"เวิร์ก&ทราเวล" ลู่ทางเด็กไทย สู่ อเมริกา

รูปภาพของ puangpet

"เวิร์ก&ทราเวล" ลู่ทางเด็กไทย สู่ อเมริกา
วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 12:32:49 น.

ถือเป็นข่าวเด่นข่าวหนึ่งในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กับเรื่องราวและการจากไปของ "กาว" น.ส.สโรชา เนียมบุญนำ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เดินทางไป "ขุดทอง" ยังมลรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ในโครงการเวิร์กแอนด์ทราเวล จนหลายคนสะดุดหูเมื่อได้ยินชื่อโครงการนี้

เวิร์กแอนด์ทราเวล เป็นโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและการศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนประเทศอื่นๆ กับอเมริกันชน ภายใต้ "กฎบัญญัติความร่วมมือทางการศึกษา และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ฉบับแก้ไขปี 1961" (Mutual Educational and Cultural Exchange Act 1961) มี "สำนักงานประสานงานและจัดตั้งโครงการแลกเปลี่ยน" (Office of Exchange Coordination and Designation) เป็นผู้ดำเนินงานในความดูแลของ "สำนักงานการศึกษาและวัฒนธรรม" (Bureau of Educational and Cultural Affairs) สหรัฐอเมริกา โดยผู้เข้าร่วมโครงการต้องติดต่อผ่านบริษัทตัวแทนในประเทศนั้นๆ ซึ่งในประเทศไทยมีเอเยนซี่ ทำงานร่วมกับสหรัฐอเมริกา มีให้เลือกมากมายจนสาธยายไม่หมด

และสปอนเซอร์จะเป็นผู้ค้ำประกัน ว่าบุคคลที่เข้าร่วมโครงการอยู่ในความดูแลของสปอนเซอร์รายนั้นจริง ทั้งยังมีสิทธิเพิกถอนวีซ่าประเภทนักเรียนแลกเปลี่ยน (J-1 visa) ของเราได้ เมื่อผ่านด่านทดสอบคุณสมบัติและได้ที่ทำงาน รวมถึงการรับรองจากนายจ้างชาวอเมริกันแล้วจะได้เอกสาร DS-2019 เพื่อยื่นขอทำวีซ่า เมื่อเอกสารทุกอย่างพร้อม ก็จัดกระเป๋าเตรียมบินไปเมืองลุงแซมได้ทันที

กาวเป็นอีกคนหนึ่งที่เลือกโครงการนี้ เพื่อเริ่มต้นการเดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ยังต่างแดน ในช่วงเวลา 4 เดือน กับการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ผ่านการทำงานและท่องเที่ยว ใส่กล่องความทรงจำกลับมาเล่าให้คนใกล้ชิดฟัง

แต่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามโปรแกรมชีวิต กาว ต้องกลับแผ่นดินแม่ เพียงร่างไร้ลมหายใจ ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการที่ตั้งไว้


(ซ้าย) น้องกาว (คนขี่หลัง) กับเพื่อนร่วมโครงการในสหรัฐอเมริกา (ขวาบน) ศ.เกียรติคุณ พญ.สยมพร ศิรินาวิน (ขวาล่าง) แบคทีเรีย Fusobacterium species ที่ทำลายสมองของน้องกาวจนเป็นเหตุให้เสียชีวิต

เธอ เสียชีวิตด้วยอาการติดเชื้อในสมอง อย่างกะทันหัน ระหว่างเข้าร่วมโครงการ จึงนำความโศกสลดมายังคนใกล้ชิด

ศ.เกียรติคุณ พญ.สยมพร ศิรินาวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า  น้องกาวป่วยและเสียชีวิตจากแบคทีเรีย Fusobacterium species เข้าสมองและทำลายเนื้อสมองอย่างรุนแรง หรือเรียกว่าฝีในสมอง (Brain abscess) ทั้งที่มีร่างกายแข็งแรงดี แต่เริ่มป่วยด้วยอาการปวดหัว ปวดท้อง น้ำมูกไหล หลังกินยาแก้ไข้หวัด อาการกลับทรุดหนักลงเรื่อยๆ เมื่อไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องแต่แรก กอปรกับร่างกายอ่อนแอ ทำให้เชื้อที่โดยปกติอยู่ในช่องปากเข้าไปตามกระแสเลือดจนถึงสมอง ทำให้อาการรุนแรงมาก ทั้งที่รักษาให้หายได้หากรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องหรือผ่าตัดเอาหนองในโพรงฝีในสมองออกโดยด่วน

"โรคที่น้องเป็น ไม่ใช่โรคติดต่อ เมื่อป่วยในต่างประเทศ ต้องมีผู้ดูแลสม่ำเสมอและคอยติดต่อคนที่จะให้ความช่วยเหลือได้ เช่นเมื่อเป็นไข้หวัด หากพบแพทย์แล้ว แต่อาการทรุดต้องไปพบแพทย์อีก เพราะถ้ารักษาถูกต้อง อาการจะต้องดีขึ้นหรือทรงตัว ต้องไม่แย่ลงอย่างน้อง ที่พึ่งสำคัญคือสถานทูตไทย เราต้องรู้วิธีติดต่อได้ ทั้งนี้ ขั้นตอนต่างๆ ผู้ที่รับผิดชอบโครงการน่าจะได้มีการเตรียมไว้อย่างดีแล้ว"

ศ.เกียรติคุณ พญ.สยมพร ยังแนะนำการดูแลตัวเอง สำหรับนักศึกษาที่เดินไปต่างประเทศว่า การที่นักศึกษาไปต่างประเทศกับโครงการต่างๆ นอกระบบการศึกษา เช่น ไปทำงานหรือท่องเที่ยว ต้องเตรียมสุขภาพให้แข็งแรงตั้งแต่ก่อนเดินทาง, เรียนรู้วิธีดูแลสุขภาพตนเอง, ต้องรับวัคซีนตามมาตรฐานและวัคซีนเฉพาะโรคที่มีอยู่ในประเทศนั้นๆ และต้องมีเพื่อนที่จะคอยช่วยเหลือกันได้ นอกจากนี้ต้องเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่คนหนาแน่น ควรใช้ผ้าปิดจมูกถ้าอยู่ในที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อ ล้างมือให้เป็นนิสัยโดยเฉพาะก่อนกินอาหาร ไม่ดื่ม-ดื่มน้ำร่วมภาชนะกับคืนอื่น เลือกอาหารที่สะอาด เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เป็นต้น


(ภาพจาก http://www.acadexthailand.com/gallary)

หันกลับมาเรื่องโครงการเวิร์กแอนด์ทราเวล จึงอยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร

จากประสบการณ์ตรงของลูกแม่โดมอีกคน ผู้เข้าร่วมโครงการเวิร์กแอนด์ทราเวลที่รัฐลุยเซียนา ประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา อย่าง แสงวิทย์ เกวลีวงศ์ศธร หรือบุ๊ง นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ในบทบาทของพนักงานร้านอาหาร และเดินทางกลับไทยกลางเดือนมิถุนายนนี้ เล่าว่า สำหรับครั้งหนึ่งในชีวิตนักศึกษา ก็อยากร่วมโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมนี้สักครั้งหนึ่ง

ก่อนเดินทางมีภาพต่อโครงการนี้ในแง่บวกมากๆ แต่เมื่อลงจากเครื่องบินแล้วต้องนั่งรอนายจ้างมารับ ราว 5 ชั่วโมง ก็เริ่มทำให้รู้สึกไม่ค่อยดี หลังจากปวดหัวกับที่พักช่วงสัปดาห์แรก ก็ต้องเครียดกับการรอการติดต่อของนายจ้างนานเกือบสัปดาห์ เพื่อให้ไปทำงาน แต่ถือว่าเร็วเมื่อเทียบกับคนอื่นที่รอนานหลายสัปดาห์

"แรกๆ ยังมีทัศนคติในแง่บวก คิดว่าไม่ใช่คนดวงจู๋ สู้งานไหว ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและทำงานเป็นโครงการที่มีความสดใสอย่างภาพลักษณ์ที่เคยได้รับแต่ทัศนคติเริ่มติดลบตั้งแต่ได้ทำงาน ถูกใช้งานเยี่ยงทาส ทำงานทุกอย่าง การจัดการที่ร้านไม่เป็นระบบ ทั้งยังไม่บอกหน้าที่ที่ชัดเจน ไปทำงานเฉพาะเวลาที่ผู้จัดการร้านโทร.ตาม มันคล้ายกับสังคมไทยมองแรงงานต่างด้าว จากที่ไม่เคยเชื่อมาก่อนว่าอเมริกาจะเป็นแบบนี้ก็ต้องเชื่อเพราะสัมผัสได้ จนถามตัวเองว่าเราเสียเงินมาเป็นแสนเพื่อเผชิญทุกข์ทำไม" บุ๊งส่งเสียงตามสายมาจากอเมริกา

"พบว่าเอเยนซี่ไทยมีบทบาทในโครงการเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ จัดการอะไรในอเมริกาไม่ได้ อีก 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นบทบาทของนายจ้าง ซึ่งไม่ใช่เจ้าของกิจการที่เข้าทำงาน แต่เป็นเอเยนซี่อเมริกันและสปอนเซอร์ มีลักษณะคล้ายบริษัทจัดหางาน จึงรู้สึกเหมือนถูกหลอกไปทำงาน การที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา บอกว่าเปิดโครงการนี้ขึ้นเพื่อให้นักศึกษาทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและทำงานในสหรัฐ เป็นเพียงแค่ข้ออ้าง ความจริงแล้วเป็นการสร้างเงินหมุนเวียนในประเทศ ทั้งยังได้ภาพลักษณ์ที่สวยงามจากการเปิดประเทศให้นักศึกษาต่างชาติได้ทำงานและเเลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ทั้งเอเยนซี่อเมริกันและสปอนเซอร์ยังบังคับให้ไปทำงาน ถ้าไม่ทำก็ขู่ว่าจะส่งกลับประเทศ เพิกถอนวีซ่า แถมติดแบล๊คลิสต์ห้ามเข้าประเทศอีก"

คิดในใจว่าหาข้อมูลมาก แต่แทบไม่ต่างกัน ทั้งยังไม่ทราบอะไรอื่น เกี่ยวกับการดำเนินการในสหรัฐ จนพบความผิดหวัง เหมือนการค้าแรงงานเด็กราคาถูก มีข้ออ้างเรื่องการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมบังหน้า กระทั่งได้แง่คิดหนึ่งจากอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ว่า "อย่าให้คนที่ทำร้ายเรา ทำลายความดีในตัวเรา" ได้ยินอย่างนี้ก็คิดว่าต้องสู้

บุ๊งเล่าถึงวัฒนธรรมอเมริกันที่ได้เรียนรู้ คือยังเป็นสังคมที่มีการเหยียดผิวและการรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมตลอดเวลา วัฒนธรรมการทำงานนั้นจ้างใครแล้วใช้งานเกินคุ้ม หมดประโยชน์แล้วก็ไล่ออก ส่วน "ความแกร่ง" ที่เพิ่มขึ้น บุ๊งมองว่าคนเราไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็แกร่งได้ เเต่บริบททำให้ต้องดิ้นรน ถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่าเราก็ต้องไปทางนั้น อีกอย่างคือ ถ้าเขาทำงานแบบไม่ลืมหูลืมตา คงจะไม่รู้สาเหตุว่าทำไมระบบการเงินสหรัฐจึงแย่ ถึงขั้นเป็นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เพราะเป็นประเทศผ่อนสินค้าได้แทบทุกอย่าง ผู้คนก็รักการผ่อน อีกสิ่งหนึ่งคือสินค้าในสหรัฐส่วนมากผลิตในประเทศจีน มีเพียงอาหารบางส่วนเท่านั้นที่ผลิตเองภายในประเทศ

แม้จะทำงานตามกำหนดเวลาและได้ค่าจ้างตามมาตรฐานขั้นต่ำของโครงการ ยังถือว่า "ขาดทุนยับ" คนที่เก็บเงินหลักแสนได้ ต้องทำงานถึง 2-3 งานต่อวัน วันละประมาณ 18 ชั่วโมง แต่กว่าจะได้ใช้เงิน สุขภาพร่างกายคงแย่มาก

แนะนำว่าอย่ามาเลย เอาเงินไปทำอย่างอื่นเถอะ หรือถ้าต้องการเข้าร่วมก็แนะนำให้ทำงานในสวนสนุกจะดีกว่าเพราะระบบการทำงานแน่นอนกว่าร้านอาหาร

สร้างโดย: 
ครูพวงเพชร สิมทอง
แหล่งที่มา: 
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1306294621&grpid=&catid=19&subcatid=1903

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 23 คน กำลังออนไลน์