10 กันยายน วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day)

รูปภาพของ ssspoonsak

 

วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day)

10 กันยายน ของทุกปี

 

วันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day)

โดย กรมสุขภาพจิต

ทุกวันที่ 10 กันยายน ของทุกปี องค์การอนามัยโลกกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญคือ เป็นวันป้องกันการฆ่าตัวตายโลก (World Suicide Prevention Day) โดยประกาศเป็นครั้งแรกเมื่อ ปี ค.ศ. 2003 (ซึ่งก็ตรงกับปี พ.ศ. 2546 ของไทย)

  • สถานการณ์การฆ่าตัวตาย

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกเพื่อการป้องกันการฆ่าตัวตาย กล่าวว่า ในปีหนึ่งจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน เมื่อคิดเฉลี่ยต่อเวลาจะพบว่ามีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ทุก 40 วินาที และทุก 1 รายที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ จะมีผู้คนญาติใกล้ชิดอีกกว่า 20 รายพยายามฆ่าตัวตาย (WHO-SUPRE 2009)

ข้อมูลล่าสุด จากการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตาย โดย กรมสุขภาพจิต ได้รายงานอัตราฆ่าตัวตายของประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลสุดท้ายที่สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2551 อัตราฆ่าตัวตาย อยู่ที่ 5.96 ต่อประชากร 1 แสนคน ปี พ.ศ. 2552 อัตราฆ่าตัวตายลดลงมา อยู่ที่ 5.73 ต่อประชากรแสนคน ซึ่งเมื่อเทียบกับอัตราฆ่าตัวตายของโลก เท่ากับ 16 ต่อประชากรแสนคน และอัตราฆ่าตัวตายปกติมีค่าไม่เกิน 6.5 ต่อประชากรแสนคน อัตราฆ่าตัวตายเสี่ยง มีค่าอยู่ระหว่าง 6.5-13 และอัตราฆ่าตัวตายสูง มีค่ามากกว่า 13 ต่อประชากรแสนคน (WHO-2009) ซึ่งประเทศไทยโดยรวมในขณะนี้มีอัตราฆ่าตัวตายไม่ถึง 6.5 ถือว่าปกติ ซึ่งเป็นผลจากที่กรมสุขภาพจิตได้พยายามแก้ไขเรื่องนี้และติดตามต่อเนื่องตลอดมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2542 หลังวิกฤติต้มยำกุ้งและเกิดวิกฤติสุขภาพจิต อัตราฆ่าตัวตายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือเท่ากับ 8.6 ต่อประชากรแสนคน

ในขณะที่ประเทศต่างๆในเอเชีย โดยเฉพาะ จีน ญี่ปุ่น หรือ เกาหลีใต้ อัตราการฆ่าตัวตายอยู่ในเกณฑ์สูงมาก ถือว่าไทยประสบความสำเร็จในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตาย ขณะที่บางประเทศอัตราการฆ่าตัวตายเป็นเลขสองหลักอยู่ เช่น ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีอัตราการฆ่าตัวตาย 24.1 ตนต่อประชากรแสนคน ประเทศศรีลังกา 21.6 คนต่อประชากรแสนคน ประเทศสหรัฐอเมริกา 10.5 คนต่อประชากรแสนคน ประเทศสวีเดน 13.5 คนต่อประชากรแสนคน

  • การฆ่าตัวตายในประเทศกำลังพัฒนา

จากการศึกษาของ Vijayakumar และคณะในปี ค.ศ. 2002-2004 (Vijayakumar and John, 2006 ; WHO, 2008) โดยทุนสนับสนุนของโครงการจัดลำดับความสำคัญเพื่อควบคุมโรค (Disease Control Priorities Project: DCPP) ซึ่งผู้สนับสนุนรายใหญ่คือมูลนิธิของ นายบิลล์ เกตต์ จากไมโครซอฟท์ ร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐ (NIH) ทำการศึกษาวิจัยการฆ่าตัวตายในประเทศกำลังพัฒนา พบว่า อัตราการฆ่าตัวตายในปัจจุบันสูงขึ้นในหลายพื้นที่ในประเทศกำลังพัฒนา เกี่ยวข้องกับระบบข้อมูลไม่สมบูรณ์ (under report data) การนับจำนวนประชากรในบางประเทศก็ไม่ถูกหลักสากล เช่น บางพื้นที่ในชนบทของประเทศอินเดียและจีน ไม่สามารถนับจำนวนประชากรที่แท้จริงได้ รวมทั้งผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จไม่ได้เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพจิต ซึ่งไม่ได้รับการตรวจยืนยันทางจิตเวช การไม่บันทึกข้อมูลเพราะการฆ่าตัวตายเป็นความผิดทางกฎหมายในบางประเทศในเอเชีย (Abraham and others, 2006) การมีอคติ (stigma) และการไม่มีระบบบันทึกข้อมูลการตายที่มีประสิทธิภาพ (Joseph and others, 2003) ทำให้ตัวเลขการฆ่าตัวตายมีความคลาดเคลื่อนถึงกว่าร้อยละ 20-200 โดยที่สาเหตุการฆ่าตัวตายในประเทศตะวันตก มุ่งประเด็นการฆ่าตัวตายมีสาเหตุหลักจากปัญหาทางจิตเวช ในทางตรงข้ามแนวโน้มสาเหตุการฆ่าตัวตายในประเทศตะวันออก ให้ความสำคัญกับปัญหาสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อมีความเกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตายมาก ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนักวิจัยหลายคน ที่สรุปไปในทำนองเดียวกันว่า ปัจจัยทางด้านสังคมเป็นสาเหตุให้เกิดการฆ่าตัวตายมากกว่าปัจจัยอื่น และมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าสาเหตุการฆ่าตัวตายของประชากรในประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้ชี้บ่งว่าเป็นปัญหาทางด้านความเจ็บป่วยทางจิตเวชแต่เพียงเรื่องเดียว มีหลายรายงานการศึกษาค้นพบว่า ในหลายประเทศปัญหาการฆ่าตัวตายเกี่ยวข้องกับระยะเวลาการเกิดความเครียด โดยพบว่าผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จนั้น มีการเผชิญความเครียดในชีวิตเป็นระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์ ความเครียดเรื้อรังจึงเป็นปัจจัยสำคัญนำไปสู่การฆ่าตัวตาย ความเครียดมีสาเหตุจาก ฐานะทางเศรษฐกิจ ภาวะสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ความล้มเหลวในชีวิตคู่ การถูกทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ ความยากจน โดยนักวิจัยยืนยันว่า สาเหตุการฆ่าตัวตายนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย (WHO 2004: 3-5)

  • ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าตัวตาย

1. ปัจจัยทางชีวภาพ/การแพทย์ (Biological Factors)

การฆ่าตัวตายมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งทางด้านสังคม จิตวิทยา และปัจจัยทางด้านชีวภาพ โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากที่สุดคือการเจ็บป่วยทางจิตเวช (Persaud 2008 : 254) การศึกษาทางการแพทย์ พบว่าผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จประมาณ 9 ใน 10 มีความเจ็บป่วยทางจิตเวชอย่างใดอย่างหนึ่งขณะทำการฆ่าตัวตาย โดยมีสาเหตุสำคัญคือภาวะซึมเศร้าและการติดสุรา (WHO-SUPRE 2007) แม้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าอารมณ์เศร้าและการติดสุรา น่าจะมีสาเหตุจากจิตใจและสังคมสิ่งแวดล้อม แต่จากการศึกษาพบว่าอารมณ์เศร้าที่มีอาการรุนแรงหรือที่มีอาการทางจิตร่วมด้วย เช่นมีอาการหวาดระแวงมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากกรรมพันธุ์ และนักวิทยาศาสตร์ยังตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองของผู้มีอาการซึมเศร้า ซึ่งแสดงถึงกระบวนการทางชีวภาพ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดภาวะซึมเศร้า และพบว่าการรักษาด้วยยาเพื่อปรับการทำงานของระบบสารเคมีในสมอง ช่วยให้อาการดีขึ้นเร็วกว่าการรักษาทางจิตใจ โดยเฉพาะหากมีอาการรุนแรงหรือมีอาการทางจิตจำเป็นต้องได้รับยาในการรักษา แต่การรักษาจะได้ผลดีที่สุดและช่วยป้องกันไม่ให้กลับเป็นซ้ำ หากให้การรักษาทั้งทางยาและทางจิตใจควบคู่ไป โดยการช่วยเหลือทางจิตใจ จะเน้นการปรับวิธีคิดเพิ่มทักษะในการแก้ปัญหาและการสร้างสัมพันธภาพ ภาวะซึมเศร้าเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายที่พบมากที่สุด โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการรุนแรงและมีประวัติทำร้ายตนเองมาก่อน

ขณะเดียวกันปัญหาติดสุราเป็นสาเหตุของการฆ่าตัวตายประมาณ 1 ใน 4 โดยเฉพาะผู้ดื่มสุราที่มีปัญหาสุขภาพร่างกาย มีปัญหาชีวิตสมรส ปัญหาในการทำงาน มุมมองทางการแพทย์เชื่อว่า ผู้ป่วยทางจิตเวชที่คิดฆ่าตัวตายนั้นเมื่อรักษาจนภาวะทางจิตดีขึ้น ส่วนใหญ่ความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายจะลดลง การรักษาที่ถูกต้องร่วมกับการสร้างความเข้มแข็งทางใจของกลุ่มเสี่ยงจึงมีความสำคัญในการป้องกันการฆ่าตัวตาย


2. ปัจจัยทางจิตใจ สังคม วัฒนธรรม (Psycho-Sociocutural Factors

แม้ว่าการฆ่าตัวตายจะมีสาเหตุและความเป็นมาแตกต่างกัน แต่มักจะมีปัจจัยทางสังคมร่วมกัน เช่นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความรักความสัมพันธ์ สังคมที่มีความสับสนวุ่นวาย เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สมาชิกในสังคมจะเกิดความรู้สึกแปลกแยก ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ขาดความหมายของการมีชีวิตอยู่ การฆ่าตัวตายในสังคมนั้นจะเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับสังคมที่เน้นความเป็นตัวของตัวเอง แข่งขัน ค่านิยมต่างๆสั่นคลอน ความรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยกถือเป็นสาเหตุสำคัญทางสังคมของการฆ่าตัวตาย

  • โครงสร้างวัฒนธรรม สื่อมวลชน พฤติกรรมเลียนแบบ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ

วัฒนธรรมประเพณี โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของโคร