เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๘



 


        หลังจากการพิราลัยของพระเจ้าอินทรวิชยานนท์แล้ว เจ้าอุปราชอินทวโรรสผู้เป็นบุตรก็ได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการในฐานะเจ้าหลวงองคืที่ ๘ ของเมืองเชียงใหม่ โดยได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ อย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนพฤษศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๔ ดำรงพระยศเป็น "เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ดำรงนพีสีนคร สุนทรทศลักษณ์เกษตร วรฤทธิเดช ดำนงจำนงยุติธรรม สุจริต วิศิษฐ์สัตยาธาดา มหาโยนางคราชวงศาธิบดี เจ้าผู้ครองนคร" และได้รับพระราชทานเครื่องยศและเป็นนายพันเอกทหารบก และชาวเชียงใหม่ทั่วๆไป เรียก "เจ้าหลวงตาขาว" หมายงถึงตาของท่านมีลักษณะเหมือนฝรั่ว
        ในสัมยของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ นี้นับว่าเมืองเชียงใหม่อยู่ในยุคของความสงบสุข ปราศจาคภัยสงคราม การล่าอาณานิคมของอังกฤษกับฝรั่งเศสก็เบาลง ทั้งนี้ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ดำเนินกุศโลบายที่สำคัญตลอดมา ยอมเสียดินแดนส่วนน้อยเพื่อรักษาพระราชอาณาจักรส่วนใหญ่ไว้ และที่สำคัญคือการปฎิรูปการปกครองเป็นแบบมณฆลเทศาภิบาล ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๗ จนถึง พ.ศ.๒๔๔๙ โดยเริ่มจากหัวเมืองชั้นในก่อน เพื่อสะดวกในการปฎิรูปการปกครองจากส่วนกลาง จนกระทั่งครบมณฆลทั่วพระราชอาณาจักร โดยที่มณฆลพายัพนั้นจัดเป็น "เขตพิเศษ" ซึ่งมีความละเอียดอ่อนต้องใช้เวลานานถึงจะสามารถปรับให้เหมือนมณฆลอื่นๆ กว่าจะล่วงแล้วก็ถึง พ.ศ.๒๔๖๐
        ซึ่งการปกครองในลักษณะนี้ นั้นถือว่าเป็นการลด "อำนาจเจ้าหลวง" ลงทีละน้อยและเพิ่ม "อำนาจรัฐจากส่วนกลาง" ขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นไปในทุกส่วนทั้งการปกครอง การคลังและภาษีอากร ที่เข้ามาแทนที่เครื่องราชบรรณาการ การทหารที่มีการจัดตั้งกรมบัญชาการมณฆลพายัพ ที่เชียงใหม่ ในปี พ.ศ.๒๔๔๖ การศึกษาโดยจัดให้มีการเรียนหนังสือภาษาไทยกลาง และส่งเสริมให้มีการสร้างโรงเรียนที่เรียนหนังสือภาษาไทยกลาง ทั่วไปเพื่อรองรับสร้างบุคคลากรให้รับราชการในตำแหน่งต่างๆ ที่มีการจัดตั้งจากรัฐบาลส่วนกลาง การศาสนา มีการออกพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ ให้เป็นแบบเดียวกันทั้วประเทศ โดยขึ้นกับ "มหาเถรสมาคม"
การเปลี่ยนแปลงในทุกด้านของเชียงใหม่ในสมัยเจ้าอินทรวโรรสนั้น ได้รับการสนองตอบเป็นอย่างดีต่อพระราชวงศ์จักรี และความสุขของราษฎร์เชียงใหม่เป็นที่ตั้ง ประจวบกับเจ้าอินทวโรรสนั้นได้มีการเข้าเฝ้าทุลละอองธุลีพระบาทล้นเกล้า รัชกาลที่ ๕ มาโดยตลอดและมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับพระราชวงศ์จักรี และได้รัความเคารพเกรงใจจากเหล่าบรรดาขุนนางข้าราชการใรราชสำนักสยามเป็นอย่างยิ่ง
        แผ่นดินเชียงใหม่ในยุคนั้นจึงเต้มไปด้วยความสุข ความเจริญ ในทุกที่ทุกทาง เป็นการเริ่มต้นการละครและนาฎศิลป์ ที่นำแบบอย่างมาจากราชสำนักสยาม ทำให้ชาวเชียงใหม่ได้รู้จัก มีการปรับระเบียบในคุ้มหลวงให้เหมือนกันในกรุงเพทฯ มีการตั้ง "เขน" หรือ ทหารรักษาการณ์ ซึ่งแบ่งเป็น 2 พวก คือ พวกแรกจะเป็นพวกที่เล่นละครและแตรวง ซึ่งถือว่าเป็นวงแรกของเชียงใหม่ อีกพวกหนึ่งเป็นทหารรักษาการณ์ตามปกติ มีการนำไฟฟ้ามาใช้เป็นครั้งแรกในเชียงใหม่ โดยเริ่มต้นที่คุ้มหลสงเป้นแห่งแรก มีการจัดแสดงให้ประชาชนชมฟรี เป็นที่ชื่นชอบเป็นอย่างมาก ซึ่งดาราละครส่วนมากจะเป็นหม่อมของเจ้าหลวง อาทิเช่น หม่อมผาด หม่อมวาด หม่อมแส หม่อมโหลด หม่อมทิม หม่อมคำ หม่อิมแมว ฯลฯ นอกจากการละครแล้ว ยังได้เริ่มจัดสวนในคุ้มหลวง นำเอานกกระจอกเทศ อูฐ จระเข้ เสือลายพาดกลอน สัตว์ที่หาดูยากในเมืองเหนือมาให้ประชาชนได้ดูฟรี สร้างความบันเทิง และการศึกษาเป็นอย่างดี และในสมัยของเจ้าหลวงองค์นี้ มีการเปลี่ยนแปลงเงิน ผลประโยชน์ที่เคยเป็นอำนาจสิทธิ์ของเจ้าหลวงไม่ว่าจะเป็นเงินส่วนแบ่งค่าตอไม้(ต่อมาตกเป็นของรัญฐบาลทั้งหมด) เงินเดือนพระราชทาน เงินส่วนแบ่งค่าแรงแทนเกณฑ์ซึ่งเป็นผลมาจากการปฎิรูปการคลังและภาษีอากร โดยในที่สุดพระเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ จึงขอประทานเงินเดือนอย่างเดียว ซึ่งได้รับพระราชทานเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท
        จากการเก็บภาษีอากรนั้นมีภาษีที่เริ่มจัดเก็บใหม่ เรียกว่า "เงินค่าราชการ" ซึ่งชาวบ้านมักเรียกว่า "ภาษี ๔ บาท" หรือภาษีผูกปี้(ปี้เป้นค่าทับศัพท์ในภาาาจีน แปลว่า เงินตรา) ซึ่งเป็นภาษีเสียแทนการเกณฑ์ จัดเก็บจากชายที่มีอายุ ๑๘ ถึง ๖๐ ปี เพื่อเป็นการทดแทนการที่ไพร่ถูกเกณฑ์ทำงานโยธา ๑๐ วัน และผู้เสีย "ภาษี ๔ บาท" ก็อาจถูกเกณฑ์เพื่อมาทำงานโยธา เพื่อประโยชน์แก่บ้านเมือง ท้องถิ่นของตน ซึ่งเป็นภาษีที่ใหม่ และสร้างความไม่พอใจแก่ผู้เสียผลประโยชน์หลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นเจ้านายราษฎร์ และนายภาษีอากร ทำให้เกิดเงี้ยวที่เมืองแพร่ โดยได้รับการสนับสนุนจากเจ้าเมืองแพร่ และบานปลายเจ้าโจมตีสถานที่ราชการทั้งแม่ฮ่องสอนและฝาง และได้ถูกรัญบาลส่งกำลังมาปราปรามอย่างรุงแรงและเฉียบขาด รวมถึงการปลดเจ้าเมืองแพร่ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด และได้เร่งปฎิรูปการปกครอง และทุกด้านเพื่อสร้างจิตสำนึกในการเป็น "คนไทย" ภายใต้พระราชอาณาจักรเดียวกาน ขจัดความกินแหนงแคลงใจที่มีมานานสำหรับคนไทยและคนเมืองให้เร็วที่สุด รัฐบาลส่วนกลางได้ส่งพระยาสุรสีห์วิศิษฐ์ศีกดิ์(เชย กัลยาณมิตร) มาเป็นข้าหลวงเทศาภิบาล เพื่อมาแก้ปัญหาดังกล่าว และได้รับการสนัลบสนุนจากเจ้าหลวงอินทวโรรส เป็นอย่างดี พร้อมเจ้านายฝ่ายเหนือที่ยิ่งช่วยสร้างสันติสุขขณะความรุ่งเรืองของชาวเชียงใหม่และชาวล้านนาทุกคน และขอยกข้อความสำคัญในช่วงนี้ เพื่อความเข้าใจอย่างไม่คลาดเครื่อนจากหนังสือที่ทรงคุณค่าเล่มหนึ่ง ที่สมบูรณ์ที่สุด คือหนังสือ เจ้าหลวงเชียงใหม่ ที่จัดทำระหว่างทายาทสกุล ณ เชียงใหม่ เจ้านายฝ่ายเหนือสายอื่นๆ และนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงบรรณาธิการ โดย วงศ์ศักดิ์ ณ เชียงใหม่ มีใจความว่า
        เมื่อพระยาสุรสีห์วิศิษฐ์ศักดิ์ จัดการปกครอง โดยตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาล อยู่ถึง ๑๓ ปี(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๔๕๘) ในช่วงของพระเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ ต่อเข้ากับยุคพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐฯ ภายใต้นโยบาลการสร้างรัฐสมูบรณาญาสิทธิราชย์ แบบรวามศูนย์อำนาจที่สถาบันพระมหากษัตริย์นับว่าประสบผลสำเร็จด้วยดี เพราะสามารถจัดการปกครองให้มีระเบียบแบบแผนเช่นเดียวกับมณฑลอื่นๆ ทุกประการ และช่วงนี้มีการจัดตั้งมณฑลมหาราษฎร์อันประกอบไปด้วย ลำปาง แพร่ น่าน แล้วรวมกับมณฑลพายัพเป็น "มณฑลภาคพายัพ" โดยมีอุปราชภาค เป็นผู้ควบคุม (พ.ศ.๒๔๕๙ - ๒๔๖๘) อต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการที่ทางรถไฟมาถึงเชียงใหม่ ในเดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๖๔ นั้น ทำให้เศรษฐกิจรวมทั้งวิทยาการความเจริญในเชียงใหม่ขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
        การปกครองเมืองเชียงใหม่ในช่วง พ.ศ. ๒๔๖๗ - ๒๔๗๖ เป็นการปรับปรุงช่วงสุดท้ายก่อนที่จะยกเลิกระบบเทศาภิบาล โดยเริ่มเมื่อรัชกาลที่ ๗ ขึ้นครองราชย์ ทรงยกเลิกระเบียบแบบแผนต่างๆ ที่จัดขึ้นในช่วง พ.ศ.๒๔๕๘ - ๒๔๗๘ ทรงยุบตำแหน่งและหน่วยงานที่ไม่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามดล เช่น ยุปมณฑลมหาราษฎร์ เข้ากับมณฑลพายัพทรงยุบเลิกตำแหร่งเจ้าเมืองใดว่างลงก็จะไม่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นอีก ส่วนเจ้าเมืองที่มีชีวิตอยู่ก็ยังจะได้รับเงินเดือนจนถึงแก่อสัญกรรม ซึ่งเมื่อพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐฯเจ้าเมืองเชียงใหม่ หรือ "เจ้าหลวงเชียงใหม่" องคืสุดท้ายถึงแก่อนิจกรรมใน พ.ศ.๒๔๘๒ ก็ถือเป็นการสิ้นสุดตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงใหม่ หรือ "เจ้าหลวงเชียงใหม่" และหลังจากที่คณะราษฎร์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ ก็ได้ยกเลิกระบบมณฑลเทศาภิบาลใน พ.ศ.๒๔๗๖ มณฑลพายัพจึงสลายตัวไป เมืองเชียงใหม่ที่เคยเป็นศุนย์กลางของอาณาจักรล้านนาในอดีตก็มีฐานะเป็นเพียงจังหวัดหนึ่ง เช่นเดียวกับจังหวัดอื่นๆ สืบมาจาปัจจุบัน
        สมัยเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์นี้ เป็นยุคของเจ้าผู้ครองนคร มิได้มีฐานะเป็นเจ้าประเทศราชของกรุงรัตนโกสินทร์อีกต่าไป ดังนั้นจึ้งม่มีมการส่งเครื่องราชบรรณาการและต้นไม้ทองต้นไม้เงิน โดยที่เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ได้รับพระราชทานเงินเดือน เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ก็ย่อมจะ "ถือเอาได้ว่า" องค์ท่านดำรงสภาพเหมือนกับ "ข้าราชการ" ผู้หนึ่งทั้งนี้เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ไม่มีอำนาจปกครองบ้านเมืองโดยตรงอีกต่อไป เพราะราชการทั้งปวงขึ้นกับข้าหลวงประจำนคร ซึ่งเป็นราชการจากส่วนกลาง
        ในบั้นปลายของชีวิตเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์นั้น ท่านเป็นโรคไอ แพทย์หลวงตรวจดูอาการพบว่าปอดเสีย มีการกาปวดเรื่อยๆ จนถึงวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๕๒ ก็มีอาการหนัก ครั้นเวลาบ่าน ๔ โมง ๕๕ นาที ก็ถึงแก้อสัญกรรม
        เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ มีบุตรสืบสกุลจากแม่เจ้าทิพเนตรคือ เจ้าราชวงศ์(เลาแก้ว) แต่เพียงผู้เดียว เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์รั้งตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร ๔ ปี และเป้นเจ้าผู้ครองนคร ๘ ปี รวมชนมายุ ๕๑ ปี