รู้ง่าย เข้าใจ ใช่เลย

พี่ชื่อ มิน นะคะ จะมาสอนน้องๆ ให้สอบสังคมได้ top เลยค่า

สร้างโดย: 
มิน

ก่อนอื่น เรามาเริ่มกันที่ พุทธประวัติ นะคะ อ๊ะได้ยินชื่อเรื่อง แล้วอย่าพึ่งเบื่อนะคะ พี่มีการ์ตูน พุทธประวัติ ที่ดูแล้วสนุก แถมเข้าใจง่าย คู่กับเนื้อหาและคำถามด้วย นะคะ ( เข้าไปที่ youtube " พุทธประวัติ พระพุทธเจ้า ตอนที่ " )

 

 

พุทธประวัติ


1.ประสูติ

  - พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ"
เป็พระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ
ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศเนปาล พระราชมารดาทรงพระนามว่า
"พระนางสิริมหามายา" ซึ่งเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ
แคว้นโกลิยะ
  - เจ้าชายสิทธัตถะประสูติเมื่อ 80
ปีก่อนพุทธศักราช
ที่สวนลุมพินีวัน ณ ใต้ต้นสาละนั้น
ซึ่งอยู่ระหว่างพรมแดนกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงเทวทหะ(ปัจจุบันคือ
ต.รุมมินเด ประเทศเนปาล) ได้มีพราหมณ์ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า
เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ
คือ ถ้าดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ
ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก
แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น
ยืนยันหนักแน่นว่า
พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวชและจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
  - ทันทีที่ประสูติ ทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว
มีดอกบัวผุดรองรับ ทรงเปล่งพระวาจาว่า "เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก
การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา"
  สถานที่ประสูติ
   

2.วัยเด็ก

  - หลังประสูติได้ 7 วัน
พระนางสิริมหามายาสิ้นพระชนม์ จึงทรงอยู่ในความดูแลของพระนางปชาบดีโคตมี
ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา
   - ศึกษาเล่าเรียนจนจบระดับสูงของการศึกษาทางโลกในสมัยนั้น
ค์อ ศิลปศาสตร์ถึง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร
  - พระบิดาไม่ประสงค์จะให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอก
จึงพยายามให้สิทธัตถะพบแต่ความสุขทางโลก เช่น สร้างปราสาท 3 ฤดู และเมื่ออายุ
16 ปี ได้ให้เจ้าชายสิทธัตถะอภิเษกกับนางพิมพาหรือยโสธรา ผู้เป็นพระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา
  - เมื่อมีพระชนมายุ 29
ปี พระนางพิมพาก็ให้ประสูติ ราหุล (บ่วง)

3.เสด็จออกผนวช

 
  - เมื่อทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ
คนตาย และสมณตามลำดับ จึงทรงคิดว่าชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น
ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ จึงเกิดแนวความคิดว่า
  -ธรรมดาในโลกนี้มีของคู่กันอยู่ เช่น
มีร้อนก็ต้องมีเย็น , มีทุกข์คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็ต้องมีที่สุดทุกข์
คือ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย
  -ทรงเห็นความสุขทางโลกเป็นเพียงมายา
ความสุขในกามคุณเป็นความสุขจอมปลอม เป็นเพียงภาพมายาที่ ชวนให้หลงว่าเป็นความสุขเท่านั้น
ในความจริงแล้วไม่มีความสุข ไม่มีความเพลิดเพลินใดที่ไม่มีความทุกข์เจือปน
  -วิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ของชีวิตเช่นนี้ได้
หนทางหลุดพ้นจากวัฏสงสาร จะต้องสละเพศผู้ครองเรือนเป็นสมณะ
  - สิ่งที่ทรงพบเห็นเรียกว่า "เทวทูต(ทูตสวรรค์)"
จึงตัดสินพระทัยทรงออกผนวช ในวันที่พระราหุลประสูติเล็กน้อย พระองค์ทรงม้ากัณฐกะออกผนวช
มีนายฉันทะตามเสด็จ โดยมุ่งตรงไปที่แม่น้ำอโนมานที ทรงตัดพระเกศา และเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นผ้ากาสาวพักตร์
(ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) ทรงเปลื้องเครื่องทรงมอบให้นายฉันนะนำกลับพระนคร
การออกบวชครั้งนี้เรียกว่า การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่)
  - หลังจากทรงผนวชแล้ว จึงทรงมุ่งไปที่แม่น้ำคยา
แคว้นมคธ เพื่อค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร
เมื่อเรียนจบทั้งสองสำนัก (บรรลุฌาณชั้นที่แปด) ก็ทรงเห็นว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ตามที่มุ่งหวังไว้
  - จากนั้นจึงเสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา
ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (ปัจจุบันนี้สถานที่นี้เรียกว่า ดงคศิริ) เมื่อบำเพ็ญทุกรกิริยา
โดยขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร หลังจากทดลองมา 6 ปี ก็ยังไม่พบทางพ้นทุกข์
จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา หันมาบำรุงพระวรกายโดยปกติตามพระราชดำริว่า "เหมือนสายพิณควรจะขึงพอดีจึงจะได้เสียงที่ไพเราะ"
ซึ่งพระอินทร์ได้เส