่มตลอดปี แม้พันธุ์ไม้ชนิดต่างๆที่ขึ้นอยู่จะมีการทิ้งใบตามธรรมชาติ แต่ก็เป็นการทยอยร่วงหล่นและเกิดใหม่ขึ้นมาทดแทนอยู่ตลอดเวลาไม่เห็นความแตกต่างเหมือนป่าชนิดผลัดใบ ป่าไม้ชนิดที่จัดเป็นป่าประเภทนี้ ได้แก่ ป่าดงดิบ ป่าดงดิบเขา ป่าชายเลน และป่าพรุ
การที่ประเทศไทยมีป่าหลายชนิดนั้นก็เนื่องจากมีปัจจัยหลายประการ เช่น ดินฟ้าอากาศ ที่ก่อให้เกิดฤดูการ ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ ซึ่งแตกต่างกัน สภาพลักษณะภูมิประเทศ ที่ภูเขา ที่ราบ ความสูงของพื้นที่จากระดับน้ำทะเลปานกลาง การเกิดน้ำท่วม ความลาดชันของภูเขา ก็ทำให้พันธุ์ไม้ต่างชนิดกัน สภาพของดิน ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกัน และมีผลต่อความชื้นในดิน เป็นข้อจำกัดของพรรณไม้บางชนิด และผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การตัดไม้ การถางป่า การเผาป่า การขุดดิน หิน แร่ ก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของชนิดพรรณไม้ และป่าไม้ได้เช่นกัน
ป่าแดง ( Dry Deciduous Dipterocarps Forest )
ป่าชนิดนี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปหลายชื่อตามความนิยมของแต่ละท้องถิ่น เช่น ป่าเต็งรัง ป่าแพะ ป่าโคก เกิดอยู่แทบทุกภาคของประเทศไทยยกเว้นเฉพาะภาคใต้ ป่าแดงมักเกิดขึ้นในบริเวณที่ดินไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ หน้าดินตื้น ตามภูเขาในภาคเหนือ และยอดเนินหรือโคกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งดินมักจะเป็นทรายจัด ต้นไม้ที่ขึ้นอยู่มักจะมีหลายขนาด แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นไม้ขนาดกลางและขนาดเล็กที่แคระแกรน ยกเว้นบางตอนที่มีหน้าดินหนาและไม่ถูกรบกวนมากนัก จึงจะมีไม้ขนาดใหญ่ผสมอยู่มากขึ้น ป่าชนิดนี้จึงมีลักษณะค่อนข้างโปร่ง และเกิดไฟไหม้ป่าในหน้าแล้งอยู่เป็นประจำ
ป่าเบญจพรรณ ( Mixed Deciduous Forest )
บางครั้งเราเรียกป่าเบญจพรรณว่า ป่าผลัดใบผสม เนื่องจากเป็นป่าที่มีไม้ชนิดต่างๆขึ้นอยู่มากและส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ไม้ชนิดผลัดใบ แม้ว่าป่าเบญจพรรณจะมีลักษณะค่อนข้างโปร่งในหน้าแล้ง และเกิดไฟป่าลุกไหม้เช่นเดียวกับป่าแดง แต่โดยที่ป่าชนิดนี้มักจะเกิดตามเนินเขา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายหน้าดินลึกและมีความอุดมสมบูรณ์กว่าบริเวณป่าแดง ต้นไม่ที่ขึ้นอยู่จึงมีขนาดใหญ่และขนาดกลางหลายชนิด ทำให้ป่าดูแน่นทึบและเขียวชอุ่มในฤดูฝน ดูไม่แตกต่างกับป่าดงดิบ
พันธุ์ไม้ชนิดที่สำคัญ ได้แก่ สัก ประดู่ แดง มะค่าโมง ตะแบก เสลา อ้อยช้าง สมพง ส้าน พยุง ชิงชัน ฯลฯ และมักจะมีไผ่ชนิดต่างๆ เช่น ไผ่ป่า ไผ่บง ไผ่ซาง ไผ่รวก ไผ่ไร่ ขึ้นอยู่ผสมกระจัดกระจายทั่วไป
ป่าเบญจพรรณในภาคเหนือมักจะมีไม้สักซึ่งเป็นไม้มีค่าขึ้นอยู่ทั่วไป ไม้สักที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติเหล่านี้มีการกระจายพันธุ์ลงมาถึงจังหวัดกาญจนบุรีในภาคกลาง ส่วนภาคอื่นมีไม้เบญจพรรณไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะผสมกับป่าแดง เนื่องจากเป็นป่าประเภทผลัดใบเช่นกัน
สัตว์ป่าซึ่งชอบอาศัยอยู่ตามป่าเบญจพรรณได้แก่ ละองหรือละมั่ง เก้ง กวาง เนื้อทราย ช้างป่า กระทิง วัวแดง เสือโคร่ง เสือดาว หมูป่า ลิง ชะนี หมีควาย ค่าง นกยูง ไก่ป่า ไก่ฟ้าหลังเทา นกแก้ว นกขุนทอง และสัตว์อื่นๆอีกหลายชนิด ป่าเบญจพรรณจัดว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าที่สำคัญ เนื่องจากมีแหล่งน้ำแหล่งอาหารที่หลบซ่อนคุ้มกันภัย และดินโป่งที่มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของสัตว์ป่าอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์
ป่าดงดิบ ( Tropical Evergreen Forest )
ป่าดงดิบพบอยู่โดยทั่วไปทุกภูมิภาคของประเทศไทย ที่มีมากที่สุดคือ ภาคใต้และภาคตะวันออกในแถบจังหวัดระยอง จันทบุรีและตราด เนื่องจากบริเวณนี้มีฝนตกชุกและมีความชุ่มชื้นมาก ในภาคอื่นป่าดงดิบมักเกิดในบริเวณที่มีอากาศชุ่มชื้นมากๆ เช่น ตามหุบเขา ริมแม่น้ำ ลำธาร และใกล้บริเวณแหล่งน้ำต่างๆ
ลักษณะของป่าดงดิบโดยทั่วไป มักรกทึบด้วยพันธุ์ไม้ขนาดต่างๆทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ขึ้นเบียดเสียดกันอยู่ และมีเถาวัลย์และไม้เลื้อยขึ้นยึดโยงปกคลุมโดยทั่วไป มองดูเขียวชอุ่มตลอดปี ป่าชนิดนี้มีความชื้นสูง โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันออก พื้นดินในป่าค่อนข้างชื้นแฉะอยู่แทบตลอดปีจัดเป็นป่าดงดิบชื้น ส่วนป่าดงดิบที่ขึ้นอยู่ตามภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคเหนือ มีปริมาณความชื้นน้อยกว่า พันธุ์ที่ขึ้นอยู่อาจเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย และอาจมีพันธุ์ไม้ผลัดใบขึ้นแซมอยู่บ้างเล็กน้อย จัดเป็นป่าดงดิบแล้ง
ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญและมีค่าในทางเศรษฐกิจที่เกิดในป่าดงดิบมีมากมายหลายชนิด เช่น ยาง ตะเคียน กะบาก เคี่ยม จำปาป่า หลุมพอ มะหาด มะม่วงป่า มะยมป่า ตาเสือ ฯลฯ นอกจากนั้นมีพืชพันธุ์อื่นๆขึ้นอยู่ตามพื้นป่า เช่น ไผ่บง ไผ่หก ระกำ กระวาน หวายชนิดต่างๆ และพืชชั้นต่ำอื่นๆอีกมากมาย
ป่าดงดิบเป็นป่าที่มีคุณค่ามากในทุกด้าน นอกจากจะให้ผลผลิตในรูปไม้และของป่าที่มีราคาแล้วป่าดงดิบยังช่วยรักษาต้นน้ำลำธารและดุลย์ธรรมชาติด้วย แต่ในขณะเดียวกันป่าดงดิบก็ถูทำลายลงไปมากกว่าป่าชนิดอื่นๆ จนในปัจจุบันจะไม่มีป่าดงดิบต่ำ ซึ่งเกิดบนที่ราบเหลืออยู่อีกแล้ว หากป่าดงดิบตามเชิงเขาและบนเขาถูกทำลายไปอีกก็จะส่งผลกระทบต่อต้นน้ำลำธารและสภาพแวดล้อมโดยรวมยิ่งขึ้น
สัตว์ป่าที่มักอาศัยอยู่ตามป่าดงดิบ ได้แก่ แรด กระซู่ ช้างป่า กระทิง เสือโคร่ง เสือดาวหรือเสือดำ เสือลายเมฆ เลียงผา กวางผา เก้ง กวาง กระจง หมี ชะนี เม่น ไก่ป่า นกหว้า นกแว่น นกชนหิน นกเงือกชนิดต่างๆ และนกป่าอื่นๆอีกหลายชนิด
ป่าดงดิบเขา ( Hill Evergreen Forest )
ป่าดงดิบเขา เป็นป่าดงดิบอีกชนิดหนึ่งซึ่งตามปกติจะเกิดขึ้นบนพื้นที่ ซึ่งมีระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ประมาณ 1,000 เมตรขึ้นไป สภาพป่าดูเขียวชะอุ่มตลอดปี และมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่นเกือบเท่ากับป่าดงดิบชื้น ป่าชนิดนี้มักมีมากทางภาคเหนือ ส่วนภาคอื่นๆ มักปรากฏตามเทือกเขาสูงๆ เช่น ป่าภูหลวง จังหวัดเลย ป่าเขาใหญ่ จังหวัดนครนายก ป่าเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช
ชนิดพันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่โดยส่วนมากเป็นจำพวกก่อ เช่น ก่อเดือย ก่อแป้น ก่อตาหมู นอกจากนี้ก็มีกำลังเสือโคร่ง มณฑาป่า จำปีป่า หว้า มะขามป้อม พญาไม้ กำยาน สนเขา ขึ้นปะปนอยู่ด้วย ส่วนไม้พื้นล่างเป็นจำพวกผักกูด มอส กล้วยไม้ดินและไม้แคระต่างๆ
บริเวณป่าดงดิบเขาหลายแห่งซึ่งเกิดการชะล้างสูง ดินมีความอุดมสมบูรณ์น้อยลงมักมีไม้สนเขาขึ้นอยู่ปะปน เช่น สนสองใบ สนสามใบ และบางทีขึ้นอยู่เฉพาะสนเขาล้วนๆเป็นป่าผืนใหญ่ เรียกว่า ป่าสนเขา ( Pine Forest ) ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างโป่รง ไม้พื้นล่างของป่าสนเขามักเป็นพวกผักกูด และกล้วยไม้ดิน หญ้าชนิดต่างๆ ป่าสนเขาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิดขึ้นได้ในระดับความสูงต่ำกว่าที่เกิดในภาคเหนือ
สัตว์ป่าที่พบในป่าดงดิบเขา ได้แก่ เก้ง กวาง กระทิง ช้างป่า กวางผา หมูหริ่ง ไก่ฟ้าหลังขาว ไก่ฟ้าหางลายขาว กะท่าง ฯลฯ
แม้ว่าป่าดงดิบเขาจะมีคุณค่าเศรษฐกิจกิจขึ้นอยู่น้อย แต่มีพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น เป็นป่าต้นน้ำลำธารซึ่งมีความสำคัญต่อประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นป่าดงดิบเขายังเป็นแหล่งที่อยู่ อาศัยของสัตว์ป่าและพืชป่าที่หายากของประเทศไทยหลายชนิด เช่นกวางผา ไก่ฟ้าหางลายขวาง กะท่าง ฟ้ามุ่ย รองเท้านารีอินทนนท์ รองเท้านารีแมงปอ ตลอดจนกล้วยไม้ดินอื่นๆอีกมากมาย การที่ป่าดงดิบเขาถูกทำลาย นอกจากจะก่อให้เกิดไฟป่าลุกไม้รุนแรง สัตว์ป่าและพืชได้รับอันตรายถึงขั้นสูญพันธุ์แล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อการรักษาต้นน้ำลำธารและสภาพแวดล้อมอีกด้วย
ป่าชายเลน ( Mangrove Forest )
ป่าชายเลนบางทีเรียกว่า ป่าเลนน้ำเค็ม หรือ ป่าเลน ปรากฏตามชายฝั่งทะเล เกาะหรือบริเวณปากแม่น้ำ ซึ่งมีตะกอนดินเลนทับถม และมีน้ำเค็มท่วมถึง มีมากตามชายทะเลภาคตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปากแม่น้ำเวฬุ อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ในภาคใต้มีอยู่ตามชายฝั่งทั้งสองด้านด้านตะวันออกมีอยู่เป็นหย่อมๆตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไปจนถึงจังหวัดปัตตานี ส่วนชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกมีป่าชายเลนขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น ตั้งแต่จังหวัดระนองไปจนถึงจังหวัดสตูล
พันธุ์ไม้ที่ประกอบกันเป็นป่าชายเลนมีเพียงไม่กี่ชนิด ตามชายทะเลมักเป็นพวกโกงกางใบเล็กและโกงกางใบใหญ่ ถัดเข้าไปเป็นพวกไม้แสม ประสัก ตะบูน โปรง รังกะแท้ ฝาด โดยทั่วไปแล้วป่าชายเลนจะมีพันธุ์ไม้เหล่านี้ขึ้นอยู่หนาแน่นและไม้ค่อยมีวัชพืช แต่ตามชายฝั่งตอนในมักมีวัชพืชจำพวกเหงือกปลาหมอ ปรงทะเล หวายลิง เถาวัลย์และไม้ล้มลุกอื่นๆปรากฏอยู่หนาแน่น
สัตว์ป่าที่พบตามป่าชายเลน ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกน้ำ เช่น นกทะเลขาแดง นกหัวโตชนิดต่างๆ นกยาง นกกินเปรี้ยว นกกระปูด ส่วนสัตว์อื่นๆที่พบได้แก่ ลิงแสม เสือปลา พังพอน ฯลฯ
ป่าชายเลน จัดเป็นป่าที่ให้ผลผลิตสูงทั้งทางด้านป่าไม้และประมง ไม้โกงกางให้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้รวดเร็วและไม้ชนิดอื่นๆ ก็นำไปใช้ประโยชน์ได้แทบทั้งหมด ป่ามีการฟื้นตัวเร็วเนื่องจากมีการสะสมอาหารและแร่ธาตุโดยสม่ำเสมอ ระบบนิเวศของป่าชายเลนช่วยเกื้อกูลต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำนานาชนิด วงจรชีวิตของสัตว์น้ำเหล่านี้จะมีความสัมพันธ์กับป่าชายเลนทั้งในด้านเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งเพาะพันธุ์ และการเจริญเติบโต หากป่าชายเลนถูกทำลายไป สัตว์น้ำจะพลอยมีจำนวนลดลงไปด้วย
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 2457 ครั้ง









