Thailand Food : อาหารไทย

รูปภาพของ sss27973

 

Thailand Food : อาหารไทย 
อ่านจบระวังท้องร้องน่ะค๊ะ! Wink
        ท่านใดที่คลิกเข้ามาที่ Food  ยังไง ? คงจะมีความสนใจทางด้านอาหารการกินไม่มากก็น้อยเลยใช่ไหมค๊ะ หรือถ้าไม่สนใจ Blog นี้จะทำให้ท่านสนใจมากขึ้นค่ะ 


BloG นี้จะเป็นที่รวบรวมเรื่องราวและข้อมูลเกี่ยวกับ อาหารไทยและวิธีการประกอบอาหาร ซึ่งท่านอาจจะเคยหรือไม่เคยรู้จัก และเราจะพาท่านไปสัมผัสประหนึ่งว่ากำลังนั่งรับประทานอาหารนั้นๆอยู่เลยทีเดียวค่ะ 

 

อาหารไทย (Thailand food) เมื่อพูดถึงประเทศไทย ทีไร อาหารไทยที่สุดแสนจะโด่งดังและต้องนึกถึง คงจะหนีไม่พ้น ต้มยำกุ้ง ไทย และ ส้มตำ  ใช่ไหมค๊ะ แต่ดิฉันมีอาหารไทยมาแนะนำเพิ่มค่ะ หลายคนอาจจะไม่ค่อยได้ยินชื่อ หมูโสร่ง หรือ  ข้าวเหนียวหนาว เลย และตอนนี้ท่านจะได้รู้จักกับอาหารไทยหลากหลายชนิดดีขึ้นค่ะ  เปิดฉากด้วยวิธีการประกอบอาหารก่อนเลยค่ะ

อาหารไทยมีวิธีการประกอบหลากหลายชนิดค่ะมีทั้งการ การตำ การยำ แกง หลน ปิ้ง ย่าง ต้ม กวน จี่ หลาม ค่ะ

 

อ้างอิงจาก : http://farm3.static.flickr.com/2270/2379552639_32e27356c8.jpg

+การตำ หมายถึง การนำอาหารอย่างหนึ่งอย่างใด หรือหลายๆ อย่างมารวมกัน แล้วตำเข้าด้วยกัน

อ้างอิงจาก : http://www.thainame.net/project/menuded/image/yy.jpg

+การยำ หมายถึง การนำผักต่างๆ เนื้อสัตว์และน้ำปรุงรสมาเคล้าเข้าด้วยกัน จนรสซึมซาบเสมอกัน

อ้างอิงจาก : http://www.cookinglks.ob.tc/k002.jpg

+การแกง หมายถึง อาหารน้ำ ซึ่งใช้เครื่องปรุงโขลกละเอียด นำมาละลายกับน้ำ หรือน้ำกะทิ ให้เป็นน้ำแกง มีเนื้อสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งผสมกับผักด้วย

อ้างอิงจาก : http://www.papamenu.com/wp-content/uploads/2010/05/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0...

+การหลน หมายถึง การทำอาหารให้สุกด้วยการใช้กะทิข้นๆ มี 3 รส เปรี้ยว เค็ม หวาน ลักษณะน้ำน้อย ข้น รับประทานกับผักสด เพราะเป็นอาหารประเภทเครื่องจิ้ม เช่น หลนเต้าเจี้ยว

อ้างอิงจาก : http://www.thaimuslim.com/SlamToday/pics/20100302539_02.jpg

+การปิ้ง หมายถึง การทำอาหารให้สุกโดยวางของสิ่งนั้นไว้เหนือไฟไม่สู้แรงนัก การปิ้งต้องปิ้งให้ผิวสุกเกรียมหรือกรอบ

อ้างอิงจาก : http://www.ladysquare.com/uploads/nongkookie/2008-05-26_114429_T1.jpg

+การย่าง หมายถึง การทำอาหารให้สุก โดยวางอาหารไว้เหนือไฟอ่อนๆ หมั่นกลับไปกลับมา จนข้างในสุกและข้างนอกอ่อนนุ่มหรือแห้งกรอบต้องใช้เวลานานพอสมควร จึงจะได้อาหาร ที่มีลักษณะรสชาติดี

 

อ้างอิงจาก :  http://www.hewhew.com/images/recipe/recipe313.jpg  
อ้างอิงจาก : http://pitchaya.net/wp-content/uploads/2010/10/%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%A11.jpg 

 

+การต้ม หมายถึง การนำอาหารที่ต้องการต้มใส่หม้อพร้อมกับน้ำตั้งไฟให้เดือดจนกว่าจะสุก

อ้างอิงจาก : http://www.dumenu.com/images/attachment/recipe/1351-d6e916bf1afefe6a0444...

+การกวน หมายถึง การนำอาหารที่มีลักษณะเป็นของเหลวมารวมกัน ตั้งไฟแรงปานกลางใช้เครื่องมือชนิดใดชนิดหนึ่งคนให้เร็วและแรงจนทั่วกัน คือข้นและเหนียว ใช้มือแตะอาหารไม่ติดมือ


+การจี่ หมายถึงการทำอาหารให้สุกด้วยน้ำมัน โดยการทาน้ำมันน้อยๆ พอให้ทั่วกระทะแล้วตักอาหารใส่ กลับไปกลับมาจนสุกตามต้องการ

อ้างอิงจาก: http://images.thaiza.com/177/177_20090227153234..jpg

+การหลาม หมายถึง การทำอาหารให้สุกในกระบอกไม้ไผ่สดๆ ก่อนหลามต้องใช้กาบมะพร้าวห่อใบตอง อุดปากกระบอกเสียก่อน แล้วนำไปเผาจนสุก

 เราไปเริ่มแนะนำอาารกันเลยดีกว่าค่ะ

"ต้มยำ"

ต้มยำ : Tom Yum เป็นอาหารประเภทแกง
และเป็นอาหารพื้นเมืองที่คนไทยคุ้นเคยกันดี เพราะคนไทยกินกันทุกภาค เป็นอาหารที่ชาวต่างชาตินิยมสั่งกันอยู่ไม่น้อย หนึ่งในเมนูต้มยำที่ดังกระฉ่อนระดับโลก คือ"ต้มยำกุ้ง"

ต้มยำเป็นอาหารที่ครบรส คือ เปรี้ยว เค็ม เผ็ด หวานเล็กน้อย ทำให้ไม่เลี่ยน ไม่ฝืดคอเวลากิน

ต้มยำประกอบไปด้วย สมุนไพร หลากหลาย ซึ่งดีต่อสุขภาพ ได้แก่ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก มะนาว หรือ บางเมนู อาจจะมีใบกะเพรา ผักชีฝรั่งและโหระพาร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมี เห็ด ต่างๆรวมทั้ง มะเขือเทศ ผักชี ต้มยำปรุงจากเนื้อสัตว์ ต่างๆได้มากมาย ทั้ง หมู ไก่ ปลา กุ้ง หรือเนื้อวัวฯลฯ

 ต้มยำพอจะแบ่ง ออกเป็น 2 ประเภทได้แก่


อ้างอิงจาก : http://1.bp.blogspot.com/_5dQpxX5hbXE/SL6MJQmHpJI/AAAAAAAAAPk/Ul5gN9AU65...

อ้างอิงจาก : http://www.hewhew.com/images/recipe/recipe319.jpg

1.ต้มยำน้ำใส ต้มยำน้ำใสนั้นถือได้ว่าเป็นต้นตำรับของต้มยำ เพราะอาหารไทยในอดีตนั้นมักจะไม่ใส่นมหรือกะทิและมักจะปรุงกันอย่างง่ายๆ ไม่มีเครื่องปรุง อะไรมากมายนัก ถ้าเป็นทางภาคอีสานก็จะต้องเป็นต้มแซบที่ใส่พริกแห้ง และข้าวคั่วลงไปในหม้อต้มนั้นด้วย โดยต้มยำน้ำใสจะมีส่วนประกอบหลักๆ คือ เนื้อสัตว์ เช่น กบ ปลาช่อน ไก่บ้าน ฯลฯ และจะมีเครื่องเทศหลักๆ คือ ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก ทั้งสดและแห้ง ข่า เป็นต้น ซึ่งส่วนประกอบที่ได้มานั้นเป็นทั้งเครื่องเทศที่ช่วยในการชูรส ชูกลิ่นของอาหาร อีกทั้งยังเป็นสมุนไพรอีกด้วย

อ้างอิงจาก : http://kong.in.th/pictures/Kohmak/Kohmak058.jpg
2. ต้มยำน้ำข้น ต้มยำที่หลายคนเคยชินกันดี และยังเป็นต้มยำที่สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับอาหารไทยโด่งดังไปทั่วโลก หลายคนอาจจะคิดว่า ต้มยำกุ้งน้ำข้นคือต้มยำแบบไทยแท้ แต่แท้จริงแล้วจากประวัติต้มยำกุ้ง ที่เปลี่ยนมาใส่นมกินอย่างน้ำข้นนั้น เริ่มในสมัยรัชกาลที่ 6 ช่วงที่ท่านเสด็จประพาสไปเสวยเหลาแถวสามย่าน สมัยนั้นมีเสหลาของคนจีนเข้ามาใหม่ร้าน หนึ่งเหลาแห่งนั้นทำต้มยำกุ้งใส่นมเป็นน้ำข้น ใครรุ่นนั้นที่ไฮโซก็ต้องไปกินเหลาร้านนี้ก็จะติดภาพต้มยำกุ้งของไทยต้องใส่ นม จริงๆ ไม่ใช่ต้มยำกุ้งดั้งเดิม จริงๆ จะเป็นแบบน้ำใส และคงเป็นเพราะนมหรือกะทิที่มีการใส่ลงไปในต้มยำทำให้ต้มยำน้ำข้นนั้นคล้ายคลึงกับซุปของชาวต่างชาติที่นิยมใส่นม หรือใส่ครีมลงไป จึงทำให้ต้มยำกุ้งน้ำข้นของไทยเราโด่งดังไปทั่วโลก

ในที่นี้เราจะนำเสนอวิธีการทำต้มยำกุ้ง

แหล่งที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=0Ds_Jz5Tlx0&feature=player_embedded

อ้างอิงจาก : http://www.yingsakfood.com/source_website/adventure/tom%20yam%20sea%20fo...

ส่วนผสมหลัก  (อาหารสำหรับ 5 ท่าน)
กุ้งสด     500 กรัม
เห็ดฟาง     600 กรัม
น้ำพริกเผาต้มยำ     150 กรัม
น้ำซุป     2,500 กรัม
กรดซิตริก     10 กรัม
เกลือ     15 กรัม
น้ำปลา     100 กรัม
น้ำตาลทราย     20 กรัม
น้ำมะนาว     15 กรัม
พริกขี้หนู     10 กรัม

ส่วนผสมน้ำพริกเผาต้มยำ
พริกแห้ง     10 กรัม
ตะไคร้     40 กรัม
หัวหอม      40 กรัม
ข่า     10 กรัม
ใบมะกรูด     5 กรัม
น้ำมันพืช     100 กรัม
* 30 grams = 1oz. , 1kilogram = 2.24 lbs.

วิธีทำ
*การน้ำพริกเผาต้มยำ : คั่วเครื่องแกงทั้งหมดให้หอม นำไปโขลกจนละเอียด แล้วจึงผัดกับน้ำมันจนหอม ตักออกเก็บไว้ผสมปรุงต้มยำ
ขั้นตอนการทำ
1.ปอกเปลือกกุ้ง เหลือหางไว้ ผ่าหลังดึงเส้นดำออก
2. ปอกเห็นฟาง ผ่าซีกพักไว้
3.ต้มน้ำซุป ปรุงด้วยเครื่องปรุงรสทั้งหมด พอน้ำซุปเดือด ใส่กุ้งสด และเห็ด ต้มจนกุ้งและเห็ดสุก
4.ใส่น้ำพริกเผาต้มยำ ชิมรสตามชอบ

"หมูโสร่ง"

อ้างอิงจาก : http://i267.photobucket.com/albums/ii318/nd28_2007/P1119695.jpg?t=129484...


ในปัจจุบันนี้หมูโสร่งเป็นเมนูที่หาทานยาก แต่วิธีทำง่ายนิดเดียว แต่มีคนจำนวนมากที่ไม่รู้จักหมูโสร่ง บ้างก็เคยได้ยินแค่ชื่อ บ้างก็ไม่เคยรู้จักเลยก็มีหมูโสร่ง เป็นการนำเส้นบะหมี่มาห่อหมูแล้วนำมาทอดกรอบ ส่วนใหญ่มักกินกับน้ำจิ้ม หรือ เป็นเครื่องเคียงกินกับน้ำพริกก็อร่อยเช่นเดียวกัน

วิธีทำหมูโสร่ง
*ในที่นี้เป็นวิธีการทำตามสูตรในหนังสือ Simply Delicious ค่ะ  ท่านอาจจะประมาณวัตถุดิบและเครื่องปรุงได้เองตามความชอบได้เลยน่ะค๊ะ


เครื่องปรุง
หมูบด                                       500 กรัม
มันหมูแข็งหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก               2 ช้อนโต๊ะ
บะหมี่เหลือง                               300 กรัม
แป้งสาลี 1 ถ้วยตวง
กระเทียม รากผักชี พริกไทยโขลก     2 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น                                    1 ช้อนชา
น้ำตาลทราย                               1 ช้อนโต๊ะ


ขั้นตอนการทำ
1.ผสมหมูบด มันหมูแข็ง เครื่องที่โขลก เกลือ น้ำตาล เคล้าให้เข้ากัน พักไว้
2.ตั้งน้ำพอเดือด ใส่เส้นบะหมี่ลวกประมาน 1 นาที แล้วรีบล้างน้ำเย็นผึ่งให้แห้ง นำมาเคล้ากับแป้งสาลีให้เส้นเนียนไม่ติดกัน
3.ปั้นหมูเป็นก้อน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ใช้เส้นบะหมี่พันหมูให้เป็นแนวเดียวกัน และไม่เห็นเนื้อหมู
4.ทอดหมูที่พันแล้วในน้ำมันร้อน ไฟกลาง พอสุกเหลืองดี ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน เสริฟกับน้ำจิ้มหวาน

 

"ข้าวเหนียวหนาว"


ข้าวเหนียวหนาว นับเป็นชื่ออาหารที่แปลกมากเลยทีเดียว ดิฉันก็เพิ่งเคยได้ยินเมื่อไม่นานมานี้เช่นกันจาก "สารคดี ๑๐๐ ปีไกลบ้านตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง" ซึ่งเป็นสารคดีเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี การเสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 และครบรอบ 100 ปี พระบรมรูปทรงม้า  ดิฉันจำชื่อตอนไม่ได้ แต่ในตอนนี้ได้กล่าวถึง อาหารที่เรียกว่า"ข้าวเหนียวหนาว"นี้
ข้าวเหนียวหนาว เป็นอาหารที่ทำง่ายมากเพียงแค่มี ข้าวเหนียว ไข่ไก่ และเครื่องปรุงตมชอบ

วิธีการทำ

สิ่งที่ต้องเตรียม มีแค่
ข้าวเหนียว ไข่ไก่ และ เครื่องปรุงตามความชอบ

ขั้นตอนการทำ

1.ปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมๆ กี่ก้อนก็ได้ตามความชอบ
2.ตีไข่ และปรุงไข่ตามความชอบ
3.นำข้าวเหนียวที่ปั้น มาชุปไข่ จากนั้นตั้งน้ำมันให้ร้อน และนำลงทอดพอให้ป็นสีเหลืองสวย
4.ตักขึ้นจากกระทะให้สะเด็ดน้ำมัน และนำใส่จาน แค่นี้ก็สามารถรับประทาน"ข้าวเหนียวหนาว"ได้แล้วล่ะค่ะ

"ผัดไทย"

ผัดไทนี้มีมาแต่โบราณในชื่อ "ก๋วยเตี๋ยวผัด" ผัดไทนั้นกลายเป็นที่รู้จักของคนต่างชาติตั้งแต่สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านได้รณรงค์ให้ประชาชนหันมานิยมรับประทานก๋วยเตี๋ยว เพื่อลดการบริโภคข้าวภายในประเทศ เนื่องจากในช่วงนั้นสภาวะเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ ข้าวแพง และได้เปลี่ยนชื่อก๋วยเตี๋ยวผัดเป็น "ก๋วยเตี๋ยวผัดไท" ตามชื่อใหม่ของประเทศ  ปัจจุบันเรียกกันโดยย่อเหลือเพียงแค่ "ผัดไทย"

วิธีการทำผัดไท
เครื่องปรุง
เส้นจันท์หรือก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก 720 กรัม / 12 ออนซ์, แช่น้ำให้นุ่มประมาณ 4 ชั่วโมงหรือในน้ำอุ่น 30 นาที
กระเทียม 1-2 กลีบ  สับละเอียด, หอมแดง 1 หัว, หั่นบางๆ, ไข่ไก่ 2 ฟอง, น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลปี๊บ 2-3 ช้อนโต๊ะ, น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ, เต้าหู้ทอด 3 ช้อนโต๊ะ
หัวไชโป๊หวาน 2 ช้อนโต๊ะ, ถั่วงอกสด 1-2 ถ้วย, ใบกุ้ยช่าย /ต้นหอม 3 -4 ต้น, ถั่วลิสงคั่วบดละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ, มะนาว 1 ลูก, หั่น 4 ซีก


ขั้นตอนการทำ
1.แช่เส้นจันท์หรือก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กในน้ำอุ่นประมาณ 30 นาที
2.ตั้งกระทะให้ร้อนปานกลาง ใส่น้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ
3.เติมกระเทียม หอมแดง ผัดให้หอม
4.เริ่มใส่เต้าหุ้ หัวไชโป๊หวาน ใส่เส้นก๋วยเตี๋ยวหรือเส้นจันท์ลงผัดเข้ากับเนื้อ
5.ปรุง รสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก น้ำปลา
6.ผัดให้เข้ากันจนเส้นนุ่ม พักเนื้อและเส้นก๋วยเตี๋ยวไว้ข้างกะทะ
7.ใส่น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะที่เหลือลงตรงกลาง และตอกไข่ 2 ฟองลง ตีไข่แดงและไข่ขาวให้แตก พอสุกแล้วน้ำผัดรวมกับเส้นก๋วยเตี๋ยวให้เข้ากัน
8.ใส่ถั่วงอก ใบกุ้ยช่ายหรือต้นหอม ลงผัดอย่างรวดเร็ว แล้วดับตาไฟทันที
โรยหน้าด้วยถั่วลิสงบด และเสริ์ฟด้วยมะนาว

มาถึงเมนูสุดท้ายของอาหารไทยบ้านเราที่จะแนะนำกันบ้างน่ะค๊ะ  ส้มตำคงเป็นอาหารโปรดของใครหลายคนเลยใช่ไหมค๊ะ เราไปทำความรู้จักกับเมนูนี้ให้ลึกขึ้นกันดีกว่าค่ะ


"ส้มตำ"

อ้างอิงจาก : http://cdn.learners.in.th/assets/media/files/000/226/124/original_of111....


คนทั่วไปมักเข้าใจว่า "ส้มตำ" เป็นอาหารพื้นเมืองของภาคอีสาน หรือของประเทศลาว แต่แท้จริงแล้ว ส้มตำถือเป็นอาหารสมัยใหม่
ที่ถือกำเนิดมาราว 40 ปีเท่านั้น เนื่องจากมะละกอ เป็นพืชนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย ในช่วงสงครามเวียดนาม ซึ่งเวลานั้นสหรัฐอเมริกา
ได้เข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย และได้มีการตัดถนนมิตรภาพ เพื่อใช้ในการลำเลียงยุทโธปกรณ์ต่างๆ พร้อมทั้งได้นำเมล็ดพันธุ์มะละกอ ไปปลูกทั้งสองข้างถนนมิตรภาพ
ด้วยเหตุนี้ มะละกอจึงได้เดินทางเข้าสู้ภาคอีสาน และเกิดเป็นอาหารจานเด็ด อย่าง "ส้มตำ" ขึ้น
ส้มตำของเราก็จะมีหลายแบบน่ะค๊ะ ทั้ง ตำไทย ตำปู ตำปลาร้า ตำซั่ว ตำป่า แต่ในที่นี้ ขอแนะนำวิธีทำส้มตำไทยแล้วกันค่ะ

วิธีทำ
เครื่องปรุง
พริกขี้หนู   มะละกอ  มะนาว
มะเขือเทศ  กุ้งแห้ง  ถั่วฝักยาว
มะละกอ  น้ำตาลปี๊ป  กระเทียม


ขั้นตอนการทำ
- โขลก พริกขี้หนู กระเทียมพอแหลก
- ใส่มะละกอ ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ กุ้งแห้ง โขลกพอช้ำ
- ใส่น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ
-ปรุงรสตามชอบ ทานคู่กับกระหล่ำปลี และถั่วฝักยาว
(อาจโรยถั่วลิสงเพื่มความอร่อยก็ได้น่ะค๊ะ)

คุณค่าของสมุนไพรไทย
ถั่วฝักยาว : ป้องกันโรคเครียด ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
มะเขือเทศ : บำรุงผิวพรรณ ให้วิตามิน C
กระเทียม : ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด โรคมะเร็ง การอักเสบ รักษาโรคผิวหนังจากเชื้อรา
น้ำมะนาว : ขับเสมหะ แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน บำรุงเลือด แก้โรค เลือดออกตามไรฟัน
น้ำมะขามเปียก : เป็นยาระบายอ่อนๆ

จบไปแล้วกับอาหารในบ้านเรา เป็นอย่างไรกันบ้างค๊ะ เรียกน้ำย่อยกันได้บ้างหรือเปล่าค๊ะ Laughing

 

แหล่งอ้างอิง 
1.http://thaifood-cool.blogspot.com/2009/06/blog-post_9838.html
2.http://www.thaifoodtoworld.com/home/recipedetail.php?recipe_id=1 
  3.http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2       4.http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%
80%E0%B8%9D%E0%B8%AD   
   5.http://www.siam-shop.com/shop.php?shop_id=6002      
6.http://thaifood-cool.blogspot.com/2009/06/blog-post_9838.html    
  7.http://www.iamvacation.com/content/100/%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99....htm  
  8.หนังสือ Simply Delicious
รูปภาพของ ssspoonsak

ดีจ้า

ขอมอบปลาให้ไปเลี้ยงนะจ้ะ

 ที่มาของภาพ http://2.bp.blogspot.com/_7rUu3IhNi9I/TLR00C2uJRI/AAAAAAAABfY/P6v3yNeL54g/s1600/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%A11.jpg

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
ทำด้วยใจ ไปด้วยฝัน

รูปภาพของ ssspoonsak

รูปหายบางรูป จัดรูปแบบของรูปให้ดูดีกว่า

ขอมอบปลาให้ไปเลี้ยงนะจ้ะ

 
ที่มาของภาพ http://upload.tarad.com/images2/59/bd/59bdfb00cace09c128ce3131668942ae.jpg

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล
ทำด้วยใจ ไปด้วยฝัน

รูปภาพของ sss27973

ึ่ค่ะอาจารย์ แต่ทำไม อัฟโหลดรูปได้ไม่เยอะอ่ะค๊ะ อาจาย์มันเต็ม อ่ะ

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 8 คน กำลังออนไลน์