วัณโรคปอด

วัณโรคปอด
(Pulmonary Tuberculosis)

อ.นพ.ธีระศักดิ์ แก้วอมตวงศ์
หน่วยโรคระบบการหายใจและเวชบำบัดวิกฤต
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

วัณโรคคืออะไร

          วัณโรค คือโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อ Mycobacterium+ tuberculosis complex การติดเชื้อส่วนมาก
จะเกิดขึ้นที่ปอด อย่างไรก็ตามการติดเชื้ออาจเกิดขึ้นที่อวัยวะอื่นๆ ได้ เช่นที่เยื่อหุ้มปอด ต่อมน้ำเหลือง
กระดูก ไต ระบบประสาท ส่วนกลาง ( สมองและเยื่อหุ้มสมอง )

อาการของวัณโรคปอด

ผู้ป่วยที่เป็นวัณโรคปอดนั้น จะมีอาการสำคัญคือ อาการไอเรื้อรังโดยเฉพาะอาการ ไอที่เกิดขึ้นนานกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป
หรือไอเป็นเลือด อาการอื่นๆที่อาจพบได้ เช่น อาการเหนื่อยอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำ หนักลด เหงื่อ ออกกลางคืน หรือ
เจ็บหน้าอก ส่วนวัณโรคที่อวัยวะอื่นๆนั้นอาการจะขึ้นกับตำแหน่งการติดเชื้อ เช่น มีต่อมน้ำเหลืองโต

วัณโรคติดต่อได้อย่างไร

          วัณโรค สามารถแพร่ไปสู่คนข้างเคียงได้ด้วยการไอ การไอทำให้เกิดละอองผอยที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน(Droplet nuclei) ลอยในอากาศ มีการสูดดมเข้าสู่หลอดลมฝอยสวนปลายหลังจากนั้นเชื้อวัณโรคจะเข้าไปที่ต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปิดและมีการแพร่กระจาย เชื้อไปที่อวัยวะต่างๆทำให้เกิดอาการของโรค


เราจะให้การวินิจฉัยวัณโรคปอดได้อย่างไร 

          ในผู้ป่วยที่มีอาการสงสัยวัณโรคปอด บางครั้ง ภาพเอ็กซเรย์ปอดที่พบความผิดปกติ นั้นอาจเกิดจากโรคอื่นๆ ได้ เช่นมะเร็งปอด หรือโรคติดเชื้ออื่นๆ ดังนั้นการวินิจฉัยวัณโรคปอด ต้องทำรวมกับการตรวจเสมหะเพื่อหาเชื้อวัณโรค ผู้ ป่วยที่มีอาการสงสัย วัณโรคปอด การตรวจเพื่อยืนยันได้แก่

1 การตรวจเสมหะ เพื่อหาเชื้อวัณโรค สามารถทำได้ 3 วิธี

1.1 การตรวจย้อมหาเชื้อวัณโรค (Acid fast bacilli staining) การตรวจนี้มีความจำเพาะต่อเชื้อวัณโรคมาก
แต่มีความไวแต? มีความไวต่ำ ต้องมีการเก็บเสมหะติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน ใช้เวลาในการตรวจสั้น
เป็นชั่วโมงเสมหะในภาชนะบรรจุสามารถเก็บไว้ในตู้เย็น ช่องธรรมดาอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสต่อกัน 3 วัน
และนำมาตรวจพร้อมกันได้

1.2 การเพาะเชื้อ (Culture for Mycobacterium Tuberculosis) มีความไวและจำเพาะแต่ใช้เวลานานประมาณ 2 เดือน ในการเติบโตของเชื้อและสามารถทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยาที่ใช้รักษาได้ Sensitivity) การเพาะเชื้อมีความสำคัญ ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเกิดวัณโรคดื้อยา เช่น ผู้ป่วยกลับเป็นซ้ำ ผู้ป่วยที่มีประวัติการรักษาที่ไม่สม่ำเสมอ

1.3 การตรวจหาสารพันธุกรรมที่เชื้อวัณโรค (PCR หรือ Polymerase Chain Reaction) มีความไวและจำเพาะสูงแต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่ามากใช้ในการวินิจฉัยมากกว่าการติดตามรักษาโรคใช้ในการตรวจ 1-2 วัน

2.การตรวจทางพยาธิวิทยาที่ได้จากการส่องกล้องภายในหลอดลมหรือการผ่าตัดพบว่าชิ้นเนื้อที่ได้มีลักษณะทางพยาธิวิทยา
เข้าได้กับการติดเชื้อวัณโรค

เราจะให้การรักษาวัณโรคปอดได้อย่างไร

          การรักษาวัณโรคปอดนั้น ได้มีการพัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่มีการค้นพบเชื้อวัณโรคในปี 2487 ในปัจจุบันได้มีการกำหนด
แบบแผนการรักษาวัณโรคให้สอดคล้องและตรงกันโดยองค์กรนานาชาติ การรักษาวัณโรคปอดด้วยยาหลายชนิดใน
ระยะเวลาอันสั้น (Short Course Antituberculous Drugs) นั้นได้ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากที่สุด สามารถรักษา
ให้ผู้ป่วยวัณโรคหายขาดเกือบ 100 % ถ้าหากผู้ป่วยรับประทานยาสม่ำเสมอครบถ้วน

ยาที่ใช้ในรักษาวัณโรคนั้น การรับประทานยาตามแบบแผนการรักษาในระยะสั้นนั้นมี 2 ระยะ

1. ระยะเข้มข้น (Intersive phase) การรักษาในช่วงนี้ประกอบไปด้วยยาหลัก 4 ชนิดเป็นเวลา 2 เดือน ถือว่ามีความสำคัญมากเพื่อลดปริมาณเชื้อในปอดลงได้มาก ลดการแพร่เชื้อกระจายเชื้อ

2. ระยะต่อเนื่อง(Maintenance phase) การรักษาใช้ยาหลัก 2 ชนิดเป็นเวลา 4 เดือน เพื่อกำจัดเชื้อวัณโรค
ที่เหลือที่มีการแบ่งตัวช้า

ตัวอย่างยาที่เป็นยาหลัก(Standard drugs)
ในการรักษาวัณโรคจะใช้เป็นยาหลักในผู้ป่วยรายใหม่ที่ไม่สงสัยเชื้อดื้อยา ราคาถูก ประกอบไปด้วย

ไอโซไรอาสิต
(Isoniazid)
ไรแฟมปิซิน
(Rifampicin)
ไรแฟมปิซิน
(Rifampicin)
อีแทมบูทอล
(Ethambotol)
ไพราซินาไมด์
(Pyrazinamide)
ไมรินพี
(Myrin P )

ปัจจุบันมีการรวมยาหลักหลายชนิดเข้าเป็นเม็ดเดียวเพื่อความสะดวกในการรับประทานยาของผู้ป่วยและลดจำนวน
เม็ดยาที่ผู้ป่วยต้องรับประทานต่อวันลง ที่เรียกว่า Fixed Doxe Combination เช่น Myrin P หรือ Rimstar ที่ประกอบ
ไปด้วย ยา 4 ชนิด Rifater (ประกอบด้วยยา 3 ชนิด ) และ Rifater (ประกอบด้วยยา 2 ชนิด ) เป็นต้น

ตัวอย่างยาสำรองที่ใช้ในการรักษาวัณโรค (Reserved drugs หรือ second line drugs)

จะสงวนเก็บไว้ใช้ในกรณีที่สงสัยว่าจะเกิดการดื้อยาของเชื้อวัณโรค มักจะมีราคาแพงและมีผลข้างเคียงมากกว่า
ยาหลักที่ใช้ในการรักษา ตัวอย่างยาสำรองได้แก่ กานาไมซิน(Sanamycin) อะมิกาซิน(Amikacin) สเตรบโตไมซิน
(Streptomycin) : ยาฉีด โอฟลอกซาซิน (Ofloxacin) ลีโวฟลอกซาซิน (Levofloxacin) ซิโปรฟลอกซาซิน (Ciprofloxacin)
พาราอะมิโนซาลิซิ ลิก แอซิด หรือ พีแอ เอส ( Para-amino salicylic acid : PAS) เอทิอนาไมด์ (Ethionamide) : ยากิน

เนื่องจากการรักาาวัณโรค นั้น อาจมีผลข้างเคียงจากยาได้ ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากยารักษาวัณโรค ได้แก่

1. แพ้ยา(Cutaneous reaction) เช่นมีอาการคัดตามผิวหนัง อาจมีผื่นหรือไม่มีผื่น สำหรับผื่นอาจเป็นจุดแดง
ตามผิวหนัง หรือผื่นลมพิษ หรืออาจพบร่วมกับอาการไข้ ปวดข้อ ต่อมน้ำเหลืองโต ในรายที่มีอาการรุนแรง

2. อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง (Gastrointestinal irritation) ซื้อพบได้บ่อย

3. ตับอักเสบจากยา(Drugs induced hepatitis) ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคตับอยู่เดิม เช่น ตับอักเสบเรื้อรังจากไวรัส
สุรา หรือผู้สูงอายุ มีความเสี่ยงที่จะเกิดตับอักเสบจากยาต้านไวรัสได้ อาการจากตับอักเสบจะมีคลื่นไส้อาเจียน
อย่างรุนแรง ในบางรายอาจมีดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง เกิดขึ้น

4. อาการไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามตัว รู้สึกอ่อนเพลีย คล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่

5. ปัสสาวะ อุจจาระและสารคัดหลั่ง เช่น น้ำตา จะมีสีส้มหรือแดงจากการรับประทานยา

เราจะป้องกันวัณโรคได้อย่างไร

          วัณโรคนั้นสามารถติดต่อกันได้ทางการหายใจ จากเชื้อในเสมหะของผู้ป่วย ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่มีอาการไอ จาม
มีโอกาสแพร่กระจายเชื้อไปสู่บุคคลรอบข้าง โดยเฉพาะผู้ป่วยวัณโรคปอดที่ตรวจพบเชื้อในเสมหะจากการย้อม
หาเชื้อ มีโอากาสแพร่เชื้อมากกว่า ผู้ป่วยที่ย้อมไม่พบเชื้อถึง 10 เท่า ดังนั้น การให้การรักาาผู้ป่วยให้เร็วที่สุด
ด้วยาเพื่อลดปริมาณเชื้อในเสมหะในบ้านควรแยกผู้ป่วยออกจากสมาชิกในครอบครัว (โดยเฉพาะเด็กที่อายุ
ต่ำกว่า 5 ขวบ) ที่สำคัญในช่วง 2 สัปดาห์แรกของการรับประทานยา ควรแยกผู้ป่วย(isolation) ผู้ป่วยควรปิดหน้ากาก
และเปิดหน้าต่างห้องนอนให้มีอากาศถ่ายเท และแสงแดดส่องถึง เพื่อทำลายเชื้อวัณโรค เนื่องจากแสง ultraviolet
สามารถฆ่าเชื้อวัณโรคได้

ในกรณีผู้ที่สัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรคในระยะแพร่เชื้ออย่างใกล้ชิด (Closed contact with active TB)
ควรมาพบแพทย์เพื่อทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายและตรวจภาพถ่ายเอกซเรย์ปอด
เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม

1. ถ้าหากพบว่ามีอาการของวัณโรค หรือ ความผิดปกติของปอดที่เข้าได้กับวัณโรค จะให้การรักษาด้วยยา
สูตรรักษาวัณโรค (Short course chemotherapy) ดังเช่นผู้ป่วยวัณโรคทั่วไป

2. ถ้าหากไม่พบว่ามีอาการของวัณโรค เอกซเรย์ปอดปกติในผู้ใหญ่ จะแนะนำให้มาติดตามดูอาการในเด็ก ก็จะมีการตรวจว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ ด้วยการตรวจทางผิวหนัง(tuberculin skin test หรือ PPD skin test) ถ้าหากผลเป็นบวกในผู้ป่วยเด็กจะให้ยารับประทาน เพื่อป้องกันการเกิดโรค

สรุป

วัณโรคเป็นโรคที่สามารถให้การรักษาให้หายได้ ถ้าหากผู้ป่วยมาพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจและรักษาผู้ป่วย
ต้องรับประทานยาต้านวัณโรค อย่างต่อเนื่องรวมทั้งติดตามผลการรักษาอย่างใกล้ชิด

สร้างโดย: 
ด.ญ.ปรียาพร สมศักดิ์ ม.3/8 เลขที่ 14

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 19 คน กำลังออนไลน์