"สุชาติ"แนะควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก

จัดรถรับส่ง-ครูตู้สอนเสริม ย้ำครูต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการสอน เน้นแลกเปลี่ยนความเห็น กระตุ่นจินตาการ ค้นคว้าจากแท็บล้ต / ฟุ้งกลุ่มนักธุรกิจญี่ปุ่น หนุนทุนเรียนภาษา
เมื่อวันที่ 9 ก.พ.55 นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมทางไกลผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนท์ไปยัง ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา 225 เขตทั่วประเทศว่า ได้มอบนโยบายพัฒนาการศึกษา โดยให้ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง และต้องทำให้เด็กมีการศึกษา ตลอดจนมีชีวิตที่ดีกว่า ซึ่งการเรียนการสอนหลังจากนี้จะต้องเปลี่ยนเป็นระบบให้เด็กมีจินตนาการ สามารถคิดได้โดยไร้ขอบเขตจำกัด อีกทั้งยังเสนอว่าในการเรียนการสอน 1 ชั่วโมง ควรแบ่งเป็นการสอนครึ่งชั่วโมง ส่วนอีกครึ่งชั่วโมงหลังให้เด็กและครูได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หรือค้นหาความรู้ผ่านแท็บเล็ต และควรเน้นการสอนแบบองค์รวม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นจินตนาการของเด็กได้ดีกว่า
รมว.ศึกษาธิการ ยังกล่าวถึงการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็ก ว่าไม่ได้มีนโยบายให้ยุบทิ้ง แต่ให้ไปศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้มีการพัฒนาที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยที่ผ่านมามีตัวอย่างของโรงเรียนเล็ก 4 แห่งในจังหวัดเลย ที่ควบรวมกันเป็น 1 โรงเรียน และมีรถรับส่งนักเรียน ซึ่งประชาชนต่างพึงพอใจ และคุณภาพการศึกษาของเด็กก็ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ได้เสนอแนวทางต่อที่ประชุมไปว่า การแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก อาจจะใช้วิธีควบรวม หรือจะไปรวมกับโรงเรียนใหญ่ และพร้อมจะดูแลระบบคมนาคม เช่น จัดรถรับส่งนักเรียนแบบรถตู้ปรับอากาศให้ หรือจัดระบบการสอนทางไกล
"ผมเชื่อว่าอาจจะมีเสียงคัดค้านเรื่องการควบรวมโรงเรียน แต่ก็อยากให้ทุกคนมองว่า สังคมต้องมีการพัฒนา ทุกสิ่งทุกอย่างจะยืนอยู่กับที่เหมือนเดิมไม่ได้" รมว.ศึกษาธิการ กล่าว
วันเดียวกัน รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงการหารือร่วมกับ กลุ่มนักธุรกิจจาก The International Friendship Exchange Council (FEC) จำนวน 20 บริษัท จากประเทศญี่ปุ่นที่เข้าพบว่า นักธุรกิจกลุ่มนี้ได้แสดงเจตจำนง ที่จะช่วยเหลือด้านการศึกษาของไทย ซึ่งตนได้แจ้งไปว่า ศธ.กำลังส่งเสริมให้คนไทยเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมากขึ้น และภาษาญี่ปุ่นก็เป็นหนึ่งภาษาที่คนไทยให้ความสนใจเรียนอย่างมาก แต่ยังมีปัญหาขาดแคลนครูสอนภาษาญี่ปุ่น หากเป็นไปได้ก็อยากให้ช่วยสนับสนุนทุนการศึกษา แก่นักเรียน นักศึกษาไทยไปเรียนภาษาที่ประเทศญี่ปุ่นโดยตรง หรือจัดหาทุนให้ครูญี่ปุ่นมาสอนภาษาญี่ปุ่นที่ประเทศไทยก็ได้
ทั้งนี้ ได้แจ้งไปว่า ศธ.มีความประสงค์ที่ทำความร่วมกับญี่ปุ่นซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ วิศวกรรม และเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น ตลอดจนขอความร่วมมือให้ช่วยดูแลนักเรียนทุนของไทย ที่ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นซึ่งมีจำนวนมากด้วย โดยเฉพาะนักเรียนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักธุรกิจญี่ปุ่น ได้ให้ความสนใจเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยใช้แท็บเล็ต พัฒนาศักยภาพทางการเรียนการสอน และพยายามหาครูเจ้าของภาษาเข้า มาสอนภาษานั้นๆ โดยตรง








